คำสอน

เรื่องที่ 9: โรม (ข้อคิดเกี่ยวกับหนังสือของโรม)

[บทที่ 7-2] (โรม 7:1–4) ส่วนสำคัญของความศรัทธาของเปาโล: รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ หลังจากกา

(โรม 7:1–4)
“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลายท่านไม่รู้หรือ (ข้าพเจ้าพูดกับคนที่รู้ธรรมบัญญัติแล้ว) ว่าธรรมบัญ ญัตินั้นมีอำนาจเหนือมนุษย์ก็เฉพาะในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นเป็นต้นว่าผู้หญิงที่สามียังมีชีวิต
อยู่นั้นต้องอยู่ในกฎประเพณีสามีภรรยาแต่ถ้าสามีตายผู้หญิงนั้นก็พ้นจากกฎนั้นฉะนั้นถ้าผู้หญิง
นั้นไปหลับนอนกับชายอื่นในเมื่อสามียังมีชีวิตอยู่นางก็ได้ชื่อว่าเป็นหญิงล่วงประเวณีแต่ถ้าสามี
ตายแล้ว นางก็พ้นจากกฎประเพณีสามีภรรยา แม้นางไปเป็นภรรยาชายอื่น ก็หาผิดประเวณีไม่ เช่นนี้แหละพี่น้องทั้งหลาย ท่านทั้งหลายได้ตายจากธรรมบัญญัติทางกายของพระคริสต์ เพื่อท่าน จะตกเป็นของผู้อื่นคือของพระองค์ผู้ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายแล้วเพื่อเราทั้งหลายจะได้เกิดผลถวายแด่พระเจ้า”
 
ท่านเคยเห็นกลุ่มด้ายที่พันกันยุ่งๆไหม? หากท่านพยายามที่จะทำความเข้าใจบทนี้ โดย ปราศจากการรู้จักความจริงของบัพติสมาของพระเยซูที่เปาโลเชื่อแล้วความศรัทธาของท่านจะเป็นเพียงแค่สภาพที่ยุ่งเหยิงกว่าแต่ก่อนเท่านั้นเอง
เปาโลกล่าวไว้ในบทนี้ว่าเพราะว่าทุกๆคนมีบาปอย่างสมบูรณ์ก่อนธรรมบัญญัติของพระ
เจ้า ก็สามารถไปสู่พระเยซูคริสต์ได้และได้เกิดใหม่หลังจากการตายของจิตวิญญาณ
 
 
ความที่จริงเปาโลสำนึกได้
 
โรม 7:7 กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไรว่าธรรมบัญญัติคือบาปหรือหาเป็นเช่นนั้น ไม่แต่ว่าถ้ามิใช่พระธรรมบัญญัติแล้วข้าพเจ้าก็คงไม่รู้จักบาป” เปาโลกล่าวต่อไปว่า “เพราะว่า ถ้าธรรมบัญญัติมิได้ห้ามว่า‘อย่าโลภ ‘ข้าพเจ้าก็คงไม่ว่าอะไรคือความโลภ’” แล้วเขาก็กล่าวว่า “แต่ว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่องทำให้ตัณหาชั่วทุกอย่างเกิดขึ้นในตัวข้าพเจ้า” เปาโล ตระหนักว่าเขาได้ฝ่าฝืนพระบัญญัติของพระเจ้าทั้ง 613 ข้อเขาเคยเป็นผู้มีบาปหนาแต่ไม่ได้ทำบาป เพราะว่าเขาเป็นทายาทของอดัม ซึ่งนำบาปมาจากภายในตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา
ทุกๆท่านนั้นได้เกิดมาในโลกแห่งบาปนี้ มีบาปเริ่มตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้นพวกเขาก็ขาด คุณสมบัติในการที่จะรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า บาปเหล่านี้จะรักษาพระบัญญัติทั้ง 613 ข้อ และธรรมบัญญัติของพระเจ้าทั้งหมดได้อย่างไร?เพียงแค่เราระลึกว่าเราคือผู้มีบาปก่อนธรรมบัญ
ญัติของพระเจ้าเราก็ไปสู่พระเยซูคริสต์ได้ไปสู่ความชอบธรรมของพระเจ้าและก็มาตระหนักดูว่า
ท้ายที่สุดเราสามารถนำบาปไปไปสู่พระเยซูได้พระเยซูทรงเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าพระองค์นำความชอบธรรมของพระเจ้ามาสู่พวกเราโดยการรับบัพติสมาจากยอห์นและพระโลหิตบนไม้
กางเขนดังนั้นเราต้องรู้จักและเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องเชื่อใน
พระเยซูคริสต์ก็เพราะว่าความความชอบธรรมของพระเจ้านั้นถูกค้นพบในพระองค์
ท่านรู้จักและเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าไหม? ความชอบธรรมของพระเจ้าคือ ความลับที่ซ่อนอยู่ในข่าวประเสริญของน้ำและพระวิญญาณเป็นองค์ประกอบทั้งหมดในพิธีรับบัพติสมาที่พระเยซูทรงรับจากยอห์น ณ แม่น้ำจอร์แดนท่านต้องการทราบความลับนี้หรือไม่? หากว่า
ท่านต้องการที่จะเชื่อในความจริงอันนี้ท่านจะได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าผ่านความศรัทธาของท่านเอง
ก่อนที่เราจะรู้จักธรรมบัญญัติและพระบัญญัติของพระเจ้ามันเหมือนกับว่าเราไม่เคยเป็นผู้มีบาปมาก่อนแต่หลังจากที่เราเริ่มเอาใจใส่ต่อโบสถ์เราก็ตระหนักว่าเราเต็มไปด้วยบาปที่ที่ฝังอยู่
ในตัวและเราจะก้าวไปสู่การตายของจิตวิญญาณเพราะบาปในตัวเราที่เปิดเผยออกมาดังนั้นเพื่อที่
จะนำจิตวิญญาณไปยังพระเยซูคริสต์เปาโลจึงจำเรื่องในอดีตของเขาได้เมื่อเขามีความเชื่อความเข้าใจในธรรมบัญญัติและพระบัญญัติของพระเจ้าผิด
นี่คือตัวอย่างที่จะช่วยท่านให้เข้าใจบทบาทของธรรมบัญญัติของพระเจ้าผมจะหยิบพระคัมภีร์ไบเบิลขึ้นมาเดี๋ยวนี้ หากผมปกปิดสิ่งสำคัญบางสิ่งในพระคัมภีร์นี้ไว้ แล้วกล่าวว่า “อย่า พยายามที่จะมองเข้าไปในหนังสือเล่มนี้ เพื่อที่จะค้นหาอะไรที่ซ่อนเร้นอยู่ข้างในเลย” จากนั้น ก็วางมันไว้ที่นี่ วางไว้บนโต๊ะ พร้อมกับท่านสักครู่ ท่านจะทำอย่างไร? ตอนนี้พอท่านได้ยินคำ พูดของผมท่านมีความรู้สึกอยากจะค้นหาอะไรที่ซ่อนอยู่ในไบเบิลและเพราะความอยากรู้ท่านก็
จะฝ่าฝืนคำแนะนำของผม ในตอนนี้ท่านอาจจะประหลาดใจเกี่ยวกับอะไรที่ซ่อนอยู่ในไบเบิล ท่านจะไม่มีทางเลือกอื่นแต่ในการค้นหาผมจะไม่ห้ามท่านให้ดูหนังสือท่านจะไม่ตกไปสู่การล่อ
ลวง นอกจากนั้นเมื่อพระเจ้าทรงสั่ง บาปที่มีอยู่ในตัวเราจะปรากฏออกมาอย่างชัดเจน ตามความ เป็นจริง
ธรรมบัญญัติของพระเจ้าที่ได้ประทานให้กับมนุษยชาติมีบทบาทในการเปิดเผยบาปที่มีในหัวใจมนุษย์พระองค์ไม่ได้ประทานมันให้เราเพื่อให้เรารักษาและปฏิบัติตามแต่ธรรมบัญญัติถูก
ประทานมาให้กับเราเพื่อที่จะเปิดเผยบาปของพวกเราและก็ทำให้เราเป็นผู้มีบาปเราจะถูกทำลาย
หากเราไม่ไปสู่พระเยซูและเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าที่พบในบัพติสมาของพระเยซูที่รับจากยอห์นและพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน เราจะต้องระลึกไว้ในใจว่า บทบาทของ ธรรมบัญญัตินั้นนำพวกเราไปสู่พระเยซูคริสต์และช่วยเราให้เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า
ผ่านพระเยซู
นี่คือเหตุผลที่เปาโลได้กล่าวว่า “แต่ว่าบาปนั้นได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่อง ทำให้ตัณ หาชั่วทุกอย่างเกิดขึ้นในตัวข้าพเจ้า” (โรม 7:8) เปาโลแสดงให้เราเห็นถึงลักษณะพื้นฐานของบาป ผ่านธรรมบัญญัติของพระเจ้าเขาสารภาพว่าโดยพื้นฐานแล้วเขาเป็นผู้มีบาปแต่เขาก็มีชีวิตนิรันดร์ ในความชอบธรรมของพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์ทรงประทานให้
 
