דרשות

เรื่องที่ 10: วิวรณ์ (ข้อคิดเกี่ยวกับวิวรณ์)

[บทที่ 2-1] (วิวรณ์ 2:1-7) จดหมายถึงคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัส

(วิวรณ์ 2:1-7)
“จงเขียนถึงทูตสวรรค์แห่งคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสว่า `พระองค์ผู้ทรงถือดาวทั้งเจ็ดไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ และดำเนินอยู่ท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้นตรัสดังนี้ว่า เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า รู้ความเหนื่อยยากและความอดทนของเจ้า และรู้ว่าเจ้าไม่สามารถทนต่อทุรชนได้ เจ้าได้ลองใจคนเหล่านั้นที่กล่าวว่าเขาเป็นอัครสาวก และหาได้เป็นไม่ และเจ้าก็เห็นว่าเขาเป็นคนมุสา เรารู้ว่าพวกเจ้าได้ทนและมีความเพียร และเหนื่อยยากเพราะเห็นแก่นามของเรา และมิได้อ่อนระอาไป แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง คือว่าเจ้าละทิ้งความรักดั้งเดิมของเจ้า เหตุฉะนั้น จงระลึกถึงสภาพเดิมที่เจ้าได้หล่นจากมาแล้วนั้น จงกลับใจเสียใหม่ และประพฤติตามอย่างเดิม มิฉะนั้นเราจะรีบมาหาเจ้า และจะยกคันประทีปของเจ้าออกจากที่ เว้นไว้แต่เจ้าจะกลับใจใหม่ แต่ว่าพวกเจ้ายังมีความดีอยู่บ้าง คือว่าเจ้าเกลียดชังกิจการของพวกนิโคเลาส์นิยมที่เราเองก็เกลียดชังเช่นกัน ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณ ตรัสไว้แก่คริสตจักรทั้งหลาย ผู้ใดมีชัยชนะ เราจะให้ผู้นั้นกินผลจากต้นไม้แห่งชีวิต ที่อยู่ในท่ามกลางอุทยานสวรรค์ของพระเจ้า”
 
 
คำอธิบาย
 
วรรคที่ 1: “จงเขียนถึงทูตสวรรค์แห่งคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสว่า `พระองค์ผู้ทรงถือดาวทั้งเจ็ดไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ และดำเนินอยู่ท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้นตรัสดังนี้ว่า”
คริสตจักรที่เมืองเอเฟซัส เป็นคริสตจักรของพระเจ้าที่ตั้งขึ้นมาโดยความเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่เปาโลได้ประกาศเอาไว้ “คันประทีปทองคำทั้งเจ็ด” ในข้อความนี้ได้อ้างถึงคริสตจักรของพระเจ้า ที่เป็นการรวมกันของเหล่าผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และ
“ดาวทั้งเจ็ด” ก็ได้อ้างถึงคนรับใช้ของพระเจ้าที่นั่น คำว่า “พระองค์ผู้ทรงถือดาวทั้งเจ็ดไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์” ก็หมายความว่าพระเจ้าทรงถือและทรงใช้ประโยชน์จากคนรับใช้ของพระองค์
เราจะต้องตระหนักในสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสกับคริสตจักรทั้งเจ็ดในแคว้นเอเชียผ่านยอห์น คนรับใช้ของพระองค์ที่ได้มีพระดำรัสถึงคริสตจักรทั้งหมดของพระองค์ในช่วงเวลานั้น ซึ่งเวลานี้ใกล้เข้า ถึงจุดสุดท้ายแล้ว พระเจ้าทรงตรัสกับเราและบอกเราถึงวิธีที่จะเอาชนะการทดสอบและความยากลำบากทั้งหลายที่กำลังรอเราอยู่ผ่านคริสตจักรและคนรับใช้ของพระองค์ เราจะต้องเอาชนะซาตานโดยการฟัง และเชื่อในพระวจนะของวิวรณ์ พระเจ้าทรงบอกกับทุกคนในคริสตจักรของพระองค์
 
