คำสอน

เรื่องที่ 9: โรม (ข้อคิดเกี่ยวกับหนังสือของโรม)

[บทที่ 3-2] (โรม 3:1-31) มีความรอดจากบาปโดยความเชื่อเท่านั้น

(โรม 3:1-31)
“ถ้าเช่นนั้นพวกยิวจะได้เปรียบคนอื่นอย่างไร และการเข้าสุหนัตนั้นจะมีประโยชน์อะไร มีประ โยชน์มากในทุกสถาน เป็นต้นว่าพวกยิวได้เป็นผู้รับมอบให้รักษาพระดำรัสของพระเจ้า ถึงมีบางคนไม่เชื่อ? ความไม่เชื่อของเขานั้นจะทำให้ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าไร้ประโยชน์หรือ? ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย ถึงแม้ทุกคนจะพูดมุสาก็ขอให้พระเจ้าทรงสัตย์จริงเถิด ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า
‘เพื่อพระองค์จะได้ปรากฏว่า ทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อในพระดำรัสทั้งหลายของพระองค์
และทรงมีชัยเมื่อเขาวินิจฉัยพระองค์’
แต่ถ้าความอธรรมของเราเป็นเหตุให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า เราจะว่าอย่างไร? จะว่าพระเจ้าทรงลงอาญาโดยไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ (ข้าพเจ้าพูดอย่างมนุษย์) พระเจ้าไม่ทรงโปรดให้เป็นเช่นนั้นเลยเพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงพิพากษาโลกได้อย่างไร? เพราะถ้าความจริงของพระเจ้าปรากฏมากยิ่งขึ้นเพราะเหตุความอสัตย์ของข้าพเจ้าเป็นที่ให้เกิดเกียรติยศแด่พระองค์แล้ว ทำ ไมเขาจึงยังลงโทษข้าพเจ้าว่าเป็นคนบาป? และทำไมเราจึง ‘ไม่ทำความชั่วเพื่อความดีจะได้เกิดขึ้น’? -ตามที่เราได้ถูกกล่าวร้ายและตามที่บางคนยืนยันว่าเราได้กล่าวอย่างนั้น ความฉิบหายของคนเช่นนั้นก็ยุติธรรมแล้ว ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร? พวกเราจะได้เปรียบกว่าพวกเขาหรือ? เปล่าเลย เพราะเราได้ชี้แจงให้เห็นแล้วว่า ทั้งพวกยิวและพวกต่างชาติต่างอยู่ใต้อำนาจของบาปทุกคน ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า :
‘ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย
ไม่มีคนที่เข้าใจ
ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า
เขาทุกคนหลงทางไปหมด
เขาทั้งปวงเป็นคนไร้ค่าเหมือนกันทั้งสิ้น
ไม่มีสักคนเดียวที่ทำดี ไม่มีเลย
ลำคอของเขาคือหลุมฝังศพที่เปิดอยู่
เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวง
ภายใต้ริมฝีปากของเขามีพิษของงูร้าย
ปากของเขาเต็มด้วยคำแช่งด่าและคำขมขื่น
เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด
ในทางเดินของเขามีความพินาศและความทุกข์
และเขาไม่รู้จักทางแห่งสันติสุข
ในแววตาของเขาไม่มีความเกรงกลัวพระเจ้า’
บัดนี้ เรารู้แล้วว่าพระราชบัญญัติทุกข้อที่ได้กล่าวนั้น ก็ได้กล่าวแก่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้พระราช บัญญัติเพื่อปิดปากทุกคน และเพื่อให้มนุษย์ทุกคนในโลกมีความผิดจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า เพราะ ฉะนั้นจึงไม่มีเนื้อหนังคนหนึ่งคนใดเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าได้โดยการประพฤติตามพระราชบัญญัติ เพราะว่าโดยพระราชบัญญัตินั้นเราจึงรู้จักบาปได้ แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่าความ ชอบธรรมของพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือพระราชบัญญัติ ซึ่งพระราชบัญญัติกับพวกศาสดาพยา กรณ์เป็นพยานอยู่ คือความชอบธรรมของพระเจ้าซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์สำ หรับทุกคนและแก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะ ว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน เหตุว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เราเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นบาปแล้ว พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญา โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์ เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระองค์ในการที่พระเจ้าได้ทรงอดกลั้นพระ ทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น และเพื่อจะสำแดงความ ชอบธรรมของพระองค์ในปัจจุบันนี้ว่าพระ องค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะเอาอะไรมาอวด ก็หมดหนทาง จะอ้างหลักอะไรว่าหมดหนทาง? อ้างหลักการประพฤติหรือ? ไม่ใช่ แต่ต้องอ้างหลักของความเชื่อ เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายสรุปได้ว่า คนหนึ่งคนใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ก็โดยอาศัยความเชื่อนอกเหนือการประพฤติตามพระราชบัญญัติ หรือว่าพระเจ้านั้นทรงเป็นพระเจ้าของยิวพวกเดียวเท่านั้นหรือ? พระองค์ไม่ทรงเป็นพระเจ้าของชนต่างชาติด้วยหรือ? ถูกแล้วพระ องค์ทรงเป็นพระเจ้า ของชนต่างชาติด้วย เพราะว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าองค์เดียว และพระองค์จะทรงโปรดให้คนที่เข้าสุหนัตเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ และจะทรงโปรดให้คนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตเป็นคนชอบธรรมก็เพราะความเชื่อดุจกัน ถ้าเช่นนั้นเราลบล้างพระราชบัญญัติด้วยความเชื่อหรือ? ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย เรากลับสนับสนุนพระราชบัญญัติเสียอีก”
 
 
ผู้ที่ไม่เชื่อไม่สามารถทำให้ความรอดของพระเจ้าไร้ประโยชน์ได้
 
อัครสาวกเปาโลกล่าวว่าความสมบูรณ์ของพระบัญญัติและพระ คุณของการชำระบาปของพระเจ้านั้นไม่ได้ประทานให้เราโดยการกระทำของเราแต่โดยความเชื่อ เรารอดจากความผิดบาปของเราและเป็นคนชอบธรรมโดยความรอดของพระเจ้า “ถ้าเช่นนั้นพวกยิวจะได้เปรียบคนอื่นอย่างไร และการเข้าสุหนัตนั้นจะมีประโยชน์อะไร มีประโยชน์มากในทุกสถาน เป็นต้นว่าพวกยิวได้เป็นผู้รับมอบให้รักษาพระดำรัสของพระเจ้า ถึงมีบางคนไม่เชื่อ? ความไม่เชื่อของเขานั้นจะทำให้ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าไร้ประโยชน์หรือ? ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย” (โรม 3:1-4)
ข้อได้เปรียบของพวกยิวก็คือการได้รับมอบให้รักษาพระดำรัสของพระเจ้าให้กับพวกเขา พวกเขามีชีวิตอยู่ในขณะที่ได้ฟังพระดำรัสของพระองค์จากบรรพบุรุษของตน เพราะว่าพระเจ้าประทานพระดำรัสของพระองค์ให้กับบรรพบุรุษของพวกเขา และก็ตกทอดมาสู่พวกเขา พวกเขาจึงคิดว่าตนเองนั้นดีกว่าพวกชนต่างชาติ อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งพวกยิวเพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อว่าพระเยซูทรงนำพวกเขาออกจากความผิดบาปของตน
เปาโลกล่าวว่า “ถึงมีบางคนไม่เชื่อ? ความไม่เชื่อของเขานั้นจะทำให้ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าไร้ประโยชน์หรือ? ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย” ผู้ที่ไม่เชื่อไม่สามารถทำให้ความรอดของพระเจ้าไร้ประโยชน์ได้ “ความสัตย์ซื่อของพระเจ้า” หมายถึง “ความจริงใจของพระเจ้า” เขาหมายความว่าความจริงใจของพระเจ้าและความรอดจากบาปจะไม่ไร้ผลแม้ว่าพวกยิวไม่เชื่อ พระดำรัสของคำสัญ ญาของพระเจ้าที่พระ องค์ทรงช่วยใครก็ตามที่เชื่อก็ไม่ถูกยกเลิกไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อหรือไม่
พวกชนต่างชาติจะเชื่อถ้าพวกยิวไม่เชื่อ พระเจ้าตรัสว่าใครก็ตามที่เชื่อจะรอดจากความผิดบาป ดังนั้นพระเจ้าทรงละทิ้งพวกยิวเพราะ ว่าพวกเขาไม่เชื่อว่าพระดำรัสของความจริงนั้นสมบูรณ์ตามคำสัญ ญาของพระองค์ แม้ว่าพระเจ้าทรงให้พวกเขารับมอบในการรักษาพระดำรัสของพระองค์ก็ตาม
การยืนยันของเปาโลนั้นมีดังนี้ : พระเจ้าประทานของประทานของความรอดให้มนุษยชาติทั้ง หมด พระเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงสัญญาไว้ในพันธสัญญาฉบับเก่าและทรงทำให้สมบูรณ์โดยการส่งพระเยซู คริสต์ ผู้ทรงเป็นพระบุตรพระองค์เดียวของพระองค์มายังโลกนี้ บางคนเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้าแต่บางคนไม่เชื่อ ดังนั้นใครก็ตามที่เชื่อก็ได้รับพระพรของการเป็นบุตรของพระเจ้า ตามที่พระองค์ทรงสัญญาเอา ไว้ และพระพรของพระเจ้านั้นไม่ถูกยกเลิกออกไปโดยไม่ต้องสงสัยว่ามีคนไม่เชื่อมากน้อย เพียงใด
 
 
ใครก็ตามที่เชื่อในความจริงได้รับความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
 