 
ความโศกเศร้าและความศรัทธาของเปาโล
 
เปาโลได้กล่าวว่า “โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้ ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจาก ร่างกายนี้ซึ่งเป็นของความตายได้” (โรม 7:24)
เปาโลรู้จักในความเป็นจริงว่าแม้ตัวเขาเคยผ่านความชอบธรรมของพระเจ้าแล้วก็ยังคงมี
บาปอยู่และความชอบธรรมของพระเจ้ามีความจำเป็นอย่างมากไม่เพียงแต่สำหรับเขาแต่ยังจำเป็นสำหรับมนุษยชาติด้วย
เราควรจะได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าโดยมีความรู้อย่างถูกต้องต่อความลับที่ซ่อน
อยู่ในบัพติสมาที่พระเยซูทรงรับและทรงเชื่อท่านและผมควรจะรู้จักและเชื่อในความชอบธรรม
ของพระเจ้า ที่ถูกพบในบัพติสมาและพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระคริสต์ เพียงแค่เนื้อหนัง และจิตวิญญาณของเราที่ไม่มีทางเลือกอื่นแต่ทำบาปได้ถูกนำออกจากบาปของเราเราต้องไม่ลืม
ความจริงของบัพติสมาและพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระเยซูที่ช่วยทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าสมบูรณ์ผู้ที่ไม่รู้จักกับความชอบธรรมของพระเจ้าก็สามารถรักษาบาปไว้ได้ในตอนท้าย
เท่านั้น อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็อาจจะพยายามรักษาธรรม
บัญญัติของพระองค์เราจะต้องรู้ว่าธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่ได้ประทานให้พวกเราเพื่อ
เก็บรักษาเอาไว้เท่านั้น ต้องตระหนักถึงบัพติสมาที่พระเยซูทรงได้รับ พร้อมกับพระโลหิตของ พระองค์บนไม้กางเขนตามเหตุผลนี้พวกเขาก็เข้าใจธรรมบัญญัติของพระเจ้าผิดโดยคิดว่ามันถูก
มอบให้กับพวกเราด้วยการเชื่อฟังและพวกเขาก็รักษามันไว้ด้วยความไม่ชัดเจนเราต้องรู้บาปของ
เราเองผ่านธรรมบัญญัติและมีความศรัทธาในความชอบธรรมของพระเจ้าเราต้องไม่ให้ความชอบธรรมของพระเจ้าเป็นไปตามตามความชอบธรรมของเราในทางตรงกันข้ามเราจะต้องเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์โดยบัพติสมาของพระเยซูและพระโลหิตบนไม้กางเขนของ
พระองค์ซึ่งต้องเรียนรู้ที่จะขอบคุณพระองค์ผู้มีความความธรรมของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์
นี่คือเหตุผลที่เปาโลพิจารณาเนื้อหนังของเขาแล้วร้องออกมาว่า “โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่า สมเพชอะไรเช่นนี้”แต่ยังขอบคุณพระเจ้าผ่านพระเยซูคริสต์ซึ่งก็เพราะว่าเมื่อเขาทำบาปมากขึ้นซึ่ง บัพติสมาและพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระเยซูได้ทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าสมบูรณ์ เราสามารถตะโกนออกมาอย่างมีความสุขและมีชัยชนะได้เช่นกันแม้เรายังมีความลำบากในการอยู่ระหว่างกฎของเนื้อหนังและความชอบธรรมของพระเจ้าความศรัทธาของเปาโลเชื่อในบัพติสมา
ของพระเยซูและในพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระองค์นี่คือวิธีการที่เปาโลเข้ามาพักอยู่ในความศรัทธาของเขาในความชอบธรรมของพระเจ้าและโดยการที่เขาเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าเขาจึงเป็นผู้ที่ควรจะได้รับพระพรจากพระเจ้า
ในโรมบทที่ 7 นี้ เปาโลได้กล่าวถึงช่วงเวลาร้ายๆในอดีตของเขา จากนั้นเขาก็มีความ ศรัทธาในความชอบธรรมของพระเจ้าที่เป็นฝ่ายชนะในท้ายที่สุดชัยชนะในความศรัทธาของเปา
โลนั่นก็คือความศรัทธาในความชอบธรรมของพระเจ้านี้
“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลายท่านไม่รู้หรือ (ข้าพเจ้าพูดกับคนที่รู้ธรรมบัญญัติแล้ว) ว่าธรรมบัญ ญัตินั้นมีอำนาจเหนือมนุษย์ก็เฉพาะในขณะที่กำลังมีชีวิตอยู่เท่านั้น?” (โรม 7:1)
จุดสำคัญของบทที่ 7 พบในโคลงที่ 24 และ 25 ที่เปาโลเขียนไว้ “โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่า สมเพชอะไรเช่นนี้ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายนี้ซึ่งเป็นของความตายได้ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราฉะนั้นทางด้านจิตใจของข้าพเจ้านั้นข้าพเจ้าเชื่อฟังกฎของพระเข้า แต่ด้านฝ่ายเนื้อหนังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสของกฎแห่งบาป”
ในโรมบทที่ 6 เปาโลกล่าวถึงความศรัทธาที่นำเราไปสู่การถูกฝัง และการฟื้นคืนพระชนม์ ในพระคริสต์โดยตัวของเราเองเข้ากับบัพติสมาและการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระองค์
เราก็จะบรรลุความศรัทธานี้
เปาโลรู้ได้ว่าเขาคือคนที่น่าสมเพชที่มีเนื้อหนังทำให้เขาทำลายธรรมบัญญัติของพระเจ้า ไม่เพียงแค่ก่อนพบพระเยซู แต่ก็ยังทำลายมันแม้หลัง จากที่เขาได้เผชิญหน้ากับพระองค์แล้ว ดังนั้นเขาจึงคร่ำครวญว่า “ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายซึ่งเป็นของความตายได้?” จากนั้น เขาจึงได้สรุปว่าเขาไม่สามารถพ้นจากร่างกายซึ่งเป็นของความตายได้โดยการเชื่อในความชอบ
ธรรมของพระเจ้า โดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้ เป็นเจ้าของเรา”เปาโลเป็นอิสระจากบาปแห่งเนื้อหนังและมีใจที่เชื่อในความชอบธรรมของพระ
เจ้าผ่านพระคริสต์และรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์
ท้ายที่สุดเปาโลก็สารภาพว่า “ฉะนั้นทางด้านจิตใจของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเชื่อฟังกฎของ พระเจ้า แต่ด้านฝ่ายเนื้อหนังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสของกฎแห่งบาป” (โรม 7:25) และใน ตอนเริ่มต้นของบทที่ 8 เขาได้สารภาพว่า “เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ ในพระเยซูคริสต์ เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ ได้ทำให้ข้าพเจ้าพ้นจาก กฎแห่งบาปและความตาย” (โรม 8:1–2)
มีกฎพื้นฐานที่พระเจ้าประทานให้อยู่ 2 กฎ คือกฎแห่งบาปและความตาย และกฎของพระ วิญญาณแห่งชีวิตกฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตช่วยให้เปาโลพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย
หมายความว่าการที่เขาได้เชื่อในบัพติสมาและการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซู ได้นำ บาปออกไปจากตัวเขาและได้รวมตัวเขาเองกับพระเยซูแล้วก็รอดจากบาปทั้งหมดของเขาเราทั้ง
หมดต้องมีความความศรัทธาที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับบัพติสมาของพระเยซูและการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระองค์
เปาโลสารภาพในโรม บทที่ 7 ว่า ก่อนหน้านี้ เขาถูกลงโทษภายใต้กฎ แต่เมื่อผ่านพระเยซู คริสต์เขาได้พ้นจากการลงโทษนี้ดังนั้นเขาสามารถเชื่อฟังพระเจ้าผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ได้
ปรากฎอยู่ในตัวเขาเอง
 