วรรคที่ 2 “เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า รู้ความเหนื่อยยากและความอดทนของเจ้า และรู้ว่าเจ้าไม่สามารถทนต่อทุรชนได้ เจ้าได้ลองใจคนเหล่านั้นที่กล่าวว่าเขาเป็นอัครสาวก และหาได้เป็นไม่ และเจ้าก็เห็นว่าเขาเป็นคนมุสา”
พระผู้เป็นเจ้าทรงแนะนำคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัส ให้รู้จักแนวการกระทำของตน, รู้ความเหนื่อยยาก, ความอดทน และรู้ว่าไม่สามารถทนต่อทุรชนได้ และได้ลองใจคนเหล่านั้นและได้เห็นว่าเขาเป็นคนมุสา ข้อความนี้เราจะพบว่าคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสนั้นมีความเชื่อและการอุทิศตนอย่างยิ่งใหญ่เพียงใด แต่เราจะต้องตระหนักโดยไม่คำนึงว่าจุดเริ่มต้นของความเชื่อเป็นเช่นไร หากว่าความเชื่อได้หลงทางหรือไร้ประโยชน์ในเวลาต่อมา ความเชื่อของเราจะต้องเป็นความเชื่อที่ถูกต้องที่เริ่มต้นและสิ้นสุดเหมือนกันอย่างแน่นอน
แต่ความเชื่อของคนรับใช้ของคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสไม่เป็นเช่นนั้น และเพื่อสิ่งนี้พระเจ้าทรงตำหนิตักและเตือนอย่างเกรี้ยวกราด ว่าพระองค์จะทรงยกคันประทีปออกไปจากที่ ตามประวัติศาสตร์ของคริสตจักรที่ได้เปิดเผย คริสตจักรทั้งเจ็ดในแคว้นเอเชีย ไมเนอร์นั้นเคราะห์ร้ายอย่างแท้จริงที่ต้องยกคันประทีปของพวกเขา เราจะต้องเรียนรู้จากบทเรียนของคริสตจักรเอเฟซัสและจดจำว่าคริสตจักรของเรานั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากพระเจ้าว่าเป็นพื้นฐานมาจากความเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และเราต้องมาเป็นคนรับใช้ของพระเจ้าผู้รักษาคริสตจักรของเราโดยความเชื่อนี้
 
วรรคที่ 3 “เรารู้ว่าพวกเจ้าได้ทนและมีความเพียร และเหนื่อยยากเพราะเห็นแก่นามของเรา และมิได้อ่อนระอาไป”
พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงดูแลคริสตจักรทั้งหมดของพระองค์และทรงทราบดีว่าเหล่าวิสุทธิชนของพระองค์นั้นเหนื่อยยากเพื่อพระองค์เพียงใด แต่วิสุทธิชนของคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสนั้นได้ละทิ้งความเชื่อดั้งเดิมของตนและเริ่มต้นที่จะตกลงไปสู่ทางเดินผิดๆโดยค่อยๆเจือจางไปกับข่าวประเสริฐ ของน้ำและพระวิญญาณของผู้ที่เชื่อคนอื่นๆ
 