ใครก็ตามที่ได้ยินพระวจนะของความจริงและเชื่อจะได้รับความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แต่ผู้ที่ไม่เชื่ออ้างว่าพระเจ้าทรงมุสา ความจริงแล้วพระเจ้าทรงทำให้คำสัญญาของพระองค์สมบูรณ์ ผู้ที่เชื่อก็จึงถูกแยกออกจากความรอดของพระเจ้า เพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อในพระคุณของความรอดจากบาป
เปาโลกล่าวว่า “ความไม่เชื่อของเขานั้นจะทำให้ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าไร้ประโยชน์หรือ? ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย” พระเจ้าทรงสัญญาไว้ครั้งหนึ่งแล้วและความสัตย์ซื่อได้ให้ของประทานของความรอดและพระสิริของพระองค์ให้แก่ทุกคน
พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าของประทานของพระเจ้าคืออะไร? พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาทรงส่งพระบุตรพระองค์เดียวของพระองค์มา และประทานพระคุณของการได้เป็นบุตรของพระ องค์มาให้แก่ผู้ที่เชื่อในการยกความผิดบาปผ่านพระบุตรของพระองค์ แม้แต่ก่อนการสร้างโลกนี้ พระองค์ก็ทรงวางแผนเอาไว้ว่าพระองค์จะทรงประทานพระสิริของการได้เป็นบุตรของพระองค์และความรอดจากบาปผ่านความชอบธรรมของพระองค์มาให้แก่มนุษยชาติทั้งหมด และพระองค์ทรงทำให้ความเชื่อนี้สมบูรณ์ ดังนั้นผู้ที่เชื่อจึงได้รับพระพรตามพระดำรัสของพระเจ้า แต่ผู้ที่ไม่เชื่อได้รับการพิ พากษาตามนั้นด้วย
มันเหมาะสมแล้วสำหรับผู้ที่ไม่เชื่อที่จะต้องตกนรก พระเจ้าทรงตั้งพระบัญญัติขึ้นมาเพื่อว่าเราจะรอดโดยความเชื่อในพระวจนะของพระ องค์ พระองค์ก็ตรัสเช่นกันว่าความสัตย์ซื่อของพระเจ้าจะไม่มีทางไร้ประ โยชน์ แม้ว่าผู้คนไม่เชื่อก็ตาม เราได้รับพระพรโดยการยอมรับความสัตย์ซื่อของความรอดของพระเจ้า พระเจ้าตรัสว่า “ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย เถิด ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า ‘เพื่อพระองค์จะได้ปรากฏว่า ทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อในพระดำรัสทั้งหลายของพระองค์ และทรงมีชัยเมื่อเขาวิ นิจฉัยพระองค์’ ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า ‘เพื่อพระองค์จะได้ปรากฏว่า ทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อในพระดำรัสทั้งหลายของพระองค์ และทรงมีชัยเมื่อเขาวินิจฉัยพระองค์’” (โรม 3:4)
ทุกคนพูดมุสา พระเจ้าทรงสัตย์จริง ทำไม? เพราะพระเจ้าตรัสว่า  “ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า ‘เพื่อพระองค์จะได้ปรากฏว่า ทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อในพระดำรัสทั้งหลายของพระองค์ และทรงมีชัยเมื่อเขาวินิจฉัยพระ องค์’” พระเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงให้คำสัญญาไว้แล้ว และอวยพระพรให้ผู้ที่จะได้รับพระพรและทรงสาปแช่งให้ผู้ที่จะต้องถูกสาปแช่ง มันยุติ ธรรมแล้วที่พระเจ้าจะทรงอวยพระพรผู้ที่เชื่อและสาปแช่งผู้ที่ไม่เชื่อ พระเจ้าตรัสว่า “แม้ทุกคนจะพูดมุสา ก็ขอให้พระเจ้าทรงพูดสัตย์จริงเถิด”
“เพื่อพระองค์จะได้ปรากฏว่า ทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อในพระดำรัสทั้งหลายของพระองค์ และทรงมีชัยเมื่อเขาวินิจฉัยพระองค์” พระองค์ตรัสว่าพระองค์จะทรงช่วยผู้คนให้รอดตามพระดำรัสของพระองค์ พระดำรัสถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเนื้อหนัง ทรงสถิตอยู่กับเราและช่วยเราให้รอด ดัง นั้นพระผู้เป็นเจ้าทรงสัตย์ซื่อโดยพระดำรัสของพระองค์
พระผู้เป็นเจ้าทรงพ่ายแพ้ซาตานด้วยพระดำรัสของพระเจ้าที่ได้เขียนเอาไว้ พระผู้เป็นเจ้าทรงยุติธรรมและสัตย์ซื่อต่อพระองค์เอง ซาตานและจิตวิญญาณทั้งหมดยังคงอยู่เพราะว่าพระองค์ทรงทำสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้สำเร็จ อย่างไรก็ตามมนุษย์เราไม่มีความสัตย์ซื่อ พฤติกรรมของพวกเขาเปลี่ยน แปลงโดยทันทีเมื่อพวกเขาไม่ได้เปรียบอันใด ในทางตรงข้าม พระเจ้าไม่เคยผิดคำสัญญาของพระองค์เลย ดังนั้นอัครสาวกเปาโลกล่าวว่าความเชื่อของเราควรจะขึ้นอยู่กับพระดำรัสของพระเจ้า
 
 
ความอธรรมของเราเป็นเหตุให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า
 
โรม 3:5 กล่าวว่า “แต่ถ้าความอธรรมของเราเป็นเหตุให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า เราจะว่าอย่างไร? จะว่าพระเจ้าทรงลงอาญาโดยไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ? (ข้าพเจ้าพูดอย่างมนุษย์)” มนุษย์ ทุกคนไม่มีความชอบธรรม แต่เราจะว่าอะไรหากความอธรรมของพวกเขาเป็นเหตุให้เห็นความชอบ ธรรมของความรอดของพระเจ้า? เราจะว่าอะไรหากความผิดบาปของเราเป็นเหตุให้เห็นความ ชอบธรรมของพระเจ้า?
ความชอบธรรมของพระเจ้าแสดงออกมากขึ้นเพราะบาปและความอธรรมของเรา พระเจ้าทรงสัตย์ซื่ออย่างแท้จริง พระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของความรอด เป็นผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระเจ้าที่แท้จริงผู้ทรงสัญญาจะช่วยเราให้รอดด้วยพระดำรัสของพระองค์และทรงทำให้คำสัญญาของพระองค์สมบูรณ์ เราควรกล่าวเช่นใดหากความชอบธรรมของพระเจ้าได้แสดงออกมาเนื่องจากความอ่อนแอของเรา? ความอ่อนแอของเราเป็นเหตุให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้ามากขึ้นเพราะเราทำบาปจนตาย
เราทราบได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของความรัก? เราทราบได้จากความอ่อน แอของเรา ความรักของพระเจ้าแสดงออกมาทางเราเพราะว่าเราทำบาปจนวันสุดท้ายของชีวิตเรา พระผู้ป็นเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงลบมลทินบาปของโลกนี้ออกไปครั้งเดียวและเพื่อทั้งหมด ความรักของพระเจ้าจะไม่สมบูรณ์หากพระองค์ทรงรักเพียงคนดีผู้ที่ไม่ได้ทำบาปเท่านั้น ไม่มีความรักที่แท้จริงของพระ องค์เหลือที่พระเจ้าทรงยอมรับและเกี่ยวข้องกับเราผู้มีบาปผู้ไม่เคยได้รับความรักเลย
เรามนุษย์ผู้ไม่มีความชอบธรรมและไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า เราไม่เชื่อในพระองค์และไม่มีความน่ารักต่อพระพักตร์พระองค์ ผู้มีบาปคือคนทั้งหลายที่ทำแต่ความชั่ว แต่พระเยซูผู้ทรงช่วยเราให้รอดจากความผิดบาปและความอธรรมทรงทำให้ความรักของพระเจ้าที่มีต่อเราสมบูรณ์
พระเจ้าตรัสว่าโดยความชอบธรรมและความรักของพระองค์ ที่ทรงส่งพระบุตรพระองค์เดียวของพระองค์มาให้เราเพื่อช่วยเราให้รอด จากความมืดและการสาปแช่งของซาตาน เมื่อมนุษ์ทำบาปและถูกกำ หนดให้ต้องตกนรกภายใต้การหลอกลวงของซาตาน มันเป็นความรักและพระคุณของพระเจ้า
เปาโลกล่าวว่า “แต่ถ้าความอธรรมของเราเป็นเหตุให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า เราจะว่าอย่างไร?” ในข้อความนี้ความคิดของผู้ที่เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อนั้นแยกออกจากกัน ผู้ที่ไม่เชื่อพยายามที่จะทำความดีเพื่อที่จะได้เข้าสู่ดินแดนสวรรค์ และได้รับพระพรจากพระเจ้า แต่เปาโลแสดงได้ให้ความเห็นที่แตกต่างโดยกล่าวว่า “แต่ถ้าความอธรรมของเราเป็นเหตุให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า เราจะว่าอย่างไร?” เปาโลกล่าวว่ามนุษย์เราไม่สามารถทำความชอบธรรมของพระเจ้าได้ แต่ทำแต่บาปต่อพระพักตร์พระองค์ และกล่าวว่าความชั่วร้ายของเราเป็นเหตุให้เห็นความรักที่แท้จริงของพระเจ้า ใช่มันคือความจริง มนุษย์ทุกคนนั้นชั่วช้าและไม่สามารถเป็นคนชอบธรรมได้แต่ความรักของพระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยพวกเขาจากความผิดบาปทั้งหมดของพวกเขา
 
 
พวกเรารอดโดยความชอบธรรมของพระเจ้า
 
อัครสาวกเปาโลกล่าวว่า มนุษย์เราไม่สามารถเป็นคนชอบธรรมได้และติดอยู่ในบ่วงของบาป พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยคนบาปเช่นนั้นจากความผิดบาปของพวกเขาและทรงรักพวกเขา เราต้องการความรักที่สม บูรณ์ของพระองค์เพราะว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำบาปทุกๆวันได้ เรารอดโดยความรักที่แท้จริงของพระเยซู, พระคุณของพระองค์ที่ไม่มีมูล ค่าใดๆ และของประทานของความรอดโดยพระเยซู คริสต์เพียงเท่านั้น
อัครสาวกเปาโลกล่าวว่าความรอดของเขานั้นค้างหนี้ความชอบธรรมของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงช่วยคนบาปทั้งหมดให้รอดจากความ ผิดบาปของตนได้แสดงความชอบธรรมของพระองค์ออกมา เปาโลกล่าวว่าการเชื่อในข่าวประเสริฐนั้นช่วยเขาให้รอด ความชอบธรรมของพระเจ้าได้แสดงไว้ในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ ความรอดของเราขึ้นอยู่กับการกระทำของความชอบธรรมของพระเจ้าที่ได้ทำเพื่อพวกเรา ดังนั้นผู้มีบาปจึงรอดจากความผิดบาปทั้งหมดของพวกเขาโดยความเชื่อ คนทั้ง หลายที่ยังไม่ได้เกิดใหม่คิดว่าพวกเขาควรจะเป็นคนดีเพื่อว่าพวกเขาจะได้เข้าสู่ดินแดนสวรรค์
เปาโลไม่ได้หมายความว่าเราทำความชั่วร้ายโดยจงใจ แต่สรุปว่าผู้คนต้องตกนรกเพราะว่าพวกเขาพยายามที่จะทำความดีโดยไม่ได้รับความชอบธรรมของพระเจ้า พวกเขาจะต้องกลับใจใหม่และเชื่อในความรอดของพระเจ้าที่ได้ประทานให้พวกเขาเพื่อที่จะหลุดพ้นจากการตกนรก
ใครสามารถทำความดีต่อพระพักตร์พระเจ้าได้? ไม่มีใครเลย แล้วคนบาปสามารถปลดปล่อยความผิดบาปของเขาหรือเธอออกไปได้อย่างไร? เขาหรือเธอจะต้องเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาหรือเธอเอง อัครสาวกเปาโลกล่าวว่าเขารอดโดยความเชื่อ แต่ผู้คนคิดเห็นเช่นใด? ผู้คนคิดว่าพวกเขารอดจากบาปได้โดยการกระทำดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่สามารถได้รับการปลดปล่อย คนทั้ง หลายที่รอดจากความผิดบาปของพวกเขาโดยการเชื่อในพระเยซู และมีการยกความผิดบาปอย่างสมบูรณ์ ให้โอ้อวดเพียงความชอบธรรมของพระเจ้าเพียงเท่านั้นและปล่อยให้มันสูงขึ้น
อย่างไรก็ตามคนทั้งหลายก็ยังไม่ได้เกิดใหม่ แม้พวกเขาเชื่อในพระเยซูแต่คิดว่าพวกเขาสามารถเข้าสู่ดินแดนสวรรค์ได้โดยการทำดี และจะตกนรกหากไม่ได้กระทำดี ความเชื่อของพวกเขาผิด ความเชื่อของท่านเปาโลนั้นเป็นความเชื่อที่เหมือนกับการเกิดใหม่ คนทั้งหลายที่ไม่ได้เกิดใหม่แม้ว่าพวกเขาคิดว่าพวกเขาเชื่อในพระเยซู มีความเชื่อผิดๆเพราะ ว่าพวกเขาพยายามที่จะเพิ่มการกระทำเข้าสู่ความเชื่อของพวกเขา เราไม่รอดโดยการเพิ่มการทำความดีของเราบนความเชื่อ แต่รอดโดยการเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า : บัพติศมาของพระเยซูและการตายของพระ องค์บนไม้กางเขน
 