 
ความจริงที่เปาโลได้รับ
 
เปาโลสารภาพว่า “ธรรมบัญญัติคือบาปหรือ? หาเป็นเช่นนั้นไม่! แต่ถ้าไม่ใช่พระธรรม บัญญัติแล้ว ข้าพเจ้าก็คงไม่รู้จักบาป” (โรม 7:7) เขาไม่สามารถรู้ว่าอะไรคือความโลภ นอกจาก ธรรมบัญญัติที่กล่าวว่า “อย่าโลภ” เปาโลอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างธรรมบัญญัติกับบาปว่า “แต่ว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่องทางทำให้ตัณหาชั่วทุกอย่างเกิดขึ้นในตัวข้าพเจ้า” นั่น ก็หมายถึงพื้นฐานของหัวใจมนุษย์เรานั้นเต็มไปด้วยบาปอยู่แล้วจากนั้นชั่วขณะหนึ่งมนุษย์เราเมื่ออยู่ในครรภ์มารดา เขาก็ได้ตั้งครรภ์แห่งบาปและก็เกิดมาพร้อมกับบาปทั้ง 12 ชนิด
บาปทั้ง 12 ชนิดนี้ก็คือ การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การโลภ การอธรรม การล่อลวง ราคะตัณหา อิจฉาตาร้าน การใส่ร้าย การเย่อหยิ่ง ความบัดซบ ทุกๆ คนทำบาปเหล่านี้จนตายจะนำอย่างไรหากใครซักคนในโลกนี้เชื่อฟังธรรมบัญญัติและพระบัญญัติของพระเจ้า เมื่อเขานั้นเกิดขึ้นมาในโลกที่เต็มไปด้วยบาปทั้ง 12 ชนิด? ในขณะที่เราได้ยินคำกล่าว จากธรรมบัญญัติและพระบัญญัติที่บอกกับเราว่า อะไรที่ “ควรจะทำ” หรือ “ไม่ควรทำ” บาปก็ เกิดขึ้นในตัวเอง
เมื่อเราไม่รู้จักพระบัญญัติและธรรมบัญญัติ บาปที่อยู่ในตัวเราก็ยังคงหลับอยู่ แต่หลังจาก ที่เราได้ยินพระบัญญัติที่บอกว่าให้ทำอะไรและไม่ให้ทำอะไรบาปของเราก็ออกมาและก็มีเพิ่มขึ้น
ใครก็ตามที่ไม่ได้เกิดใหม่หรือไม่เชื่อและเข้าใจความจริงของน้ำและพระวิญญาณยังมีบาปอยู่ในตัวเองอยู่บาปนี้มีผลกับพระวจนะของพระบัญญัติและจากนั้นก็เพิ่มบาปให้มากขึ้นอย่างไรก็ตามบาปก็ต่อต้านพระบัญญัติของพระเจ้า และไม่เชื่อฟังมัน เมื่อผู้มีบาปได้ยินพระบัญญัติ บาปใน ตัวเขาก็ถูกกระตุ้นทำให้เขาหรือเธอทำบาปมากขึ้นอีก
เราทราบถึงบาปภายในตัวของเราได้ผ่านบัญญัติ 10 ประการว่าบทบาทของธรรมบัญญัติ คือการเปิดเผยสิ่งที่อยู่ข้างในหัวใจเราออกมาทำให้เรารู้ถึงพระบัญญัติของพระเจ้าว่าบริสุทธิ์และ
ปลุกเร้าเราสู่บาปของเราเองโดยพื้นฐานแล้วเราได้เกิดใหม่พร้อมกับความโลภที่อยากได้ทุกอย่างที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมารวมถึงทรัพย์สินหรือส่วนที่ไม่ใช้ของเรา ดังนั้นตามที่พระบัญญัติกล่าวว่า “อย่าโลภ” นั้นบอกเราว่าเราเกิดมาเป็นผู้มีบาป และถูกกำหนดให้ตกนรกตั้งแต่วันที่เราเกิด มันก็แสดงให้เราเห็นว่ามันจำเป็นสำหรับผู้ช่วยให้รอดในการทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าให้สมบูรณ์
นี่คือที่เปาโลสารภาพว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัติเป็นช่องทำให้ตัณหาชั่วทุกอย่างเกิดขึ้น
ในตัวของเราเปาโลตระหนักได้ว่าเขาได้เป็นผู้มีบาปที่ยิ่งใหญ่ที่ได้ความดีของพระบัญญัติของพระเจ้า เพื่อให้เกิดเป็นผู้มีบาปก่อนที่จะเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า
เมื่อเราดูในบทที่ 7 เราพบว่าท่านเปาโลเต็มไปด้วยจิตวิญญาณมีความรู้ในพระคัมภีร์ ไบเบิลอย่างมากและมีความเข้าใจและประสบการณ์อย่างยิ่งใหญ่เขารู้อย่างชัดเจนผ่านธรรมบัญ
ญัติว่า ยังคงมีบาปอยู่ภายในตัวของเขา ที่ที่พระบัญญัติได้ทำให้เกิดตัณหาชั่ว เขาจึงทราบว่า ธรรมบัญญัติของพระ เจ้ามีบทบาทในการเปิดเผยบาปภายในตัวเขา บาปนี้ก็นำกลับมาได้อีก โดย เขาได้สารภาพว่าพระบัญญัติได้นำชีวิตและก็นำความตายมาสู่เขาด้วย
ความศรัทธาของท่านเป็นเช่นไร? เหมือนกับความศรัทธาของเปาโลไหม? ไม่มีบาปอยู่ใน หัวใจของท่าน หรือไม่เชื่อในพระเยซู? หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า ท่านยังไม่รู้จักความชอบ ธรรมของพระเจ้ายังไม่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์และเป็นผู้มีบาปที่ถูกกำหนดให้ต้องตกนรกเพื่อการพิพากษาต่อบาปของท่าน ท่านยอมรับในความจริงเหล่านี้ไหม? หากว่าท่านยอมรับแล้วเชื่อ ในคำสอนเรื่องน้ำและพระวิญญาณที่ได้เปิดเผยถึงความชอบธรรมของพระเจ้าและพระวิญญาณ
บริสุทธิ์ก็จะมาสู่ท่าน เราต้องเชื่อในคำสอนเรื่องน้ำและพระวิญญาณ
 