วรรคที่ 4 “แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้างคือว่าเจ้าละทิ้งความรักดั้งเดิมของเจ้า”
การกระทำของความเชื่อของเหล่าคนรับใช้และวิสุทธิชนของคริสตจักรในเมืองเอเฟซัสนั้นเคยดีมากตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเองทรงแนะนำไว้ว่าให้รู้จักแนวทางการกระทำ ความเหนื่อยยาก และความอดทนของคน พวกเขาได้ลองใจและเปิดเผยเหล่าสาวกที่ผิดๆ พวกเขาพยายามและอดทนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในพระนามของพระผู้เป็นเจ้า และพวกเขามิได้อ่อนระอาไป แต่ในท่ามกลางของแนวการกระทำที่น่ายกย่องอย่างสูงเหล่านี้ พวกเขาได้สูญเสียสิ่งสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด คือ พวกเขาละทิ้งความรักดั้งเดิมที่พระเยซู คริสต์ประทานให้
สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร? มันหมายความว่าพวกเขาเกิดความล้มเหลวในการรักษาข่าวประ เสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่ยอมให้พวกเขาถูกนำเอาความผิดบาปของตนออกไปครั้งเดียวและเพื่อทั้งหมดโดยการยอมรับของพวกเขาและความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า อีกนัยหนึ่ง การละทิ้งข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณหมายความว่าพวกเขายอมให้การสอนผิดๆและข่าวประเสริฐอื่นๆค่อยๆเข้ามาสู่คริสตจักรของพวกเขา
แล้วข่าวประเสริฐและการสอนอื่นๆคืออะไร? ก็คือปรัชญาของประสบการณ์ชีวิตและอุดม การณ์ทางมนุษยนิยม สิ่งเหล่านี้ยังคงต่อต้านความจริงของความรอดที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษยชาติ ซึ่งมันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเนื้อหนังของมนุษย์ หรือบางทีมันก็อาจจะนำไปสู่การรวมเป็นหนึ่งเดียวและสันติสุขในหมู่ผู้คนทั้งหลาย แต่พวกเขาไม่สามารถทำให้หัวใจของผู้คนรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าได้ นี่คือวิธีที่คนรับใช้และเหล่าวิสุทธิชนของคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสจบลงด้วยการหันไปสู่ความเชื่อของพวกที่ไม่มีความศรัทธาและได้รับการสาปแช่งต่อพระพักตร์พระเจ้า และนี้คือเหตุผลที่พวกเขาถูกพระผู้เป็นเจ้าติเตียน
เมื่อมาดูประวัติศาสตร์ของคริสตจักรเราก็จะเห็นว่าข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณได้เริ่มเสื่อมลงในช่วงเวลาของคริสตจักรช่วงต้นๆ จากบทเรียนนี้เราต้องยึดข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณไว้อย่างแน่วแน่ สร้างความพอพระทัยให้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความเชื่อที่มั่นคงของเรา และเอาชนะซาตานและโลกด้วยความพยายามต่อต้านพวกเขา
“ความรักดั้งเดิม” ของเหล่าคนรับใช้และวิสุทธิชนของคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสคืออะไร? มันเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่พระเจ้าประทานมาให้กับพวกเขา ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณก็คือพระวจนะของความรอดที่มีพลังในการนำทุกๆคนออกไปจากความผิดบาปของโลกนี้
พระเจ้าทรงเปิดเผยต่อเปาโลและคนรับใช้ทั้งหลายของคริสตจักรทั้งเจ็ดในแคว้นเอเชียว่าข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณคืออะไรและทรงยอมให้พวกเขาได้เข้าใจมัน นี่จึงเป็นวิธีที่พวกเขาสามารถเชื่อในข่าวประเสริฐและวิธีที่คนทั้งหลายได้ยินและเชื่อในข่าวประเสริฐที่พวกเขาได้ประกาศและสอนออกไป แล้วทำให้รอดจากความผิดบาปของโลกนี้
ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้นั้นพบในพระวจนะของบัพติศมาของพระคริสต์และพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระองค์ แม้ว่าคนรับใช้ของคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสได้พบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าผ่านข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และได้ประกาศออกไปด้วยความรู้สึกขอบคุณในตอนเริ่มแรก แต่จากนั้นพวกเขาก็ได้ละทิ้งไป พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงติเตียน พวกเขาในเรื่องความคิดที่ไม่ถูกต้องตามข้อความนี้
 