 
คนชอบธรรมไม่สามารถทำบาปได้โดยจงใจ
 
“แต่ถ้าความอธรรมของเราเป็นเหตุให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า เราจะว่าอย่างไร?” พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าความอธรรมของเราเป็นเหตุให้เห็นเพียงความชอบธรรมของพระเจ้าและความรักของพระ องค์ พระคัมภีร์กล่าวเช่นกันว่า “เพราะถ้าความจริงของพระเจ้าปรากฏมากยิ่งขึ้นเพราะเหตุความอสัตย์ของข้าพเจ้าเป็นที่ให้เกิดเกียรติยศแด่พระ องค์แล้ว ทำไมเขาจึงยังลงโทษข้าพเจ้าว่าเป็นคนบาป? และทำไมเราจึง ‘ไม่ทำความชั่วเพื่อความดีจะได้เกิดขึ้น?’ -ตามที่เราได้ถูกกล่าวร้ายและตามที่บางคนยืนยันว่าเราได้กล่าวอย่างนั้น ความฉิบหายของคนเช่นนั้นก็ยุติธรรมแล้ว” (โรม 3:7-8) ชื่อของผู้ที่ไม่เชื่อทั้งหลายได้เขียนเอาไว้ในหนังสือของการพิพากษา และพวกเขาจะต้องตกลงไปสู่ทะเลสาปแห่งไฟ ดังนั้นพวกเขาจะต้องกลับใจใหม่และเชื่อความรอดที่สมบูรณ์โดยน้ำและพระโลหิต
เปาโลกล่าวว่า “จะว่าพระเจ้าทรงลงพระอาญาโดยไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ? (ข้าพเจ้าพูดอย่างมนุษย์) พระเจ้าไม่ทรงโปรดให้เป็นเช่นนั้นเลย” คนก็โต้แย้งว่า “ไม่ใช่พระเจ้าทรงลงพระอาญาโดยไม่ยุติ ธรรมแก่ผู้ที่ไม่เชื่อและส่งพวกเขาลงนรกเพียงเพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าพระเยซูทรงช่วยตนให้รอดจากบาปเรียบร้อยแล้วหรือ?” แต่เปาโลกล่าวว่า “จะว่าพระเจ้าทรงลงพระอาญาโดยไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ? มันยุติ ธรรมแล้วสำหรับผู้ที่ไม่เชื่อที่จะตกนรกเพราะพวกเขาไม่เชื่อความจริง พระเจ้าทรงยุติธรรม”
โรม 3:7 กล่าวว่า “เพราะถ้าความจริงของพระเจ้าปรากฏมากยิ่งขึ้นเพราะเหตุความอสัตย์ของข้าพเจ้าเป็นที่ให้เกิดเกียรติยศแด่พระองค์แล้ว ทำไมเขาจึงยังลงโทษข้าพเจ้าว่าเป็นคนบาป” จากนั้นผู้ คนอาจจะกล่าวว่า “อะไร? ท่านจะทำบาปโดยจงใจเพราะท่านได้รับการยกความ ผิดบาปหรือ? ท่านจะโกหกมากขึ้นเพราะว่าท่านรอดโดยความชอบธรรมของพระเจ้า ท่านจะทำบาปโดยจงใจมากขึ้นหรือ?” แต่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า พวกเขากระทำในหนทางเช่นนั้นด้วยหัวใจที่ชั่วร้ายโดยไม่รู้จักความรอดของพระเจ้าและไม่เชื่อในความรักของพระองค์
ดังนั้น เปาโลกล่าวว่าความจริงของพระเจ้ามีอย่างสมบูรณ์ไปถึงพระสิริของพระองค์ ค้างหนี้แก่ความผิดบาปและการมุสาของเรา แต่ผู้คนแสดงให้เห็นว่าความคิดของพวกเขาต่อต้านเปาโลด้วย โดยกล่าวว่า “ท่านอาจจะทำบาปมากยิ่งขึ้นหากท่านเชื่อว่าท่านรอดโดยความเชื่อโดยไม่มีการกระทำใดๆ” มันไม่จริงที่ว่าผู้คนทำบาปโดยต้องการทำบาปเพียงเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำบาปได้เพราะว่าพวกเขาเกิดมาเป็นคนบาป มันเป็นธรรมชาติของต้นแอปเปิ้ลที่จะให้ผลแอปเปิ้ลออกมา พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ผู้ที่เกิดมาเต็มไปด้วยบาปที่จะยังคงทำบาปต่อไป พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยคนบาปเช่นนั้นด้วยความชอบธรรมของพระองค์ และพวกเขาสามารถได้รับการปลด ปล่อยโดยการยอมรับความรอดของพระผู้เป็นเจ้า
“และทำไมเราจึง ‘ไม่ทำความชั่วเพื่อความดีจะได้เกิดขึ้น?’ -ตามที่เราได้ถูกกล่าวร้ายและตามที่บางคนยืนยันว่าเราได้กล่าวอย่างนั้น ความฉิบหายของคนเช่นนั้นก็ยุติธรรมแล้ว” (โรม 3:8) คนทั้งหลายที่ตกอยู่ภาย ใต้การหลอกลวงของผู้สอนผิดๆในขณะที่สรุปว่าพวกเขาเชื่อในพระเยซูตามที่คิดในวิธีนี้ จดหมายถึงกรุงโรมได้เขียนขึ้นโดยอัครสาวกเปาโลมาประมาณ 2000 ปีมาแล้ว ผู้คนในตอนนั้นคิดในวิธีนี้ ซึ่งก็เหมือนกับผู้ที่ไม่เชื่อในปัจจุบันทำ ผู้ที่เชื่อผิดๆ คิดเหมือนกับผู้ที่เชื่อในยุคของเปาโล โดยกล่าวว่า ‘่านจะทำบาปอย่างจงใจมากขึ้นไหม หากท่านได้รับการยกความผิดบาป, เป็นคนไม่มีบาป และทราบว่าท่านได้รับการยกความผิดบาปในอนาคต?’
การกระทำของผู้ที่ไม่เชื่อจะเป็นตามความคิดของการไม่เชื่อของเนื้อหนัง พวกเขาไม่สามารถเข้าไปสู่ความจริงของความรอดของพระเจ้าได้เพราะความคิดผิดๆของเนื้อหนังของเขา แน่นอนว่าคนชอบธรรมยังคงทำบาปหลังจากที่ได้รับการยกความผิดบาปแล้ว แต่มันมีขอบเขต พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าคนบาปยังคงทำบาปเพราะพวกเขาไม่ได้ตระหนักว่าพวกเขาทำบาปและไม่ทราบว่ามันเป็นบาปมาก่อนที่พวกเขาจะเกิดใหม่โดยน้ำและพระวิญญาณ อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า คนชอบธรรมไม่สามารถทำบาปอย่างไม่ระมัดระวังได้เพราะว่าพวกเขาอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้า
บางคนบอกกับเปาโลว่า “ท่านไม่ได้ทำสิ่งชั่วร้ายเพื่อให้ความดีออกมาเพราะว่าพระเจ้าทรงช่วยท่านให้รอดจากความผิดบาปของท่านหรือ? มันจะดีกว่าหากท่านทำความชั่วร้ายสำหรับความชอบธรรมของพระเจ้าจะได้แสดงออกมามากยิ่งขึ้น” เปาโลกล่าวว่าการสาปแช่งของพวกเขานั้นยุติธรรมแล้ว เขาหมายความว่ามันถูกต้องแล้วสำหรับพวกเขาที่จะได้รับการพิพากษาและตกนรก ทำไม? เพราะว่าพวกเขาขึ้นอยู่กับการกระทำของตนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อ
 
 
ความชอบธรรมของพระเจ้าไม่เคยไร้ประโยชน์
 
อัครสาวกเปาโลกล่าวว่า “ถ้ามีบางคนไม่เชื่อ ความไม่เชื่อของเขานั้นจะทำให้ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าไร้ประโยชน์หรือ?” ความไม่เชื่อของพวกเขาจะจะทำให้ความรอดของพระเจ้าไร้ประโยชน์เพียงเพราะ ว่าพวกเขาไม่เชื่อในความรอดของพระเจ้าหรือ? ผู้คนรอดจากบาปหากพวกเขาเชื่อ แต่พวกเขาจะสูญเสียพระคุณของการยกความผิดบาปหากพวกเขาไม่เชื่อ ความชอบธรรมของพระเจ้ายืนหยัดอย่างมั่นคง ท่านเข้าใจไหม? คนทั้งหลายที่ตกนรก อาสาที่จะตกนรกเพราะว่าพวกเขาสมัครใจที่จะไม่เชื่อ การทำงานของพระเจ้าและพระคุณของความรอดจากบาปไม่เคยไร้ประโยชน์
ความรอดของพระเจ้าไม่มีความสัมพันธ์กับความพยายามของมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของพระบัญญัติ มันมีความสัมพันธ์แก่ผู้ที่เชื่อเพียงเท่านั้น ผู้ที่เชื่อรอดตามความจริงของพระเจ้า แต่ผู้ที่ไม่เชื่อจะตกนรกเพราะพวกเขาไม่รอดโดยการปฏิเสธความจริงของพระองค์ พระเจ้าทรงส่ง “ศิลาที่ทำให้สะดุดและก้อนหินที่ทำให้ขัดเคืองใจ” (อิสยาห์ 8:14) มา ใครก็ตามที่เชื่อในพระเยซูนั้นสร้างความ ชอบธรรมและมีชีวิตนิรันดร์ อย่างไรก็ตามเขาหรือเธอก็อาจจะมีความชั่วร้ายอยู่ ใครก็ตามที่ไม่เชื่อในพระเยซูก็จะตกนรกเพราะค่าจ้างของบาป อย่างไรก็ตามเขาหรือเธอก็อาจ จะเป็นคนดี พระเยซูทรงเป็นศิลาที่ทำให้สะดุดและก้อนหินที่ทำให้ขัดเคืองใจให้แก่คนทั้งหลายที่ไม่เชื่อในการยกความผิดบาป
 