 
บาปได้ถือเอาพระบัญญัติเป็นช่องในการล่อลวงเปาโล
 
เปาโลกล่าวว่า“พระบัญญัตินั้นซึ่งมีขึ้นเพื่อการดำรงชีวิตปรากฏแล้วว่าเป็นเหตุทำให้ข้าพ
เจ้าต้องตาย เพราะว่าบาปได้ถือเอาพระบัญญัตินั้นเป็นช่องทางในการล่อลวงข้าพเจ้า และประหาร ข้าพเจ้าให้ตายด้วยพระบัญญัตินั้น” (โรม 7:10–11) ซึ่งบาปได้ล่อลวงเปาโลโดยเอาผลประโยชน์ จากพระบัญญัติ เปาโลเชื่อว่าพระบัญญัติดีจริงๆ และยังมีบาปทั้ง 12 ชนิดที่ยังคงอยู่ และทำให้หัว ใจของท่านเป็นทุกข์มันหมายความว่าเขาถูกบาปล่อลวงเพราะว่าเขาไม่สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ของพระบัญญัติของพระเจ้า
ตอนแรกเปาโลคิดว่าพระเจ้าประทานธรรมบัญญัติให้เขาเพื่อให้เชื่อฟังเท่านั้นแต่หลังจากนั้นเขารู้ไม่ได้ว่าธรรมบัญญัติได้มีเพื่อให้เชื่อฟัง แต่เพื่อเปิดเผยบาปภายในหัวใจของมนุษย์เรา อยู่กับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าและทำให้ผู้ที่ไม่เชื่อถูกพิพากษาจากพระเจ้านี่คือสิ่งที่เปาโลคิดว่า
เขาถูกล่อลวงโดยบาปมาตั้งแต่เขาไม่ได้เข้าใจพระบัญญัติและธรรมบัญญัติอย่างถูกต้องผู้คนส่วน
ใหญ่ในปัจจุบันก็ถูกล่อลวงในวิธีเดียวกัน
เราต้องตระหนักถึงเหตุผลที่พระเจ้าประทานธรรมบัญญัติและพระบัญญัติว่าไม่ได้ให้เรา เชื่อฟังแต่เพื่อให้เราตระหนักถึงบาปของเราท้ายสุดเราก็เปิดเผยบาปตามธรรมชาติของเราออกมา
ดังนั้นผู้มีบาปทราบผ่านธรรมบัญญัติว่าแม้ว่าธรรมบัญญัตินั้นบริสุทธิ์เขาหรือเธอก็ไม่มีอำนาจหรือพลังที่จะอยู่ในชีวิตที่บริสุทธิ์ได้เขาหรือเธอก็เป็นผู้มีบาปที่ไม่มีทางเลือกต้องถูกส่งลง
นรกโดยธรรมบัญญัติแต่ผู้มีบาปที่ไม่เชื่อในคำสอนของพระวิญญาณก็ยังคิดว่าพระเจ้าประทาน ธรรมบัญญัติมาให้พวกเขาเชื่อฟังเท่านั้น พวกเขาพยายามเชื่อฟังธรรมบัญญัติอยู่ต่อไป แต่พวก เขาก็หลอกตัวเองและถูกทำลายในท้ายที่สุด
ผู้ที่ไม่ได้เกิดใหม่โดยการรู้จักความชอบธรรมของพระเจ้าได้ทำบาปจากนั้นก็พยายามขอ
ยกความผิดบาปโดยการสวดมนต์สำนึกผิดซึ่งในท้ายที่สุดพวกเขาก็ทราบว่าเป็นความเข้าใจวัตถุ
ประสงค์ของธรรมบัญญัติของพระเจ้าผิดและหลอกตัวเองบาปถือเอาพระบัญญัติเป็นช่องในการ
ล่อลวงพวกเขา ธรรมบัญญัติคือสิ่งบริสุทธิ์แต่บาปได้นำพวกเขาไปสู่ความตาย
เปาโลกล่าวว่า “เหตุฉะนั้นธรรมบัญญัติจึงเป็นสิ่งบริสุทธิ์ และข้อบัญญัติก็บริสุทธิ์ยุติ ธรรมและดีงามถ้าฉะนั้นสิ่งที่ดีกลับทำให้ข้าพเจ้าต้องตายหรือ? หามิได้ บาปต่างหาก คือบาปซึ่ง อาศัยสิ่งดีนั้นทำให้ข้าพเจ้าต้องตาย เพราะจะได้ปรากฏว่าบาปนั้นเป็นบาปจริง และโดยอาศัย ธรรมบัญญัตินั้นบาปก็ปรากฏว่าชั่วร้ายยิ่งนัก” (โรม 7:12–13) ผู้ที่เข้าใจความจริงนี้ตระหนักถึง ความต้องการของพวกเขาเพื่อความชอบธรรมของพระเจ้าและดังนั้นการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณก็เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าเช่นเดียวกันเราลองนำบาปให้พ้นไปจาก
เราและเข้าถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าโดยเชื่อในความชอบธรรมของพระองค์ผมปรารถนาให้ทุกๆท่านได้รับพรจากคำสอนตามพระคัมภีร์นี้
 
 
เนื้อหนังและจิตใจของเปาโลเป็นเช่นใด ?
 