วรรคที่ 5 “เหตุฉะนั้น จงระลึกถึงสภาพเดิมที่เจ้าได้หล่นจากมาแล้วนั้น จงกลับใจเสียใหม่ และประพฤติตามอย่างเดิม มิฉะนั้นเราจะรีบมาหาเจ้า และจะยกคันประทีปของเจ้าออกจากที่ เว้นไว้แต่เจ้าจะกลับใจใหม่”
คนรับใช้ของคริสตจักรของเอเฟซัสได้หล่นลงมาจากความรักของพระเจ้าหมายความว่าการรวบรวมได้ละทิ้งข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ นี่คือเหตุผลที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบอกกับพวกเขาให้ใตร่ตรองขึ้นไปหาที่ที่พวกเขาอาจจะสูญเสียความเชื่อของตนและก็กระทำในแนวทางแรก
อะไรที่อาจจะเป็นสาเหตุให้คริสตจักรของเมืองเอเฟซัสสูญเสียข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณไป? ความอ่อนแอในความเชื่อของคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสได้ตามรอยสภาพทางเนื้อหนังโดยคนรับใช้ทั้งหลายที่นำคริสตจักรให้หลงทางไป ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณนั้นมาจากพระเจ้า เป็นความจริงอย่างแน่นอนที่ได้เปิดเผยการหลองลวงของลัทธิคำสอนผิดๆบองศาสนาของในโลกนี้ นี่หมายความว่าเมื่อคริสตจักรของเมืองเอเฟซัสได้ประกาศและเผยแพร่ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญ ญาณได้ขัดแย้งกับผู้คนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความขัดแย้งนี้ได้ทำให้มันยากขึ้นไปอีกสำหรับผู้ที่เชื่อของคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสในการติด ต่อกับผู้คนที่เจนโลก ยิ่งไปกว่านั้นก็นำพวกเขาไปสู่การก่อกวนทางความเชื่อของตน เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนี้และทำให้มันง่ายขึ้นสำหรับผู้คนที่จะเข้าไปสู่คริสตจักรของพระเจ้า คนรับใช้คริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสก็แยกข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณออกและยอมให้ข่าวประเสริฐที่ยึดหลักปรัชญาเข้ามาสอน
“ข่าวประเสริฐที่ยึดหลักปรัชญา” นี้ก็คือข่าวประเสริฐผิดๆที่กำเนิดมาจากความคิดเกี่ยวกับมนุษย์ที่ไม่เพียงแต่ค้นหาการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์เท่านั้นแต่ยังนำสันติสุขในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วย ความเชื่อทางแนวตั้งและแนวนอนนี้ไม่ใช่เป็นความเชื่อที่พระเจ้าทรงต้องการจากเรา ความเชื่อที่พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีก็คือความสัมพันธ์ที่อ่อนน้อมกับพระเจ้า ฟื้นฟูสันติสุขของเรากับพระองค์
เหตุผลที่คนรับใช้ของคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสสูญเสียข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณไปก็เป็นเพราะว่าเขาพยายามยอมรับในสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ไปสู่คริสตจักรของพระเจ้า นั่นก็คือ ผู้คนที่เจนโลกที่ไม่เชื่อข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณและจัดการสอนของเขาสู่ความคิดเฟ้อฝันของเขาเอง แต่คริสตจักรของพระเจ้านั้นสามารถจัดให้เป็นพื้นฐานของพระวจนะของข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ
ยังมีผู้คนในช่วงเวลาปัจจุบันนี้ผู้ที่คิดเหมือนกับคนในคริสตจักรยุคเริ่มแรกว่าการการเชื่อพระเยซูด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งนั้นเพียงพอแล้ว และผู้ที่ไม่ได้เห็นว่าทำไมพวกเขาควรจะเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ แต่การเชื่อในพระเยซูในขณะที่เพิกเฉยต่อข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่พระเจ้าประทานมาให้นั้นเป็นความเชื่อที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง คนทั้งหลายที่เชื่อเพียงองค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นเพียงการประพฤติปฏิบัติทางศาสนาก็จะเป็นศัตรูกับพระเจ้า นี่จึงเป็นเหตุผลที่พระผู้เป็นเจ้าทรงฟื้นฟูและตักเตือนคนรับใช้ของคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสให้กลับใจใหม่จากความเชื่อที่ผิดและกลับไปสู่ยุคเริ่มแรกของพระองค์ มีความเชื่อที่แท้จริงและจริงจัง ความเชื่อดั้งเดิมที่มีเมื่อได้ยินข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณเป็นครั้งแรก
บทเรียนสำคัญสำหรับเราอยู่ตรงนี้: หากคริสตจักรของพระเจ้าได้จากไปจากความเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณของมันแล้ว พระเจ้าจะไม่ทรงเรียกมันว่าคริสตจักรของพระองค์อีกต่อไป นี่คือเหตุผลที่พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่าพระองค์จะทรงยกคันประทีปออกไปจากที่ของมันและประทานให้กับผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ
คริสตจักรที่ละทิ้งข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณและหยุดประกาศข่าวประเสริฐออกไปนั้นไม่ใช่คริสตจักรของพระเจ้า และมันเป็นช่วงคับขันสำหรับเราอย่างแน่นอนในการที่จะมาตระหนักว่าการเชื่อ, การปกป้อง และการประกาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณออกไปนั้นมีความสำคัญยิ่งกว่าการกระทำอื่นใด
แคว้นเอเชียไมเนอร์ที่มีคริสตจักรทั้งเจ็ดอยู่ตามข้อความข้างต้นนั้นเป็นภูมิภาคของมุสลิมในปัจจุบัน ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าจึงยกคันประทีปมาที่นี่ คริสตจักรของพระเจ้าและทรงทำให้เราประกาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณออกไปทั่วโลก แต่ในคริสตจักรของพระเจ้าที่แท้จริงก็คือความจริงของข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ คริสตจักรของพระเจ้าจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากไม่มีข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ สาวกทั้งสิบสองของพระเยซูมีความเชื่อที่สอดคล้องกันในข่าวประ เสริฐของน้ำและพระวิญญาณในช่วงยุคของอัครสาวก (1 เปโตร 3: 21 โรม บทที่ 6 , 1 ยอห์น บทที่ 5)
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ไม่ได้คาดหวังก็คือคริสตจักรของพระเจ้าในแคว้นเอเชีย ไมเนอร์ได้สูญเสียข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณไปตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของคริสตจักรแล้ว และภูมิภาคนึ้ก็กลายมาเป็นของมุสลิมด้วยเหตุนี้เอง คริสตจักรของโรมก็ถูกโจมตีจากโศกนาฏกรรมของการสูญ เสียข่าวประ เสริฐของน้ำและพระวิญญาณไปพร้อมกับคำประกาศของมิลานโดยจัรพรรดิ์โรมัน คอนสแตนไทน์
 