 
ไม่มีคนชอบธรรมผู้มีบาป
 
อัครสาวกเปาโลพูดถึงความเชื่อของความรอดแก่ผู้ที่เสแสร้งทำความดี ดังนั้นผู้คนให้ความสน ใจบทโรมว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้าที่บอกเกี่ยวกับความเชื่อ บางคนสงสัยเกี่ยวกับคนทั้งหลายที่จำ แนกตัวของเขาเองว่าเป็นคนชอบธรรม ความจริงแล้วคนทั้งหลายผู้ทำบาปได้รับการยกความผิดบาปโดยพระเยซูนั้นเป็นคนชอบธรรม เพราะว่าพวกเขาได้รับการยกความผิดบาปทั้งหมดแล้ว “พระเยซูทรงสัตย์ซื่อ” หมายความว่า “พระองค์ทรงช่วยคนบาปจากความผิดบาปของพวกเขาอย่างสัตย์ซื่อ” บางคนกล่าวว่าพวกเขาเป็นคนบาปที่ ‘ถูกปลดปล่อย’ แต่ไม่สามารถเป็นคนเช่นนั้นต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ คนผู้หนึ่งยังเป็นคนบาปได้อย่างไรหลังจากที่เขาหรือเธอถูกปลดปล่อยจากความผิดบาป? เรารอดจากบาปหากพระเยซูทรงช่วยเราและเป็นคนบาป หากพระเยซูไม่ทรงช่วยเรา ไม่มี “กึ่งกลาง” ในความรอด
มีคนชอบธรรมคนใดมีความผิดบาป? ไม่มีคนชอบธรรมที่มีบาป คนๆหนึ่งเป็นคนบาปหากเขาหรือเธอมีบาป แต่เป็นคนชอบธรรมและคนไม่มีบาปหากเขาหรือเธอเชื่อในพระเยซู เราจัดการกับปัญ หาของบาปแต่ละวันและในอนาคตได้อย่างไร? ผู้คนคิดว่าพวกเขาเป็นคนบาปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะว่าพวกเขาทำบาปทุกวัน และจะทำบาปจนตาย อย่าง ไรก็ตามเราถูกทำให้เป็นคนชอบธรรมโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐที่กล่าวว่า พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไป ณ แม่น้ำจอร์ แดนและทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนรวมทั้งบาปในอนาคตด้วย
ที่ว่า “คนชอบธรรมผู้มีบาป” นั้นไม่มีเหตุผลอะไรเลย มันมีเหตุ ผลไหมหากจะคิดว่าคนผู้นั้นยังคงติดหนี้อยู่แม้เขาหรือเธอได้จ่ายหนี้ของตนแล้ว? ลองสมมุติว่าครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งมีเงินทองมากมาย แต่บุตรชายของเขามีนิสัยไม่ดีในการซื้อลูกวาดด้วยบัตรเครดิตในทุกร้าน ทุกวันจนโต อย่างไรก็ตามความร่ำรวยของบิดาเขาได้จ่ายเงินอย่างเพียง พอให้กับชีวิตของลูกชายที่ติดหนี้ในทุกๆร้านไว้ล่วงหน้า เขาไม่เป็นหนี้แม้ว่าเขามีความสุขในการกินลูกกวาดทุกๆวันโดยไม่จ่ายเงินจนตาย
พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเราให้รอดด้วยความชอบธรรมของการรับเอาความผิดบาปของเราไปสู่พระองค์ครั้งหนึ่งและเพื่อทั้งหมด ณ แม่น้ำจอร์แดน พระองค์ทรงช่วยเราทั้งหมดให้รอดอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น เราจังไม่เป็นคนบาปอีกครั้ง อย่างไรก็ตามความอ่อนแอของเราอาจจะเป็น พระเจ้าตรัสว่าเราถูกทำให้เป็นคนชอบธรรมหากเราไม่ปฏิเสธในสิ่งที่พระ องค์ทรงกระทำ
 
 
ผู้คนไม่สามารถเชื่อในข่าวประเสริฐและเกิดใหม่ด้วยจิตใจทางเนื้อหนังได้
 
คริสเตียนผู้ที่ระบุตัวเองว่าเป็นคนบาปที่ “ถูกปลดปล่อย”แล้ว คิดด้วยจิตใจทางเนื้อหนัง การมีจิตใจทางจิตวิญญาณ คือการเชื่อในพระวจนะของพระเจ้า จิตใจทางเนื้หนังคือจิตใจของมนุษย์ มันเป็นสติปัญญาขอมนุษย์ เนื้อหนังทำบาปโดยไม่มีทางเลือก แต่เราเป็นคนชอบธรรมโดยการเชื่อในบัพติศมาและไม้กางเขนของพระเยซู พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า เราไม่มีทางเป็นคนชอบธรรมและบริสุทธิ์ได้โดยการพยายามไม่ทำบาป
ผู้ใดผู้หนึ่งสามารถเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์โดยการได้เป็นคนที่น่าเคารพผู้ที่ไม่เคยทำบาปอีกครั้งหลังจากเชื่อในพระเยซูไหม? หรือมันเป็น ไปได้โดยความรอดเพียงครั้งเดียวเพื่อทั้งหมดไหม? ผู้มีบาปถูกทำให้เป็นคนชอบธรรมอย่างแท้จริงโดยพระคุณของการยกความผิดบาปไหม? มันเป็นไปไม่ได้สำหรับท่านในการเป็นคนชอบธรรมด้วยจิตใจทางเนื้อหนัง เนื้อหนังไม่มีทางชอบธรรมได้ เนื้อหนังมักจะต้องการกินบางสิ่งเมื่อใดก็ตามที่มันหิว
มันเป็นไปไม่ได้สำหรับเนื้อหนังที่จะบริสุทธิ์ได้ เพราะว่าเนื้อหนังมีกิเลสและความปรารถนา เนื่องจากเราถูกทำให้ชอบธรรมโดยการเชื่อในน้ำและพระโลหิตของพระเยซูเพียงเท่านั้น เราสามารถเข้าสู่อาณา จักรสวรรค์โดยการไม่ทำบาปอีกต่อไปและชำระล้างตัวเราเองให้บริสุทธิ์เหมือนหิมะได้ไหม? มันเป็นความคิดภาคภูมิใจอย่างมนุษย์ผู้ที่มีกิเลสและตัณหาของเนื้อหนัง ที่จะเป็นผู้บริสุทธิ์โดยการหลีก เลี่ยงการทำบาป มันเป็นไปไม่ได้
ผู้คนไม่สามารถเชื่อในข่าวประเสริฐและเกิดใหม่ได้เพราะพวกเขาคิดถึงความเชื่อด้วยจิตใจทางเนื้อหนัง พระเยซูตรัสว่า “ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นจิตวิญญาณ” (ยอห์น 3:6)
มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคนชอบธรรมด้วยจิตใจทางเนื้อหนัง ท่านอาจจะคิดเช่นกันว่ามันเป็น ไปไม่ได้เพราะท่านจะทำบาปพรุ่งนี้ ถึง แม้ว่าท่านกลับใจใหม่และเชื่อในพระเยซูจนถึงทุกวันนี้อย่างโดยตลอดได้อย่างไร ท่านอาจจะคิดว่า ‘เราจะกล่าวว่าเราไม่มีบาปได้อย่างไร ในเมื่อเรายังคงทำบาปแม้แต่ตอนนี้?’ มันเป็นไปได้ไหมที่ท่านที่จะเป็นคนชอบธรรมหากท่านคิดอย่างทางโลกตามเนื้อหนัง? มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบริสุทธิ์ได้ด้วยเนื้อหนัง
 
 
อย่างไรก็ตามพระเจ้าทรงทำให้เราชอบธรรมได้
 
อย่างไรก็ตามพระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดอย่างสมบูรณ์โดยที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ พระเจ้าทรงชำระสติสำนึกของเราและทรงทำให้เราสารภาพว่าเราชอบธรรมและพระองค์ทรงเป็นพระบิดาและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ท่านจะต้องทราบว่าความเชื่อเริ่มต้นจากความเชื่อในพระวจนะของความจริงด้วยใจของท่าน มันเริ่มต้นด้วยพระวจนะของความจริง เราถูกทำให้ชอบธรรมโดยการเชื่อในพระวจนะที่แท้จริงด้วยใจของเรา เราจะเป็นคนชอบธรรมโดยการกระทำของเนื้อหนังไม่ได้
อย่างไรก็ตาม คนทั้งหลายที่ไม่ได้เกิดใหม่ไม่สามารถให้ตัวเองเป็นอิสระจากความคิดส่วนตัวได้ เพราะว่าพวกเขาถูกขังอยู่ในความคิดของตัวเอง พวกเขาไม่สามารถพูดได้ว่าตัวเองชอบธรรมเพราะ ว่าพวกเขาคิดด้วยจิตใจทางเนื้อหนัง ในทางตรงข้ามความเชื่อที่เรากล่าวได้ว่าเราชอบธรรม เริ่มต้นด้วยความรู้จักความจริงของพระวจนะของพระเจ้า หากท่านต้องการที่จะเกิดใหม่อย่างแท้จริง ท่านเกิดใหม่ได้แน่นอนเพียงได้ยินพระวจนะของความจริงจากคนที่เกิดใหม่อย่างเป็นรูปธรรมเพราะพระวิญ ญาณในธรรมิกชนที่เกิดใหม่พอพระทัยที่จะทำงานด้วยความจริง และ “ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง แม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า” (1 โครินธ์ 2:10) ผู้คนเกิดใหม่ได้เมื่อพวกเขาได้ฟังพระวจนะของพระเจ้า โดยคนชอบธรรมเพราะว่าพระวิญญาณทรงสถิตอยู่ในคนชอบธรรมผู้ที่ได้เกิดใหม่แล้ว ผู้เขียนอยากให้ท่านรับไว้ในใจท่าน หากท่านต้องการได้รับพระคุณของการเกิดใหม่ ท่านจะต้องพบกับคนชอบธรรมผู้ที่เกิดใหม่
อับราฮัมให้กำเนิดอิสมาเอลและอิสอัค อิสมาเอลเกิดกับทาสหญิง ตอนที่อิสอัคเกิดเขามีอายุได้ 14 ปีแล้ว เขาข่มเหงอิสอัคผู้ที่เกิดจากหญิงอิสระ ใครมีสิทธิ์ได้รับชัยชนะอย่างแท้จริง? อิสอัค ผู้ที่เกิดจากหญิงอิสระ ซาราห์มีสิทธิ์ได้รับชัยชนะโดยแท้จริง
อิสอัคมีสิทธิได้รับชัยชนะและได้รับการยืนยันถึงแม้ว่าอิสมาเอลจะมีอายุมากกว่าและมีเนื้อหนังที่แข็งแรงกว่าที่อิสอัคมี ทำไม? อิสอัคเกิดมาหลังจากพระวจนะของพระเจ้า ความเชื่อที่ตั้งขึ้นมาจากความคิดของมนุษย์เช่นนี้ก็เหมือนกับปราสาททราย ผู้คนเกิดใหม่ได้เพียงเมื่อพวกเขาเรียนรู้ความจริงของพระวจนะของพระเจ้าและเชื่อมัน
“ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร? พวกเราจะได้เปรียบกว่าพวกเขาหรือ? เปล่าเลย เพราะเราได้ชี้แจงให้เห็นแล้วว่า ทั้งพวกยิวและพวกต่าง ชาติต่างก็อยู่ใต้อำนาจของบาปทุกคน ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า ‘ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย’” (โรม 3:9-10) ข้อความนี้หมาย ความว่าอย่างไร? ข้อความนี้ได้ชี้สภาพของมนุษย์ก่อนเกิดใหม่หรือหลังเกิดใหม่? เราทั้งหมดเป็นผู้มีบาปมาก่อนที่เราเกิดใหม่ “ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว” จึงเป็นสภาพของมนุษย์ก่อนที่พระเยซู จะลบมล ทินทั้งหมดของโลกนี้ออกไป ไม่มีใครบริสุทธิ์ได้โดยไม่เชื่อในพระเยซู
คำว่า “การบริสุทธิ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป” มาจากการบูชารูปเคารพของคนนอกศาสนา พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย” แล้วมีใครเป็นคนบริสุทธิ์โดยการฝึกของตัวเองได้อย่างไร? มนุษย์เราไม่สามารถเป็นคนชอบธรรมได้โดยตัวเอง จึงไม่มีใครจะเป็นคนชอบธรรมหรือได้เป็นคนชอบธรรมโดยตัวเองได้ จึงไม่มีผู้ใดไม่มีบาปโดยความพยายามของเขาหรือเธอเอง มันเป็นไปได้โดยความเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าเพียงเท่านั้น พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า “ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า” (โรม 3:11)
 