เปาโลจึงเต็มไปด้วยพระวิญญาณและมีความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตามเข้าได้พูดถึงเนื้อหนังของเขาตามนี้“เรารู้ว่าธรรมบัญญญัตินั้นมาโดยฝ่ายพระวิญ
ญาณแต่ว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ถูกขายไว้ให้อยู่ใต้บาป ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น เหตุ ฉะนั้น ถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ ข้าพเจ้ายอมรับว่าธรรมบัญญัตินั้นดี ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ” (โรม 7:14–17) เขากล่าวว่า เขาทำบาปเพราะว่าเขามีความต้องการตามธรรมชาติ ตั้งแต่ที่เป็นเช่นนี้ เขาเห็นตัวเขาเองที่ค้นพบ ความปรารถนาของเนื้อหนังแม้ว่าเขาต้องทำความดี
เปาโลตะหนักว่า“เพราะว่าส่วนลึกในหัวใจของข้าพเจ้านั้นข้าพเจ้าชื่นชมในธรรมบัญญัติ
ของพระเจ้าแต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้าซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของ
ข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บัญญัติกฎแห่งบาปซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า” (โรม 7:22–23) นี่คือเหตุผลที่เขาคร่ำครวญในเนื้อหนังแล้วร้องออกมาอย่างดังว่า “โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพช อะไรเช่นนี้” (โรม 7:24) แม้ว่าหลังจากที่เปาโลได้เกิดใหม่แล้ว เขาก็ยังคงเป็นทุกข์อยู่ เพราะความชั่วร้ายแสดงออกมาภายในตัวเขาแม้เขาต้องการจะทำความดีก็ตามเมื่อเปาโลกล่าวว่า
ความชั่วร้ายได้แสดงออกมาภายในตัวเขาเขาก็อ้างไปถึงเนื้อหนังของเขาเขาเห็นกฎอีกอย่างหนึ่ง
อยู่ภายในกายของเขาซึ่งต่อสู้กับกฎของพระวิญญาณแต่ทำให้เขาพลาดไปสู่เนื้อหนังของเขาและนำเขาไปทำบาป เขายอมรับอย่างเดียวว่าเขาไม่มีทางเลือกแต่ตกอยู่ใต้อำนาจเพื่อการพิพากษา เหมือนกับที่เนื้อหนังของเขาควบคุมตัวของเขาเองทำให้ทำบาปเพราะว่าเปาโลก็มีเนื้อหนังเช่น
เดียวกัน เขาจึงคร่ำครวญเหนือบาปของเขา ที่เกิดขึ้นมาจากเนื้อหนังของเขา
นี่คือเหตุผลที่เปาโลร้องออกมาว่า “โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้” แต่เขาก็ ขอบคุณพระเยซูคริสต์ที่ทรงทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าสมบูรณ์ นี่เป็นเพราะว่าเขาเชื่อว่า พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ทรงรับบัพติสมาและถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อยกความผิดบาปทั้งหมด
ของมนุษยชาติขอขอบคุณพระเจ้าอย่างจริงใจในการมีความศรัทธาที่ได้รวมเขาเข้ากับบัพติสมา
และพระโลหิตของพระเยซู
เปาโลทราบว่าตอนที่ยอห์นประทานบัพติสมาแก่พระเยซูบาปทั้งหมดในโลกนี้ถูกส่งผ่าน
ไปยังพระเยซูครั้งหนึ่งและทั้งหมดเขาก็ทราบเช่นกันว่าเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เราก็ตายเพื่อบาปเช่นเดียวกันดังนั้นเราจะต้องมีความศรัทธาเป็นหนึ่งเดียวกับความจริงของน้ำและพระวิญญาณ หัวใจของท่านเป็นหนึ่งเดียวกับบัพติสมาและพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ไหม? หรืออีกนัยหนึ่งท่านได้รวมหัวใจของท่านให้เป็นหนึ่งเดียวกับคำสอนของน้ำและพระวิญญาณที่ทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าสมบูรณ์ไหม?เราต้องมีความศรัทธาของตัวเราเองรวมในบัพติสมาที่พระเยซูทรงรับจากยอห์นและพระโลหิตที่พระองค์ปะพรมบนไม้กางเขนมันจำเป็นมากสำ
หรับเราในการมีความศรัทธาเดียวกันเพราะคำสอนของน้ำและพระวิญญาณก็รวมเป็นหนึ่งเดียว
กับความชอบธรรมของพระเจ้า
โรมบทที่ 6:3 กล่าวว่า “เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติสมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติส มานั้นเข้าในความตายของพระองค์”หมายความว่าการเชื่อในบัพติสมาของพระเยซูทำให้เราได้รับบัพติสมาพร้อมๆกับพระองค์ด้วยเช่นกันและก็หมายความว่าเราได้เข้ารวมกับความตายของพระ
เจ้าของเรา การที่เรารับบัพติสมาผ่านความศรัทธาของเรา เราก็ได้รับบัพติสมา จิตวิญญาณ ของเราเข้าในความตายของพระองค์การเข้ากับพระเยซูคือการรวมกับบัพติสมาของพระองค์ และ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์
เราจะต้องเชื่อและเป็นหนึ่งเดียวกับบัพติสมาของพระเยซูและการสิ้นพระชนม์บนไม้กาง
เขนของพระองค์ที่ได้ทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าสมบูรณ์หากท่านยังไม่ได้เชื่อในคำสอน
ของน้ำและพระวิญญาณที่บรรจุความชอบธรรมของพระเจ้าท่านก็ยังไม่ได้รวมกับบัพติสมาและ
การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูและในคำสอนนี้ก็ได้เปิดเผยความชอบธรรมของพระ
เจ้าออกมา
หากหัวใจของเราไม่รวมกับบัพติสมาและการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซู
ความศรัทธาของเราก็เป็นเพียงทฤษฎีซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะรวมตัวท่านกับบัพติสมาและพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระเยซูนี่คือวิธีที่เราควรจะเชื่อความศรัทธาที่เป็นเพียงทฤษฎีนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลยเช่นบ้านที่ดีคืออะไรถ้าไม่ใช่บ้านของท่าน?การสร้างความชอบธรรมของ
พระเจ้าเราต้องทราบวัตถุประสงค์ของบัพติสมาของพระเยซูว่าเพื่อล้างบาปของเราออกและทราบวัตถุประสงค์ของการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนว่าเพื่อเนื้อหนังของเราความชอบธรรมของพระ
เจ้าที่ได้ผ่านความชอบธรรมของเรา ที่ถูกทำให้สมบูรณ์โดยพระเยซู เราจะต้องชำระบาปหนึ่งครั้ง และเพื่อทั้งหมดและเดินในชีวิตใหม่
ดังนั้นเมื่อท่านมีความศรัทธาในบัพติสมาและพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระเยซูแล้ว
ความชอบธรรมของพระเจ้าจะเป็นของท่านอย่างแท้จริงเราต้องรวมบัพติสมาและการสิ้นพระ
ชนม์บนไม้กางเขนของพระองค์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ความศรัทธาของ พวกเราก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย
“โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้ ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกาย ซึ่งเป็น ของความตายนี้?” (โรม 7:24) นี่ไม่ใช่การคร่ำครวญของเปาโลเท่านั้น แต่เป็นของท่านและผม และของผู้ที่แยกกับพระคริสต์อยู่เช่นกันผู้นำเราไปจากความทุกข์คือพระเยซูเราทำได้เพียงเชื่อในพระองค์ผู้ทรงรับบัพติสมา ทรงถูกทรมาน และทรงฟื้นคืนพระชนม์เพื่อพวกเรา
เปาโลกล่าวว่า“ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า
ของเรา”นี้แสดงว่าเปาโลรวมตัวเขาเองกับพระเยซูเราต้องเชื่อว่าถ้ามีความศรัทธาว่าพระเยซูจะ
ช่วยเราจากบาปของพวกเราผ่านบัพติสมาและพระโลหิตเราจะได้รับการยกความผิดบาปและชีวิตนิรันดร์บาปของท่านจะไปสู่พระเยซูตอนที่ท่านเชื่อในบัติสมาของพระองค์ ด้วยหัวใจ ท่านจะ ต้องตายและฟื้นคืนชีพพร้อมกับพระองค์หลังจากที่ได้มีความศรัทธาในการสิ้นพระชนม์บนไม้
กางเขนของพระองค์
พระเยซูทรงเริ่มงานของท่านบนโลกนี้ ตอนที่ท่านมีพระชันษา 30 ปี สิ่งแรกที่พระองค์ ทรงทำคือล้างบาปของพวกเราออกโดยการรับบัพติสมา ทำไมพระองค์ทรงรับบัพติสมา? เพื่อที่ พระองค์จะทรงแบกรับบาปทั้งหมดของมนุษยชาติไปนั่นเองดังนั้นเมื่อเรารวมหัวใจของเราเข้ากับความชอบธรรมของพระเจ้าที่ถูกแบกไปโดยพระเยซูบาปทั้งหมดของเราจึงถูกผ่านไปยังพระเยซู
ทางบัพติสมาของพระองค์อย่างแท้จริงบาปทั้งหมดของเราจึงผ่านไปที่พระเยซูและได้รับการชำระล้างครั้งหนึ่งและเพื่อทั้งหมด
พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้จริงๆ และทรงรับบัพติสมาเพื่อแบกรับบาปทั้งหมดของพวกเรา และทรงสิ้นพระชนม์เพื่อจ่ายค่าจ้างแห่งบาปพระเยซูทรงตรัสกับยอห์นก่อนที่พระองค์จะทรงรับบัพติสมาว่า“บัดนี้จงยอมเถิดเพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งที่ชอบธรรมทุกประการ” (มัทธิว 3:15) “สิ่งที่ชอบธรรมทุกประการ” อ้างถึง การรับบัพติสมาของพระเยซูที่ได้ล้างบาป ทั้งหมดของมนุษยชาติผู้ที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องตกนรกและเพื่อการสิ้นพระชนม์และการฟื้น
คืนพระชนม์ของพระองค์เช่นกัน อะไรคือความชอบธรรมของพระเจ้า? ตามสัญญาของพระเจ้าใน พันธสัญญาฉบับเก่าบัพติสมาและการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูที่ได้ช่วยผู้มีบาปทั้งหมดก็คือความชอบธรรมของพระองค์ เหตุผลที่พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ในร่างของมนุษย์ และ ทรงรับบัพติสมาเพื่อนำบาปทั้งหมดของมนุษยชาติไปและล้างมันออกให้หมด
ทำไมยอห์นจึงให้บัพติสมากับพระเยซู?เพื่อทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าสมบูรณ์โดยการนำบาปทั้งหมดของมนุษยชาติไปเราผู้ที่ได้รับบัพติสมาก็ได้รับบัพติสมาไปสู่การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ด้วยเช่นกัน และตอนนี้ก็เดินไปสู่ชีวิตใหม่ เมื่อพระองค์ทรงลุกขึ้นมาจากความตาย การมีความศรัทธาในความชอบธรรมของพระเจ้าคือการเชื่อและรวมหัวใจของพวกเรากับบัพติส
มาของพระเยซู การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและการฟื้นคืนชีพของพระองค์ มันสำคัญ สำหรับเรามากในการเชื่อว่าพระเยซูทรงนำบาปทั้งหมดของเราไปยังพระองค์เองตอนที่พระองค์
รับบัพติสมา พวกเราถูกฝังพร้อมกับพระองค์ตอนที่พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพราะ เราได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ผ่านบัพติสมาของพระองค์มันยากลำบากสำหรับพวกเราใน
การรวมหัวใจของเราเข้ากับพระเยซูโดยการเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าแม้ว่าหลังจากที่นำบาปทั้งหมดของเรา
ไปแล้วก็ตามเราสามารถของพระคุณแก่พระเจ้าได้เพราะเราได้ตายไปพร้อมกับพระคริสต์ ตอนที่พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้วทรงนำบาปทั้งหมดของพวกเราไปผ่านบัพติสมา
ของพระองค์
การรวมพระเยซูเข้ากับความศรัทธาคือสิ่งที่จำเป็นแม้จะได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าผ่านการชำระบาปแล้วก็ตามหลังจากได้รับของขวัญของการชำระบาปความศรัทธาของเราก็เสื่อมลงด้วยเช่นกันแต่ถ้าเรารวมหัวใจของพวกเราเข้ากับความชอบธรรมของพระเจ้าหัวใจของเราก็อยู่กับพระเจ้า แต่หากเราไม่ทำเช่นนั้นเราก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือและไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์ ถ้าเราไม่รวมกับพระเจ้าและเป็นแค่ผู้เฝ้าดูพระองค์เหมือนกับเราเฝ้าชื่นชมเพื่อนบ้านของเราแล้ว
เราก็จะไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์และก็จะถูกแยกไปจากพระองค์ดังนั้นเราจะต้องรวมกับโลกของ
พระเจ้าใบนี้ พร้อมกับความชอบธรรมของพระเจ้าในความศรัทธา
 