วรรคที่ 6 “แต่ว่าพวกเจ้ายังมีความดีอยู่บ้าง คือว่าเจ้าเกลียดชังกิจการของพวกนิโคเลาส์นิยม ที่เราเองก็เกลียดชังเช่นกัน”
นิโคเลาส์นิยม นั้นเป็นพวกที่ใช้พระนามของพระเยซูในการไล่ตามความเจนโลกของพวกเขาและได้ผลประโยชน์เป็นวัตถุ แต่คริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสนั้นเกลียดชังลัทธิคำสอนและกิจการของพวกนิโคเลาส์นิยม นี่จึงเป็นสิ่งเดียวที่มีค่าจากการที่พระเจ้าทรงแนะนำสำหรับพวกคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัส
 
วรรคที่ 7 “ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณ ตรัสไว้แก่คริสตจักรทั้งหลาย ผู้ใดมีชัยชนะ เราจะให้ผู้นั้นกินผลจากต้นไม้แห่งชีวิต ที่อยู่ในท่ามกลางอุทยานสวรรค์ของพระเจ้า”
คนรับใช้และเหล่าวิสุทธิชนของพระเจ้าจะต้องได้ฟังสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กล่าวไว้กับพวกเขา สิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้บอกกับพวกเขาก็คือการปกป้องความเชื่อของพวกเขาเองและประกาศ ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณออกไปจนถึงที่สุด ในการทำเช่นนั้นพวกเขาจะต้องต่อสู้และเอา ชนะเหนือผู้ที่เผยแพร่ความไม่จริงออกไป การแพ้การต่อสู้ความไม่จริงหมายถึงการถูกทำลาย ผู้ที่เชื่อและคนรับใช้ของพระเจ้านั้นจะต้องชนะศัตรูของพวกเขาด้วยมือของพวกเขาเอง นั่นก็คือด้วยพระวจนะของพระเจ้าและข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ
พระเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดมีชัยชนะ เราจะให้ผู้นั้นกินผลจากต้นไม้แห่งชีวิต ที่อยู่ในท่ามกลางอุท ยานสวรรค์ของพระเจ้า” พระเจ้าจะทรงประทานผลจากต้นไม้แห่งชีวิตให้กับ “ผู้ใดที่มีชัยชนะ” เท่านั้น แต่เอาชนะอะไรหรือใครล่ะ? เราต้องเอาชนะคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญ ญาณด้วยความเชื่อของเรา ผู้ที่เชื่อจะต้องต่อสู้เหมือนกับกองกำลังทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับคนทั้งหลายที่เป็นของความไม่จริง และพวกเขาต้องเป็นที่รู้จักว่าเป็นผู้ชนะในกองกำลังนี้ด้วยความ เชื่อของตน เช่นกัน พวกเขาจะต้องถวายพระสิริทั้งหมดให้แก่พระเจ้าและมีชีวิตดำรงอยู่เหมือนดั่งผู้ชนะในด้วยความเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณของพวกเขา มีเพียงผู้ที่เอาชนะศัตรูของพวกเขาด้วยความพยายามในความเชื่อในความจริงของตนเท่านั้นที่จะสามารถมีชีวิตดำรงอยู่ในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ที่พระเจ้าประทานมาให้ได้
ในช่วงเวลาของคริสตจักรยุคต้นๆ ผู้ที่ค้นหาที่จะเชื่อและปกป้องข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณได้เผชิญหน้ากับการทนทุกข์ยาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเวลาของยุคปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์มาถึงจะมีการทนทุกข์ยากเกิดมากขึ้นอีก