 
เขาทุกคนหลงทางไปหมด
 
“เขาทุกคนหลงทางไปหมด เขาทั้งปวงเป็นคนไร้ค่า” (โรม 3:12) มนุษย์เรามีประโยชน์ต่อพระพักตร์พระเจ้าไหม? มนุษย์เราไม่มีประ โยชน์อะไรเลยต่อพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาไม่ใช่หรือที่ชี้นิ้วไปที่สวรรค์ในขณะที่สวรรค์ขณะที่ต่อสู้และสาปแช่งต่อต้านพระเจ้า ที่ไม่พอใจพระ องค์ที่ไม่ทรงส่งฝนมาให้พวกเขาแม้ว่าพระองค์ทรงสร้างพวกเขาหรือ?
พระเจ้าตรัสว่า “เขาทุกคนหลงทางไปหมด เขาทั้งปวงเป็นคนไร้ค่า” คนที่มีบาปในใจของเขาหรือเธอจะสรรเสริญพระเจ้าได้อย่างไร? ผู้ที่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาบาปของตัวเองได้ จะสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าได้ไหม? คนบาปจะสรรเสริฐพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร? คนบาปไม่สามารถถวายสง่าราศีแก่พระเจ้าได้
ผู้มีบาปเคยเขียนเนื้อเพลงข่าวประเสริฐตามพระคัมภีร์ในบทวิวรณ์ “ขอให้คำสดุดีและเกียรติ และสง่าราศีและฤทธิ์เดช จงมีแด่พระ องค์ผู้ประทับบนพระที่นั่ง และแด่พระเมษโปดกตลอดไปเป็นนิตย์” (วิวรณ์ 5:13) พระผู้เป็นเจ้าทรงมีเกียรติที่จะได้รับการสรรเสริญอย่างแน่นอน แต่มีเพียงคนชอบธรรมเท่านั้นที่สามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ ท่านคิดว่าพระเจ้าทรงยอมรับการสรรเสริญของคนบาปอย่างเป็นสุขอย่างนั้นหรือ? การสรรเสริญของพวกเขาไร้ประโยชน์และร้องเพลงไปสู่ท้องฟ้าที่ว่างเปล่า โดยที่พวกเขาคิดว่าพวกเขาสรรเสริญพระเจ้า ทำไม? เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงปิติยินดีกับพวกเขา พระเจ้ามิทรงได้ยินการอธิษ ฐานของคนบาป (อิสยาห์ 59:1-2)
พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าพวกเขาหลงทางไปหมดและพวกเขาทั้งปวงเป็นคนไร้ค่า คำว่า “พวกเขาหลงทางไปหมด” หมายความว่าพวกเขาเชื่อความคิดของตัวเองแล้วปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้า การพิพากษาที่แท้จริงนั้นสร้างขึ้นมาจากพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าเท่านั้นทรงพิ พากษาได้ มนุษย์ทำไม่ได้ คำว่า “พวกเขาหลงทางไปหมด” หมายความว่าพวกเขาเปลี่ยนไปสู่ความคิดของตัวเอง พวกเขามักจะกล่าวว่า “เราคิดเช่น นี้และเชื่อเช่นนี้” คนทั้งหลายที่ไม่ละทิ้งความคิดของตัวเองได้ให้หนทางแก่ความคิดของพวกเขา พวกเขาจึงไม่กลับไปสู่พระวจนะของพระเจ้า
คนทั้งหลายที่ไม่ได้เกิดใหม่คิดว่าพวกเขามีการพิพากษาของตน เอง สิ่งที่ได้เขียนเอาไว้ในพระวจนะของพระเจ้านั้นไม่สำคัญสำหรับพวกเขา พวกเขายึดติดกับความคิดส่วนตัวและพิพากษาสิ่งที่พวกเขาเห็นด้วยว่าถูกหรือผิด โดยกล่าวว่า “ฉันคิดเช่นนี้และเชื่อในวิธีนี้ ซึ่งไม่เหมือนกับสิ่งที่ฉันกำลังคิดถึงอยู่” แล้วพวกเขาจะค้นเจอความจริงได้อย่างไร? พระเจ้าตรัสว่ามนุษยชาติทุกคนได้หลงทางไปในความ คิดของตัวเอง เราจะ ต้องไม่หลงทางไปสู่ความคิดของตัวเราเอง เราจะต้องกลับไปสู่พระผู้เป็นเจ้าแทน เราจะต้องรอดจากบาปในทางที่ถูกต้อง เราจะต้องได้รับการพิพากษาต่อหน้าพระวจนะที่แท้จริง แล้วความชอบธรรมคืออะไร?
 
 
เราจะต้องเกิดใหม่โดยพระวจนะของพระเจ้า
 
ความชอบธรรมคือพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นความจริง พระวจนะของพระเจ้าคือวินัยศาสนาที่อ้างอิงถึง “มาตรการ” เราจะต้องทราบว่าพระวจนะของพระเจ้าคือมาตรการหรือจุดมาตรฐาน “ในเริ่ม แรกนั้นพระวาทะทรงเป็นอยู่แล้ว” (ยอห์น 1:1) ใครอยู่กับพระเจ้า พระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์? พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระวจนะ พระวจนะคือพระเจ้า พระเยซู คริสต์ ผู้ช่วยให้รอดของเราและทรงเป็นกษัตริย์ของกษัตริย์ทั้งหลาย และทรงเป็นพระวจนะพระเจ้าของเรา
มันได้เขียนเอาไว้ว่าพระวจนะทรงอยู่กับพระเจ้าตั้งแต่เริ่มแรก ใครอยู่กับพระเจ้า? พระวจนะ ดังนั้นพระวจนะก็คือพระเยซู ผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้าของเรา ผู้ช่วยให้รอดคือพระเจ้า ตัวแทนที่แท้ จริงของพระองค์ก็คือพระวจนะ ดังนั้นพระวจนะของพระเจ้านั้นแตกต่างจากความคิดส่วนตัวของเราเพราะว่าพระวจนะคือพระเจ้า มันเป็นการเพิกเฉยของมนุษย์ที่พยายามเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าด้วยความคิดทางเนื้อหนังของเขาหรือเธอเอง
ดังนั้นพระเจ้าทรงใช้คนที่ยืนหยัดในพระวจนะและความเชื่อของพระองค์ คนที่ยืนหยัดในพระวจนะนั้นสัตย์ซื่อและมีประโยชน์ต่อพระพักตร์พระเจ้า และพระเจ้าทรงอวยพระพรให้คนเช่นนี้
คนผู้หนึ่งสามารถทำความดีอะไรได้? พระวจนะผู้ทรงเป็นพระเจ้า ที่กล่าวว่าไม่มีใครเลยเป็นคนชอบธรรม อย่างไรก็ตามบางคนคิดว่า “มันดูเหมือนคนผู้นั้นทำความดี” ความจริงแล้วผู้คนแกล้งที่จะเสแสร้งต่อพระพักตร์พระเจ้า เราต้องทราบว่าเราไม่มีส่วนของความชอบธรรมมาก่อนที่เราเกิดใหม่
มนุษย์ทุกคนแข็งข้อต่อต้านพระเจ้า พวกเขาพวกเขาหลองลวงกันและกันแม้แต่พระเจ้าในขณะที่ตั้งใจเคร่งศาสนา ทำดีและมีความเมตตา มันเป็นการท้าทายพระเจ้าสำหรับพวกเขาในการพยายามทำความดี มีพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความดี การพยายามทำดีโดยไม่ได้เกิดใหม่และเชื่อในความรักและความ ชอบธรรมของพระองค์เป็นการต่อต้านพระเจ้าและแข็งข้อต่อความจริงของพระองค์
ท่านคิดว่ามีเพียงคนบาปที่ร้ายแรงเท่านั้น หรือที่ได้รับการพิพาก ษาจากพระเจ้า?ใครก็ตามที่ไม่ได้เกิดใหม่ถึงแม้เขาหรือเธอเป็นคริสเตียนก็ไม่สามารถหลีกหนีพระพิโรธของพระเจ้าได้ ดังนั้น ให้ละทิ้งหนทางชีวิตที่เสแสร้งของท่านและฟังพระวจนะของพระเจ้า ให้เกิดใหม่ แล้วท่านจะหลุดพ้นจากการพิพากษาของพระเจ้า
ท่านเคยเห็นคนชั่วร้ายที่ไม่ถูกครอบงำทางจิตใจให้เป็นคนดีในหมู่ผู้ที่ยังไม่ได้เกิดใหม่ไหม? ผู้คนถูกครอบงำทางจิตใจให้เป็นคนดี ใครสอนสิ่งนี้? ซาตาน ผู้คนไม่สามารถเป็นคนดีได้โดยดั้งเดิม ผู้คนสามารถนำชีวิตที่ดีได้เมื่อเขาหรือเธอได้รับการลบมลทินบาปต่อพระพักตร์พระเจ้าแล้ว แล้วพระเจ้าทรงบอกเราให้ทำสิ่งชั่งร้ายโดยจงใจหรือ? ไม่เลย พระเจ้าทรงบอกเราให้ได้รับการยกความผิดบาปเพราะว่าเราถูกทำให้มีมลทินจากบาปก่อนที่เราจะเกิดและถูกกำหนดให้ตกนรก พระเจ้าทรงต้องการที่จะให้เราทุกคนได้รับพระวจนะของความจริงอขงพระองค์เพื่อว่าเราจะรอดจากบาป
 