 
ถ้าเรามีความศรัทธาในการรวมเข้ากับบัพติสมาของพระเยซูและการสิ้นพระชนม์ บนไม้กางเขนของพระองค์เราก็จะเป็นชาวคริสเตียนที่รวมเข้ากับพระเยซูได้
 
การเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าคือการรวมเข้ากับพระเยซูและมีความศรัทธาความ
ชอบธรรมของพระองค์พวกเราทุกๆคนจะต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระ
เจ้านี่คือวิธีที่เราควรจะดำรงชีวิตอยู่ถ้าพวกเราไม่รวมเข้ากับความชอบธรรมของพระเจ้าเราก็จะ
กลายเป็นทาสของเนื้อหนังและความตายของเราแต่ในชั่วขณะหนึ่งที่เรารวมตัวของพวกเราเองเข้ากับความชอบธรรมของพระเจ้าเราจะได้รับการยกความผิดบาปทั้งหมดของเราเพียงแค่หากเรารวมหัวใจของเราเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้า เราก็จะเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ภารกิจ ทั้งหมดของพระเจ้าและพลังก็จะเกี่ยวข้องกับเราอย่างไรก็ตามหากเราไม่รวมเข้ากับพระองค์เราจะไม่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของพระองค์
พวกเรามีความอ่อนแอในเนื้อหนังเหมือนกับที่เปาโลเคยเป็นดังนั้นเราจะต้องรวมหัวใจ
ของเราเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้าเราจะต้องรวมและเชื่อว่าพระเยซูทรงรับบัพ
ติสมาจากยอห์นและถูกทรมาณเพื่อช่วยพวกเราให้รอดจากบาปทั้งหมดของเรานี่คือแบบของความศรัทธาที่พระเจ้าทรงอวยพระพรเพื่อร่างกายและจิตวิญญาณของพวกเราถ้าเราเชื่อในความพยายามของพระเยซู พร้อมกับหัวใจที่รวมเป็นหนึ่งเดียว กับความศรัทธา พรจากสวรรค์ตามความ ศรัทธาทั้งหมดก็จะเป็นของพวกเรา นี่คือเหตุผลที่เราจะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์
อีกนัยหนึ่ง ถ้าเราไม่รวมหัวใจของเราให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้า เราจะไม่ได้รับการช่วยให้รอดคริสเตียนผู้ที่ไม่ได้รวมหัวใจของพวกเขาให้เป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้าโดยรักทางโลกีย์วิสัยมากกว่าสิ่งอื่นใดก็จะไม่ต่างจากผู้ที่ไม่เชื่อในโลกนี้เลย พวกเขาก็จะตระหนักถึงคุณค่าของความชอบธรรมของพระเจ้าเพียงเมื่อพวกเขาครอบครองตัวเอง
เท่านั้นการที่พวกเขารักการดำรงชีวิตทางวัตถุของตัวเองมากก็ไม่มีคุณค่าหรือพลังที่จะควบคุม
เหนือการดำรงชีวิตได้เพียงแค่ความชอบธรรมของพระเจ้าสามารถยกความผิดบาปให้กับพวกเรา
ได้รวมถึงการมีชีวิตนิรันดร์และรับพรจากพระเจ้าวัตถุจึงไม่มีคุณค่ากับการดำรงชีวิตของเราเราจะต้องทราบว่าถ้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้าเราก็เป็นเช่นเดียวกับเพื่อนบ้าน
ของเราจะมีชีวิตอยู่
หัวใจของพวกเราจะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้าเราจะต้องอยู่
ด้วยความศรัทธาและรวมหัวใจของพวกเราให้เข้ากับพระคริสต์ความศรัทธาที่รวมเข้ากับความ
ชอบธรรมของพระเจ้าคือสิ่งสวยงาม ท้ายที่สุดเปาโลกล่าวไว้ในบทที่ 7 ว่า เราจะต้องอยู่ด้วยจิต วิญญาณในสหภาพพร้อมกับพระเยซู
ท่านเคยเห็นใครที่เป็นผู้รับใช้พระเจ้าโดยปราศจากหัวใจที่รวมกับความชอบธรรมของ
พระองค์บ้าง? ไม่มีเลย! ท่านเคยเห็นใครที่รู้จักคำสอนของน้ำและพระวิญญาณ ที่เป็นสภาพที่ จำเป็นสำหรับการยกความผิดบาปโดยปราศจากการรวมเข้ากับความชอบธรรมของพระเจ้าไหม? ไม่มีใครเลยเรารู้จักพระคัมภีร์ไบเบิลมากน้อยเพียงใดความศรัทธาของเราจะไร้ประโยชนถ้าเราไม่รวมเข้ากับความชอบธรรมของพระเจ้าและเชื่อว่าโดยการเชื่อในบัพติสมาของพระเยซูและพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระองค์ เราสามารถนำบาปทั้งหมดออกให้พ้นจากเราไป
แม้ถ้าครั้งหนึ่งเราได้รับการยกความผิดบาปและไปโบสถ์ถ้าเราไม่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับ
ความชอบธรรมของพระเจ้า เราก็เป็นผู้มีบาปที่ไม่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับแผนการของพระเจ้า แม้ว่า  เราจะบอกว่าเราเชื่อในพระเจ้าเราจะถูกแยกออกจากพระองค์ถ้าเราไม่ร่วมกับความชอบ
ธรรมของพระเจ้าเราจะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้า ถ้าเราอยู่ในพระเยซู พระองค์จะช่วยปลอบประโลมและนำเรา
ท่านได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าและการยกความผิดบาปทั้งหมดโดยการเชื่อในคำ
สอนของน้ำและพระวิญญาณไหม?ท่านได้เชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้าด้วยใจของท่านในขณะที่เนื้อหนังของท่านรับใช้กฎของบาปอยู่ทุกๆวัน เหมือนกับที่ท่านเปาโลทำไหม? เราจะต้อง ร่วมกับความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราไม่รวมตัวของเราให้เป็น
หนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้า? เราจะถูกทำลาย
การเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าหมายความว่าการร่วมเข้ากับโบสถ์และรับใช้พระ
เจ้าพวกเราอยู่ต่อไปได้โดยความศรัทธาเมื่อพวกเรารวมเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระ
เจ้า ทุกวัน ผู้ที่ได้รับยกความผิดบาป ของพวกเขา โดยการเชื่อในความชอบธรรมของพระองค์ จะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโบสถ์ของพระเจ้าทุกๆวันแต่เนื้อหนังต้องการที่จะรับใช้กฎของบาป
อยู่ตลอดเวลา เราสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าได้ถ้าเราไตร่ตรองและเน้นไปที่ ความชอบ ธรรมของพระเจ้า
เราผู้ที่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าควรจะรวมเข้ากับโบสถ์และรับใช้พระเจ้าเป็น
ประจำเราต้องจดจำความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาเราจะต้องคิดเกี่ยวกับการรวมเป็น
หนึ่งเดียวกับโบสถ์ของพระ คริสต์ทุกวัน เราจะต้องไตร่ตรองบนพื้นฐานของความจริง ที่ว่า พระเยซูทรงรับบัพติสมาเพื่ออดทนต่อบาปทั้งหมดของพวกเราแทนตอนที่พวกเราร่วมกับความ
ศรัทธาและความชอบธรรมของพระเจ้านี้ เราจะมีอิสระและท่านจะเป็นคนใหม่ และได้รับพร และพลังจากพระเจ้า
ท่านจะพบกับการรวมตัวของท่านกับความชอบธรรมของพระเจ้าแล้วท่านจะพบกับพลัง
ใหม่ๆรวมเป็นหนึ่งเดียวกับบัพติสมาของพระเยซูในความชอบธรรมของพระเจ้าตอนนี้บาปทั้ง
หมดของท่านจะถูกกำจัดออกไปรวมหัวใจของท่านให้เป็นหนึ่งเดียวกับการสิ้นพระชนม์บนไม้
การเขนของพระคริสต์ท่านจะต้องตายพร้อมกับพระองค์เช่นกันรวมเป็นหนึ่งเดียวกับการฟื้นคืน
ชีพของพระองค์ท่านก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งเช่นกันสรุปแล้วก็คือเมื่อท่านรวมเป็นหนึ่งเดียว
กับพระคริสต์ ในหัวใจของท่าน ท่านจะตายและฟื้นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระคริสต์
อะไรจะเกิดขึ้นหากท่านไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์? เราจะสับสนและถามว่า “ทำไมพระเยซูทรงรับบัพติสมา? ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวของพันธสัญญาฉบับเก่าและใหม่ คือรูปแบบของการกล่าวถึง ‘การวางมือ’ และ การกล่าวถึงบัพติสมาใช่หรือไม่?” ความรู้ที่เป็น ความศรัทธานามธรรมหรือรูปธรรมไม่ใช่ความศรัทธาที่แท้จริงและก็นำผู้ที่เชื่อไปตามแนวทาง