 
ซาตานมักจะพูดมุสาผ่านผู้ที่เชื่อทั้งหลาย
 
“ลำคอของเขาคือหลุมฝังศพที่เปิดอยู่ เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวง ภายใต้ริมฝีปากของเขามีพิษของงูร้าย ปากของเขาเต็มด้วยคำแช่งด่าและคำขมขื่น เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด ใน ทางเดินของเขามีความพินาศและความทุกข์ และเขาไม่รู้จักทางแห่งสันติสุข ในแววตาของเขาไม่มีความเกรงกลัวพระเจ้า” (โรม 3:13-18)
“เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวง” ทุกคนนั้นทำการล่อลวงได้เป็นอย่างดี พระเจ้าตรัสไว้เกี่ยว กับซาตานว่า “เมื่อมันพูดมุสามันก็พูดตามสันดานของมัน” (ยอห์น 8:44) คนทั้งหลายที่ยังไม่ได้เกิดใหม่กล่าวว่า “ฉันบอกความจริงจริงๆนะ มันเป็นความจริง” แต่ที่พวกเขากล่าวทั้งหมดนั้นไม่จริง
คนทั้งหลายที่เน้นว่าการพูดของตนถูกต้องเป็นการโกหก ท่านเคยเห็นคนฉ้อฉลที่กล่าวว่า “ฉันเป็นคนโกหกและเป็นคนฉ้อฉล” ในขณะที่พยายามหลอกผู้อื่นไหม? พวกเขากล่าวว่าทุกๆสิ่งที่พวกเขาพูดคือความจริง พวกเขากล่าวอย่างมั่นใจว่า “ให้ฉันบอกอะไรท่านอย่างหนึ่ง หากท่านใช้เงินลงทุนในสิ่งนี้ ท่านจะทำเงินได้มากมาย หากท่านลงทุนหนึ่งล้านดอลลาร์ ท่านสามารถทำเงินได้เหมือนผู้อำนวย การในเร็ววันและท่านก็จะทำเงินได้ถึงสิบล้านดอลลาร์ภายในสองปี มันเป็นการลงทุนที่น่าอัศจรรย์มาก ท่านต้องการจะลงทุนไหม?” คนทั้งหลายที่ยังไม่ได้เกิดใหม่มักจะใช้ลิ้นของเขาในการหลอกลวง
เมื่อซาตานพูดมุสา มันก็พูดตามสันดานของมัน ผู้เทศนาที่ไม่ได้เกิดใหม่มักจะพูดมุสา เขาหรือเธออ้างว่าใครก็ตามจะร่ำรวยได้หากผู้นั้นเสนอเงินจำนวนมาก มีข้อความใดๆไหม ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่กล่าวว่าใครก็ตามจะร่ำรวยได้เมื่อตนเป็นผู้อาวุโสขึ้น? ทำไมผู้คนพยายามที่จะเป็นผู้อาวุโส? พวกเขาพยายามเป็นผู้อาวุโสเพราะว่าพวกเขาต้องการนำความเชื่อหากพวกเขาเป็นผู้อาวุโส พระเจ้าจะประทานพระพรทางโลกให้แก่พวกเขา พวกเขาหลอกลวงเพราะว่าพวกเขาเชื่อว่าตนสามารถได้รับพระ คุณของความมั่งคั่งหากพวกเขาเป็นผู้อาวุโส พวกเขาติดอยู่ในกับดักของการหลอกลวง
ท่านเคยเป็นผู้อาวุโสโดยการหลอกลวงด้วยคำมุสาเหล่านั้นไหม? หลายคนมีชีวิตที่เหมือนกับขอทานหลังจากเป็นผู้อาวุโส ผู้เขียนรู้จักคนเหล่านี้มากมาย ผู้เผยพระวจนะผิดๆผู้ที่ไม่ได้เกิดใหม่แต่งตั้งคนรวยให้เป็นผู้อาวุโสของโบสถ์ของพวกเขา ทำไม? เพราะว่าพวกเขาต้องการให้ผู้อาวุโสเหล่านั้นทำการบริจาคจำนวนมากให้แก่โบสต์ของตน บางทีพวกเขาก็ชี้ไปที่คนที่ไม่มีเงินให้เป็นผู้อาวุโสเพราะพวกเขาต้องการที่จะทำให้พวกเขาเป็นผู้ที่เชื่อที่ตาบอด
คนทั่วไปกล่าวว่า “ผู้หนึ่งผู้ใดจะได้รับพระพรด้วยความมั่งคั่งหากเขาหรือเธอเป้นผู้อาวุโส” นั้นพูดมุสา ไม่มีการกล่าวถึงสิ่งนี้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเลย พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่าคนรับใช้ของพระเจ้าจะถูกรบ กวนมากกว่าได้รับพระพรของความร่ำรวย พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่ท่าน” (มัทธิว 6:33)
“ล่อลวง ภายใต้ริมฝีปากของเขามีพิษของงูร้าย” เป็นคำกล่าวในพระคัมภีร์ มนุษย์เรามีพิษของงูร้าย ผู้ที่ยังไม่ได้เกิดใหม่กล่าวอะไรแก่คนชอบธรรม? พวกเขาสาปแช่งคนชอบธรรมและพูดเหมือนงูร้าย พระคัมภีร์กล่าวว่า “เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด ในทางเดินของเขามีความพินาศและความทุกข์ และเขาไม่รู้จักทางแห่งสันติสุข ในแววตาของเขาไม่มีความเกรงกลัวพระเจ้า”
 
 
อะไรคือวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติ?
 
ข้อความที่ว่า “ตามที่ได้เขียนเอาไว้” หมายความว่าเป็นการอ้างมาจากพันธสัญญาฉบับเก่า เปา โลอ้างพันธสัญญาฉบับเก่าหลายต่อหลายครั้ง เขากล่าวว่า “เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด ในทางเดินของเขามีความพิ นาศและความทุกข์ และเขาไม่รู้จักทางแห่งสันติสุข ในแววตาของเขาไม่มีความเกรงกลัวพระเจ้า” ผู้เขียนรู้สึกสงสารผู้ที่ต้องตกนรกโดยไม่รู้จักหนทางของการเกิดใหม่
โรม 3:19 กล่าวว่า “บัดนี้ เรารู้แล้วว่าพระราชบัญญัติทุกข้อที่ได้กล่าวนั้น ก็ได้กล่าวแก่คนเหล่า นั้นที่อยู่ใต้พระราชบัญญัติเพื่อปิดปากทุกคน และเพื่อให้มนุษย์ทุกคนในโลกมีความผิดจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า” พระเจ้าทรงลงพระราชอาชญาตามพระราชบัญญัติ เหตุผลที่เปาโลกล่าวว่า “ก็ได้กล่าวแก่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้พระราชบัญญัติ” ก็เพราะพระเจ้าประทานพระราชบัญญัติให้ผู้ที่ยังไม่ได้เกิดใหม่ ผู้ที่ไม่รู้จักบาปและผู้ที่ไม่ได้พิจารณาว่าบาปคือบาป เพื่อที่จะให้ความรู้แก่คนบาปผู้ที่ไม่สามารถรักษาพระราชบัญญัติในการเป็นอยู่จริงได้ พระเจ้าไม่ทรงประทานพระรชบัญญัติมาให้เราเพื่อให้เรารักษา แล้วพระเจ้าจะตรัสว่าพระองค์ทรงทำลายพระราชบัญญัติไหม? ไม่ พระองค์ประทานพระราช บัญญัติมาให้เราผ่านโมเสส เพื่อให้เรารู้จักความผิดบาปของเรา พระองค์ได้ได้ประทานพระราชบัญญัติมาเพื่อ ให้เรารักษาพระราชบัญญัติของพระเจ้ามีบทบาทในการสอนให้เรารู้ว่าเราเป็นผู้มีบาปอย่างไร
 