ของพระเจ้า
ผู้ที่เชื่อในการกระทำเช่นนี้ก็เหมือนกับนักเรียนที่ยอมรับความรู้เพียงแค่ความรู้จากครูของตัวเองเท่านั้นถ้านักเรียนคนนั้นเคารพครูของเขาจริงๆเขาก็ศึกษาจากลักษณะประเสร็ฐของความ
เป็นผู้นำและบุคคลิกที่ดีของตัวเขาเอง เราจะไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้า เพียงแค่เป็นอีก ส่วนหนึ่งของความรู้แต่ควรจะศึกษาบุคลิกที่ดีของตัวเขาเองเราจะไม่ยอมรับพระวจนะของพระ
เจ้า เพียงแค่เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ แต่ควรจะศึกษาบุคลิกของพระเจ้า ความรักของพระองค์ ความเมตตาและการพิพากษาของพระองค์พร้อมกับหัวใจของพวกเราเราควรจะจำกัดความคิดของการพยายามศึกษาพระวจนะของพระเจ้เพียงแค่เป็นความรู้เท่านั้นเองแต่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับ
ความชอบธรรมของพระองค์การรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้านำผู้ที่เชื่อให้ได้รับชีวิตที่แท้จริงการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู! รวมเป็นหนึ่งเดียวกับความศรัทธาคือความ
ศรัทธาที่แท้จริงความศรัทธาแต่เพียงทฤษฎีและความรู้ที่ถูกกำหนดไว้ไม่ได้รวมความศรัทธานั้น
เป็นหนึ่งเดียวแต่เป็นสิ่งที่ไม่ฉลาดเลย
“ความเมตตาของพระเจ้า”ก็เหมือนกับบทเพลงที่ได้ร้องว่า“มหาสมุทรคือที่เกี่ยวกับพระเจ้า ไม่มีที่สิ้นสุดและลึกเกินที่จะหยั่งได้”เมื่อหัวใจของเรารวมเข้ากับความชอบธรรมของพระเจ้ามันก็จะสงบเหมือนมหาสมุทรที่ลึกเกินจะหยั่งได้เหมือนกับความเมตตาของพระเจ้าที่พระองค์ประ
ทานความชอบธรรมของพระองค์มาให้เราแต่ความศรัทธาที่เป็นเพียงทฤษฎีและความรู้ที่ไม่ได้
รวมกับพระเจ้าเหมือนกับเป็นน้ำตื้นนั่นเอง ถ้าทะเลตื้นมันก็จะเป็นฟองง่ายขึ้น คลื่นสีฟ้าที่วิเศษ ของน้ำในมหาสมุทรนั้นมันลึกมากจนยากจะบรรยายแต่น้ำตื้นเมื่อคลื่นซัดมันจะแตกเป็นฟอง
ผสมปนเปกันไปหมดความศรัทธาของผู้ที่ไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับคลื่นน้ำตื้นนั่นเอง
หัวใจของผู้ที่รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระวจนะของพระเจ้านั้นลึกซึ้งอยู่ที่ศูนย์กลางรอบๆพระเยซู จะไม่เปลี่ยนแปลงและไม่สามารถสั่นสะเทือนได้ ไม่ว่าสถานการณ์ใดๆ หัวใจของผู้ที่ ไม่ได้ร่วมกับความชอบธรรมของพระเจ้านั้นสั่นคลอนได้ง่ายแม้กับปัญหาที่บอบบาง
เราจะต้องมีความศรัทธาที่รวมเข้ากับพระเยซู เราจะต้องร่วมกับพระวจนะของพระเจ้า เรา จะต้องไม่หวั่นไหวกับเรื่องเล็กน้อยผู้ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูจะได้รับบัพติสมากับพระเยซูคริสต์ตายพร้อมกับพระคริสต์และพื้นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมพระคริสต์เมื่อเราไม่ได้เป็นของโลกนี้อีกต่อไปแล้วเราจะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความของธรรมของพระเจ้าเพื่อให้พระองค์พอพระทัย
ให้เราเป็นทาสของความชอบธรรม
ถ้าเราได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้า เราจะได้รับความสงบ ความสุข และเต็มไปด้วยพลังเพราะเราจะได้รับพลังของพระเจ้าด้วยพลังและพรอันยิ่งไหญ่ที่พระองค์ทรง
สร้างให้กับพวกเราเราก็จะมีพร้อมด้วยพลังอันประเสร็ฐนั้นถ้าพวกเรารวมเข้ากับบัพติสมาของ
พระเยซู และการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระองค์ด้วยความศรัทธา พลังทั้งหมดของ พระองค์ก็เป็นจะของเรา
ในการรวมหัวใจของท่านให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูท่านก็จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโบสถ์ของพระเจ้าเช่นเดียวกันและผู้ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าก็จะรวมเป็นหนึ่งเดียวในซึ่งกันและ
กันและปฏิบัติภารกิจของพระเจ้าตามเพื่อนของพวกเขาและพัฒนาความศรัทธาของพวกเขาร่วม
กันในพระวจนะของพระเจ้า
ถ้าเราไม่รวมหัวใจของเรา  ให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์เราจะเสียทุกๆสิ่งแม้ว่าความ
ศรัทธาของพวกเราเล็กเท่ากับเมล็ดมัสตาดพระเจ้าทรงยกความผิดบาปทั้งหมดให้กับพวกเราครั้ง
หนึ่งและเพื่อทั้งหมดเราควรจะร่วมกับความจริงนี้ในทุกๆวันเพียงแค่รวมความศรัทธาของเราเป็นหนึ่งเดียวท่านจะอยู่และขอบคุณพระเจ้าผ่านพระเยซูคริสต์
เมื่อเรารวมเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้าเราก็จะพบกับพลังใหม่และหัวใจอันมั่นคงหัวใจของเราก็ปรับรวมเข้ากับพระวจนะของพระเจ้ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีความมุ่งมั่น
ในการตกลงใจรับใช้พระเจ้าโดยทำตามใจของเราเอง เมื่อพวกเรารวมเป็นหนึ่งเดียวกับบัพติสมา การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูความศรัทธาของพวกเราจะ
เติบโตและยืนหยัดอย่างหนักแน่นบนพระคัมภีร์
เราจะต้องรวมหัวใจของเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเพียงแค่ความศรัทธาที่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ความศรัทธาที่ถูกต้องในส่วนที่ไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์คือความศรัทธาที่ไม่ถูกต้อง
เราขอขอบคุณพระเจ้าสำหรับการที่ทรงอนุญาตให้เรารวมความศรัทธาของเราเป็นหนึ่ง
เดียวกับพระเยซู โดยการประทานบัพติสมาของ พระเยซู และพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระ องค์ให้กับเรา เราจะต้องรวมหัวใจเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ จากวันนี้จนถึงวันสุดท้าย เมื่อเรา จะได้พบพระองค์อีกครั้ง เรามารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์
เราต้องการรวมหัวใจของเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าเพราะพวกเราอ่อนแอเปาโลก็ได้
รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าเช่นกัน และถูกนำบาปาออกไป เขาจึงกลายเป็นคนรับใช้ของพระเจ้า ผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่พระเยซูประทานให้ เพราะว่าพวกเราอ่อนแอ เชื่อฟังกฎของพระเจ้าด้วยใจของพวกเราแต่เชื่อฟังกฎของบาปด้วยเนื้อหนังเราสามารถรวมเป็น
หนึ่งเดียวได้เพียงแค่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู
ตอนนี้ท่านเรียนรู้เกี่ยวกับความศรัทธาของการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับบัพติสมาของพระเยซูแล้วหรือยัง?นี่คือเวลาสำหรับท่านในการรวมความศรัทธาที่เชื่อในบัพติสมาและพระโลหิตของ
พระเยซูท่านที่มีความศรัทธาที่ไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับความชอบธรรมของพระเจ้าจึงเกิดความล้มเหลวในความศรัทธา ในการไถ่บาป และในการดำรงชีวิตของตัวท่านเอง
ดังนั้นความชอบธรรมของพระเจ้า จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปลดปล่อยของท่าน การ รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าคือพรที่นำพวกเราทั้งหมดไปยกความผิดบาปของพระเจ้าโดยการ
รวมตัวของท่านเองและการเชื่อในความชอบธรรมของพระองค์ความชอบธรรมของพระเจ้าจะ
กลายเป็นของท่าน และพระเจ้าจะอวยพระพรให้อยู่กับท่านตลอดไป
 