 
ไม่มีใครเป็นคนชอบธรรมได้โดยการประพฤติตามพระราชบัญญัติ
 
โรม 3:20 กล่าวว่า “เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเนื้อหนังคนหนึ่งคนใดเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าได้โดยการประพฤติตามพระราชบัญญัติ เพราะว่าโดยพระราชบัญญัตินั้นเราจึงรู้จักบาปได้” คริสเตียนที่เกิดใหม่ทราบว่าไม่มีเนื้อหนังใดจะเป็นผู้ชอบธรรมโดยการประ พฤติของพระราช บัญญัติ เปาโลและคนรับใช้พระเจ้าทั้งหมดกล่าวว่า “ไม่มีเนื้อหนังคนหนึ่งคนใดเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าได้” จึงไม่มีใครรักษาพระราชบัญญัติได้และรักษาพระราชบัญญัติในอนาคตไม่ได้ ดังนั้น เราจะต้องสารภาพว่าเราไม่สามารถเป็นผู้ชอบธรรมได้โดยการประพฤติของพระราชบัญญัติ การประพฤติของเราไม่สามารถทำให้เราเป็นคนชอบธรรมได้
เปาโลรู้จักและเชื่อในสิ่งนี้ เราเป็นคนชอบธรรมโดยการรักษาพระราชบัญญัติได้ไหม? พระ ราชบัญญัติทำให้เราชอบธรรมได้ไหม? เมื่อท่านอ่านพระคัมภีร์ ท่านคิดว่ามันถูกต้องไหมที่จะเชื่อว่าเนื้อหนังของเราเปลี่ยนแปลงไปสู่ผู้ชอบธรรมและเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ได้โดยการทำความดีหลังจากเชื่อในพระเยซู? ไม่ นี่ไม่เป็นความจริง ความจริงที่ใครจะได้เข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าโดยการค่อยๆเปลี่ยนรูปไปเป็นผู้ชอบธรรมนั้นโกหก ทุกคนที่ไม่ได้เกิดใหม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติเพราะพวกเขาคิดว่าจะต้องรักษาพระวจนะของพระเจ้าด้วยการกระทำของตนเอง มันทำให้พวกเขาพยายามที่จะรักษาพระราชบัญญัติและอธิษฐานของยกความ ผิดบาปประจำวัน พระราชบัญญัติได้ให้ความรู้ของการเป็นผู้มาบาปแก่พวกเรา ความพยายามของผู้มีบาปในการรักษาพระราชบัญญัตินั้นเป็นตามความเพิกเฉยและความคิดของพวกเขาที่ต่อต้านความรอดของความจริง มันเป็นการปรับปรังความเชื่อแบบผิดๆ
ลัทธิของการทำให้บริสุทธิ์ที่กล่าวว่าเราเพิ่มการเปลี่ยนแปลงไปเป็นผู้ชอบธรรมที่พบได้เช่นกันในศาสนาในทางโลกของโลกนี้ พุทธศาสนาก็มีการสอนเช่นนี้เช่นกัน ลัทธิของการนิพพานก็เหมือนกับการค่อยๆบริสุทธิ์ของลัทธิของคริสเตียน หลายคนกล่าวว่าเนื้อหนังของพวกเขาสามารถบริสุทธิ์ได้มากขึ้นและพวกเขาพยายามเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ในท้ายที่สุด แต่ความจริงก็คือว่าพระผู้เป็นเจ้าทำให้จิตวิญ ญาณของเราบริสุทธิ์ครั้งหนึ่งและเพื่อทั้งหมด
แม้ว่าคนชอบธรรมไม่สามารถเป็นผู้บริสุทธิ์ได้โดยเนื้อหนัง คนทั้งหลายที่ไม่มีจิตวิญญาณไม่สามารถเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ พวกเขาพยายามที่จะทำความดีมากเท่าใด พวกเขาก็เป็นคนบาปมากขึ้นเท่านั้น มันเป็นเพราะว่าพวกเขามีความผิดบาปในหัวใจของพวกเขา สิ่งสกปรกบางอย่างออกมาจากพวกเขาอยู่บ่อยๆและทำให้พวกเขาสกปรก อย่างไรก็ตามพวกเขาอาจจะพยายามชำระตัวเองภายนอกอย่างหนัก เพราะว่าพวกเขาเต็มไปด้วยบาปอยู่ภายใน มันเป็นการคงอยู่อย่างแท้จริงของคนบาป
สภาพของการเป็นอยู่นี้ตรงกันข้ามกับผู้ที่ได้รับการยกความผิดบาปทั้งหมด พวกเขาพยายามนำชีวิตให้สะอาดแม้พวกเขายังคงทำบาปในเนื้อหนังของตนอย่างไม่มีทางเลือก คนบาปผู้ที่เกิดมาติดเชื้อบาปแพร่ กระจายบาปไปสู่ทั้งชีวิตของพวกเขา เพราะว่าบาปออกมาจากพวกเขาแต่ต่อต้านความต้องการของตน พวกเขาไม่มีทางเลือกแต่ได้ยิงรักษาเพื่อที่ จะได้กำจัดความผิดบาปของพวกเขาไปครั้งหนึ่งแล้วและเพื่อทั้งหมด การยิงรักษาก็คือข่าวประเสริฐของความจริงของพระเจ้า พวกเขาสามารถปลดปล่อยจากความผิดบาปของตน โดยการได้ฟังพระวจนะของการยกความผิดบาป ผู้เขียนอยากจะให้ท่านได้ฟังพระวจนะของการเกิดใหม่และได้รับการยกความผิดบาป
ใครสามารถมีชีวิตดำรงอยู่ได้โดยพระราชบัญญัติ? ใครสามารถมีชีวิตดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติแม้ว่าเขาหรือเธอเกิดใหม่แล้ว? ในบทโรมได้เขียนเอาไว้ว่า “เพราะว่าโดยพระราช บัญญัตินั้นเราจึงรู้จักบาปได้” มันง่ายมาก อาดัมและอีวาถูกซาตานหลอกในช่วงเวลาของการไร้เดียงสาและถูกขายภายใต้บาป บาปได้ถูกส่งมอบให้แก่ทายาทของพวกเขาผู้ที่ไม่รู้จักพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่ทราบว่าพวกเขาเกิดเป็นคนบาปแม้ว่าพวกเขาสืบทอดบาปมา
หลังจากช่วงเวลาของอับราฮัมและยาคอป ชาวอิสราเอลลืมความเชื่อและความผิดบาปที่ยังคงอยู่ของตนแม้ว่าบรรพบุรุษของพวกเขาอับราฮัม ถูกทำให้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว ดังนั้นพระเจ้าประทานพระราชบัญญัติมาให้พวกเขาเพื่อให้พวกเขาได้รู้จักบาปและต้องการให้พวกเขาได้รับการยกความผิดบาปโดยการเชื่อในคำสัญญาของพระองค์ ท่านเชื่อสิ่งนี้ไหม?
 
 
แต่บัดนี้ได้ปรากฎแล้วว่าความชอบธรรมของพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนื อพระราชบัญญัติ
 
โรม 3:21 กล่าวว่า “แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่าความชอบธรรมของพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือพระราชบัญญัติ ซึ่งพระราชบัญญัติกับพวกศาสดาพยากรณ์เป็นพยานอยู่” อัครสาวกเปาโลกล่าวว่าได้ปรากฏแล้วว่าความชอบธรรมของพระเจ้านั้นปรากฎนอกเหนือพระราชบัญญัติ คำว่า “ซึ่งพระราชบัญ ญัติกับพวกศาสดาพยากรณ์เป็นพยานอยู่” ได้ระบุพันธสัญญาฉบับเก่า ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญ ญาณคือความชอบธรรมของพระเจ้าที่ได้เปิดเผยโดยระบบบูชาไถ่บาป ข่าวประเสริฐเปิดเผยความ ชอบธรรมความชอบธรรม ที่นำเราให้ได้รับการยกความผิดบาปผ่านเครื่องบูชาไถ่บาป
โรม 3:22 กล่าวว่า “คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งประทานโดยความเชื่อในพระเยซู คริสต์สำหรับทุกคนและแก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะ ว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน” ความเชื่อของเรานั้นอยู่ในจิตใจของเรา ผู้ริเริ่มและทรงทำให้ความเชื่อของเราสำเร็จคือพระเยซู คริสต์ ฮีบรู 12:2 กล่าวว่า “หมายเอาพระเยซูเป็นผู้ริเริ่มความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสำเร็จ” ผู้ริเริ่มและทรงทำให้เกิดความเชื่อคือพระเยซู และเราเชื่อในพระวจนะที่แท้จริง ที่ทรงเป็นพระเจ้า เราจะต้องเรียนรู้และเชื่อในพระวจนะที่แท้จริงของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลจากคนรับใช้ที่เกิดใหม่เพื่อที่จะรอดจากความผิดบาปทั้งหมดของเราและมีชีวิตอยู่โดยความเชื่อ เราจะต้องเชื่อในพระเยซู ด้วยใจของเรา
พระเจ้าตรัสว่า “คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งประทานโดยความเชื่อในพระเยซู คริสต์สำหรับทุกคนและแก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะ ว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน” ดังนั้นเราถูกทำให้ชอบธรรมโดยการเชื่อในพระวจนะของความจริงด้วยใจของเราและมีการยืนยันของความรอดที่สมบูรณ์โดยการสารภาพด้วยปากของเรา เราไม่สามารถรอดได้โดยการกระทำของเราแต่โดยความเชื่อ เราขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าของเราและคริสตจักรของพระเจ้า
ท่านถูกยึดจากการประพฤติของท่าน แม้ว่าความผิดบาปทั้งหมดของท่านได้ชำระออกไปแล้วหรือ? ท่านชอบธรรมโดยไม่ต้องคำนึงถึงความอ่อนแอในเนื้อหนังของท่านหากท่านเชื่อในพระเจ้าด้วยใจ พระวิญ ญาณบริสุทธิ์ทรงยืนยันพระวจนะของพระเจ้าในใจของท่านโดยกล่าวว่า “ท่านเป็นคนชอบธรรม” เพราะว่าพระองค์ทรงนำเราให้เข้าใจพระวจนะของความจริงเมื่อเราได้ฟังพระวจนะ ท่านรอดจากบาปโดยความเชื่อหลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้าไหม?
“คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งประทานโดยความเชื่อในพระเยซู คริสต์สำหรับทุกคนและแก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน” ใครก็ตามที่เรียนรู้และเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นความจริง สามารถรอดจากความผิดบาปของเขาหรือเธอได้
 
 
พระเยซูทรงชำระความผิดบาปทั้งหมดจากจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายของโ ลกนี้
 
โรม 3:23-25 “เหตุว่าทุกคนทำบาปและเสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เราเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นบาปแล้ว พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญา โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์ เพื่อสำแดงให้เห็นความ ชอบธรรมของพระองค์ในการที่พระเจ้าได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น”
พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าทุกคนทำบาปและเสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า เราได้รับการยกความ ผิดบาปและเราได้เป็นผู้ชอบธรรมจากพระเจ้าโดยไม่คิดมูลค่า โดยพระกรุณาและความรักของพระองค์ในขณะ ที่ผู้มีบาปตกนรก เราเข้าถึงสง่าราศีของพระเจ้าและเป็นคนชอบธรรม พระเจ้าทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระราชอาชญาโดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์
วรรคที่ 25 และ26กล่าวว่า “พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญา โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์ เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระองค์ในการที่พระเจ้าได้ทรงอดกลั้นพระ ทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น และเพื่อจะสำแดงความชอบธรรมของพระองค์ในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย” คำว่า “ทรงตั้งไว้” หมาย ความว่าพระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์ พระเยซูมาเพื่อให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญาเพื่อการยกความผิดบาปสำหรับจักรวาลทั้งหมด
พระเยซูทรงลบรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไปโดยพิธีบัพติศมาของพระองค์ พระเยซูทรงเป็นอัลฟาและโอเมก้า ลองมาคิดถึงจุดเริ่ม ต้นและจุดสิ้นสุดของโลกกัน พระเจ้าทรงปลดปล่อยเราโดยความเชื่อที่ชำระความผิดบาปทั้งหมดของเราจากจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของโลก พระเจ้าทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญาโดยความเชื่อในความจริง มันไม่ใช่จนกระทั่งผู้เขียนเชื่อในข่าวประ เสริฐที่ผู้เขียนตระ หนักในคำว่า “เพื่อจะสำแดงความชอบธรรมของพระองค์ในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย”
ความผิดบาปทั้งหมดของเราได้ถูกกำจัดออกไปเมื่อเราเชื่อพระวจนะที่กล่าวว่าพระเยซูทรงชำระความผิดบาปทั้งหมดของเราไปโดยพิธีบัพติศมาและพระโลหิตของพระองค์ เราได้รับการยกความ ผิดบาปครั้งหนึ่งและเพื่อทั้งหมด แต่เนื้อหนังของเรายังคงทำบาป เนื้อหนังทำบาปตามความอ่อนแอของเรา อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า “พระเจ้าทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น” บาปที่เนื้อหนังได้กระทำแม้แต่ตอนนี้และในอนาคตเป็นบาปที่ได้ทำไปแล้วจากจุดของทัศนวิสัยของพระเจ้า
ทำไม? พระเจ้าทรงทำพิธีบัพติศมาของพระคาลดินัลเยซู เริ่มจากจุดของความรอดของเรา ดัง นั้นบาปในปัจจุบันของเนื้อหนังนั้นเป็นบาปที่ในอดีตในของทัศนวิสัยของพระเจ้า เพราะว่าการยกความ ผิดบาปนั้นสมบูรณ์โดยพระเยซู ครั้งหนึ่งและเพื่อทั้งหมด บาปในปัจจุบันเป็นบาปที่ได้รับการชำระออกไปแล้ว คำว่า “พระเจ้าทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น” หมายความว่า “พระองค์ทรงจ่ายค่าจ้างของบาปของโลกนี้เรียบร้อยแล้ว” บาปทั้งหมดของโลกนี้ได้รับการยกความผิดบาปโดยพิธีบัพติศมาและไม้กาง เขนของพระเยซู
ดังนั้น พระเจ้าทรงชำระความผิดบาปทั้งหมดที่ได้กระทำแล้วจากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดสุดท้ายของโลกไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นความผิดบาปทั้งหมดจึงได้กระทำมาก่อนหน้านี้ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผู้คนในโลกนี้ได้กระทำบาปที่ได้ชำระออกไปแล้วโดยพระบุตรของพระเจ้า พระเยซูทรงชำระความ ผิดบาปที่ได้กระทำเมื่อ 2000 ปีมาแล้วจนถึงปี 2002 ท่านเข้าใจไหม?
พระเจ้าทรงลบมลทินบาปของโลกนี้แล้ว รวมทั้งบาปของท่านและผู้เขียนด้วย ท่านเข้าใจความ หมายนี้ไหม? ท่านอาจสับสนเมื่อท่านประกาศข่าวประเสริฐไปสู่ผู้อื่นหากท่านไม่เข้าใจ คำว่า “พระเจ้าทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น” หมายความว่าพระเจ้าทรงเมินเฉยต่อบาปทั้ง หมดเพราะว่าพระองค์ทรงกำจัดมันออกไปเมื่อ 2000ปีมาแล้ว ความผิดบาปของมนุษย์ทั้งหมดได้รับการพิพากษาแล้วเพราะพระเยซูทรงรับบัพติศมา ณ แม่น้ำจอร์แดนและทรงถูกตรึงบนบนไม้กางเขน พระเจ้าทรงยกบาปทั้งหมดเพราะพระเยซูทรงถูกส่งมายังโลกนี้ และทรงทำให้มนุษย์ทุกคนชอบธรรมอย่างสมบูรณ์เพียงครั้งเดียวและเพื่อทั้งหมด ดังนั้นพระเจ้าไม่ทรงตำหนิความผิดบาปที่ทำโดยผู้คนทั้งหมดในโลกนี้และที่ได้รับการชำระโดยพระองค์ แต่ทรงทำกับผู้ที่ไม่เชื่อในบัพติศมาและพระโลหิตบนไม้กาง เขนของพระเยซู
ท่านเข้าใจความหมายของเปาโลไหม? มันสำคัญมากสำหรับเราผู้ที่รอดแล้ว คนทั้งหลายที่ยังไม่ได้เกิดใหม่จะตกนรกเพราะว่าพวกเขาเพิกเฉยต่อมันเราจะต้องได้ยินและมีความรู้ที่ถูกต้อง มันจะเป็นประโยชน์มากต่อความเชื่อของท่านและต่อการประกาศข่าวประเสริฐไปสู่ผู้คน
 