 
ขอบคุณพระเจ้าเพื่อพระเยซูคริสต์!
 
เปาโลกล่าวว่าเขาขอบคุณพระเจ้าผ่านพระเยซูคริสต์เขาขอบคุณสำหรับความชอบธรรม
ของพระเจ้าที่ได้รับจากความศรัทธาผ่านพระเยซูแม้ว่าหลังจากที่เขาเชื่อในความชอบธรรมของ
พระเจ้าแล้วเขาเชื่อฟังกฎของพระเจ้าด้วยใจของเขาและเชื่อฟังกฎของบาปด้วยเนื้อหนังของเขา แต่หลังจากที่เขาเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าด้วยหัวใจของเขาทั้งหมดหัวใจของเขาก็ไม่มี
บาป
เปาโลสารภาพว่าเขาถูกประฌามโดยกฎของพระเยซูคริสต์และถูกช่วยให้รอดจากบาปผ่านความศรัทธาเพราะความชอบธรรมของพระเจ้าเขากล่าวว่าผู้ที่ได้เผชิญกับความโกรธเคืองของพระเจ้าและการลงโทษของธรรมบัญญญัติของพระองค์ยังทำผลของการไถ่บาปได้โดยเชื่อในความ
ชอบธรรมของพระเจ้า ในหัวใจของการเกิดใหม่ได้ปรารถนาในพระ วิญญาณบริสุทธิ์เช่นเดียว กับความปรารถนาของเนื้อหนัง แต่ผู้ที่ไม่ได้เกิดใหม่มีเพียงกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง ดังนั้นผู้มี บาปปรารถนาเพียงแค่บาปและอะไรที่มากไปกว่านั้น เมื่อผ่านสันชาติญาณธรรมชาติของพวกเขา พวกเขาพยายามปรับแต่งบาปก่อนพวกเขาเองก่อนสายตาของผู้อื่น
ผู้ช่วยบาทหลวงและหัวหน้าบาทหลวงที่ยังไม่เคยเกิดใหม่มักจะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยากจะ
อยู่อย่างบริสุทธิ์แต่ไม่รู้ว่าทำไม่มันช่างยากจริงๆ”เราต้องพิจารณาว่าทำไม่พวกเขาไม่สามารถดำรงชีวิตในทางนี้ได้เพราะว่าพวกเขาเป็นผู้มีบาปผู้ที่ยังไม่เคยได้รับการไถ่บาปโดยการเชื่อในความ
ชอบธรรมของพระเจ้าในหัวใจของเขาคือบาปเพราะความไม่ได้พบความชอบธรรมของพระเจ้า
ในตัวของเขาเองแต่ในหัวใจของการเกิดใหม่มีทั้งความชอบธรรมของพระเจ้าและพระวิญญาณ
บริสุทธิ์แต่ไม่มีบาป
เมื่อเปาโลมีบาปในหัวใจของเขาเขากล่าวอย่างคร่ำครวญว่า“ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าโดย
ทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราฉะนั้นทางด้านจิตใจของข้าพเจ้านั้นข้าพเจ้าเชื่อฟังกฎ
ของพระเข้า แต่ด้านฝ่ายเนื้อหนังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสของกฎแห่งบาป” (โรม 7:25) หมายความว่าเขาได้รับการไถ่บาปทั้งหมดของเขาโดยเชื่อในพระเยซุคริสต์ผู้ที่ทำให้ความชอบ
ธรรมของพระเจ้าสมบูรณ์
สิ่งที่เปาโลพยายามกล่าวในบทที่ 7 คือก่อนที่เขายังไม่ได้เกิดใหม่เขาไม่ทราบถึงบท บาทของธรรมบัญญัติแต่เขากล่าวว่าผู้ที่นำเขาออกจากความน่าสมเพชของบาปคือพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าสำเร็จผู้ใดก็ตามที่เชื่อว่าพระเยซูทรงทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าสมบูรณ์ได้ทรงนำบาปของเราออกไปให้พวกเรารอดจากบาป
ผู้ที่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้ารับใช้กฎของพระเจ้าด้วยจิตใจแต่รับใช้กฎของบาปด้วยเนื้อหนังเนื้อหนังของพวกเขายังคงเอียงไปทางบาปเพราะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยส่วนผู้ที่ที่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าจะเป็นไปตามความชอบธรรมของพระเจ้าผู้ที่ยังไม่ไดัรับยก
ความผิดบาปจะถูกนำโดยจิตใจและเนื้อหนังเพื่อทำบาปเพียงอย่างเดียวเพราะได้พบบาปในพื้น
ฐานของหัวใจของพวกเขาแต่ผู้ที่รู้จักและเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าปฏิบัติตามความชอบธรรมของพระองค์
เราขอขอบพระคุณพระเจ้าผ่านพระเยซูคริสต์ที่ทรงทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าสม
บูรณ์ทั้งหมดขอขอบคุณพระเจ้าที่ทรงประทานความชอบธรรมของพระองค์และทรงนำพวกเรา
ให้เชื่อในความชอบธรรมของพระองค์นั้น