 
เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะเอาอะไรมาอวด?
 
พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า “เพื่อจะสำแดงความชอบธรรมของพระองค์ในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย” พระเจ้าทรงสอนเราว่าบาปในอดีตได้ถูกชำระออกไปเรียบร้อยแล้วเพราะว่าพระเจ้าทรงตั้งพระเยซูออกมาเพื่อให้ลุแก่โทษ ดัง นั้นเราถูกทำให้ชอบธรรมโดยความเชื่อ
วรรคที่ 26 กล่าวว่า “เพื่อจะสำแดงความชอบธรรมของพระองค์ในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย” “ในปัจจุบันนี้” พระเจ้าประ ทานชีวิตนิรันดร์ให้โลกเพื่อว่าโลกจะไม่แตกดับไป ในเวลานี้พระเจ้าทรงประทานพระเยซู คริสต์มาเพื่อสำแดงความชอบธรรมและทำให้สิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาสมบูรณ์ พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงความชอบธรรมของพระองค์ พระเจ้าทรงส่งพระบุตรพระองค์เดียวของพระองค์มาและทรงยอมให้พระองค์รับบัพติศมาและถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อแสดงความรักของพระองค์ให้เราเห็นโดยความรอดของความจริง
พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาเป็นผู้ช่วยให้รอดของผู้มีบาป “เพื่อจะสำแดงความชอบธรรมของพระองค์ในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย” พระเจ้าทรงชอบธรรมและทรงลบความผิดบาปของโลกนี้ไปครั้งหนึ่งและเพื่อทั้งหมด เราเชื่อในพระเยซูด้วยใจของเรา ดังนั้นเราไม่มีความผิดบาป คนทั้งหลายที่เชื่อในพระเยซูอย่างสัตย์ซื่อนั้นไม่มีบาปเพราะว่าพระองค์ทรงล้างบาปออกไปและก็ช่วยพวกเขาจากความผิดบาปในอนาคต การเชื่อในสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำด้วยใจของเราได้ช่วยเรา การกระทำของเรานั้นยังไม่รวมอยู่ด้วยในความเชื่อในความรอดของพระองค์ ไม่แม้แต่ 0.1 %
โรม 3:27-31 กล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะเอาอะไรมาอวด? ก็หมดหนทาง จะอ้างหลักอะไรว่าหมดหนทาง? อ้างหลักการประพฤติหรือ? ไม่ใช่ แต่ต้องอ้างหลักของความเชื่อ เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายสรุปได้ว่า คนหนึ่งคนใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ก็โดยอาศัยความเชื่อนอกเหนือการประพฤติตามพระราชบัญญัติ หรือว่าพระเจ้านั้นทรงเป็นพระเจ้าของยิวพวกเดียวเท่านั้นหรือ? พระองค์ไม่ทรงเป็นพระเจ้าของชนต่างชาติด้วยหรือ? ถูกแล้วพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของชนต่างชาติด้วย เพราะว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าองค์เดียว และพระองค์จะทรงโปรดให้คนที่เข้าสุหนัตเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ และจะทรงโปรดให้คนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตเป็นคนชอบธรรมก็เพราะความเชื่อดุจกัน ถ้าเช่นนั้นเราลบล้างพระราช บัญญัติด้วยความเชื่อหรือ? ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย เรากลับสนับสนุนพระ ราชบัญญัติเสียอีก”
คำว่า “เรากลับสนับสนุนพระราชบัญญัติเสียอีก” หมายความว่าเราไม่สามารถรอดโดยการกระทำของเราเอง เราไม่สมบูรณ์และอ่อน แอและจะต้องตกนรกก่อนพระราชบัญญัติ อย่างไรก็ตามพระวจนะของพระเจ้าทรงทำให้เราชอบธรรมและสมบูรณ์เพราะเรารอดโดยพระวจนะของพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าทรงบอกเราว่า เนื้อหนังของเรายังคงไม่สม บูรณ์แม้ว่าหลังจากที่เรารอดจากความผิดบาปทั้ง หมดของเราแล้วก็ตาม แต่พระองค์ทรงปลดปล่อยเราจากความผิดบาปทั้งหมดออกไปได้อย่างสมบูรณ์ เราถูกดึงเข้าใกล้พระเจ้าได้โดยการเชื่อว่าพระเยซูทรงช่วยเรา
“เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะเอาอะไรมาอวด? ก็หมดหนทาง จะอ้างหลักอะไรว่าหมดหนทาง? อ้างหลักการประพฤติหรือ? ไม่ใช่ แต่ต้องอ้างหลักของความเชื่อ” เราจะต้องรู้จักหลักที่พระเจ้าทรงตั้ง ขึ้นและหลักที่เป็นนิรันดร์อยู่ในอาณาจักรของพระองค์ พระเจ้าตรัสว่า “อ้างหลักการประพฤติหรือ?ไม่ ใช่ แต่ต้องอ้างหลักของความเชื่อ” ท่านเข้าใจสิ่งนี้ไหม? พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดจากความผิดบาปทั้ง หมดในโลก เรารอดเมื่อเราเชื่อตามความจริง เราต้องจดจำว่าการทำงานของพระราช บัญญัติไม่สามารถช่วยเราให้รอดได้
พระเจ้าทรงกล่าวถึงหลักของความเชื่อผ่านอัครสาวกเปาโลในโรม บทที่ 3 พระเจ้าตรัสว่า “ถึงมีบางคนไม่เชื่อ ความไม่เชื่อของเขานั้น จะทำให้ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าไร้ประโยชน์หรือ?” (โรม3:3) ผู้ที่เชื่อยืนอยู่โดยความเชื่อ แต่ผู้ที่ไม่เชื่อนั้นล้มลง คนทั้งหลายที่ไม่มีความเชื่อในข่าวประเสริฐของความจริงอย่างสมบูรณ์ก็จะต้องตกนรกแม้ว่าพวกเขาคิดว่าตนเชื่อในพระเยซูก็ตาม
 
 
พระเจ้าทรงช่วยเราทั้งหมดให้รอดจากความผิดบาปของเรา
 
พระเจ้าทรงตั้งหลักของพระเจ้าขึ้นมาเพื่อให้คนทั้งหลายที่เชื่อตามความคิดของตนมาสะดุดที่หลักของความเชื่อ พระเจ้าทรงช่วยเราทั้งหมดให้รอดจากความผิดบาปของเรา โรมบทที่ 3 กล่าวถึงหลักของความเชื่อ เรารอดโดยความเชื่อในพระวจนะที่แท้จริง เราสืบทอดอาณา จักรสวรรค์และมีสันติสุขได้โดยความเชื่อ ผู้ที่ไม่เชื่อไม่สามารถมีสันติสุขได้ แต่พวกเขาต้องตกนรกแทน อะไรคือเหตุผลสำหรับสิ่งนี้ล่ะ? อันดับแรก พวกเขาได้รับการพิพากษาตามหลักความจริงของพระเจ้าเพราะว่าพวกเขาไม่ได้รับพระวจนะของความจริงของพระเจ้า ความรอดออกมาจากความรักของพระเจ้าและเรารอดโดยการรู้จักความจริงและโดยความเชื่อในสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงทำด้วยใจของเรา ท่านเข้าใจไหม?
ผู้เขียนขอสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงช่วยเราโดยความเชื่อนี้และโดยคริสตจักรของพระองค์บนโลกนี้ ผู้เขียนขอขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงประทานความจริง, ความเชื่อและพระวจนะ ที่อัครสาวกเปาโลมีมาให้เรา ผู้ทรงแสดงความลับของการยกความผิดบาปให้แก่คริสจักรของพระองค์ ผู้เขียนขอสรรเสริญพระองค์จากก้นบึ้งของหัวใจ
เราขอขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าเพราะพระองค์ทรงช่วยเราผ่านพิธีบัพติศมาและการสิ้นพระ ชนม์บนไม้กางเขนของพระองค์ เราต้องตกนรกโดยไม่มีทางเลือกหากไม่มีความเชื่อและคริสตจักรของพระองค์นี้ เราเป็นผู้มีบาปผู้ที่ไม่สามารถรอดเองได้ แต่เราเชื่อด้วยใจเพื่อนำไปสู่ความชอบธรรม เราเป็นบุตรของพระองค์ผู้ที่เชื่อด้วยใจที่นำไปสู่ความ ชอบธรรมและการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด (โรม 10:10)