คำสอน

เรื่องที่ 10: วิวรณ์ (ข้อคิดเกี่ยวกับวิวรณ์)

[บทที่ 6-2] (วิวรณ์ 6:1-17 ) ยุคของตราทั้งเจ็ด

(วิวรณ์ 6:1-17 )
 
ใจความสำคัญของแต่ละบทในวิวรณ์ สามารถสรุปได้ดังนี้
บทที่ 1 คำแสดงความนับถือของโลกแห่งวิวรณ์
บทที่ 2 – 3 จดหมายถึงคริสตจักรทั้งเจ็ดในแคว้นเอเชีย
บทที่ 4 พระเยซูผู้ประทับบนพระที่นั่งของพระเจ้า
บทที่ 5 พระเยซูผู้ทรงประทับบนพระที่นั่งดุจผู้แทนของพระเจ้า พระบิดา
บทที่ 6 กลียุคเจ็ดปีที่กำหนดโดยพระเจ้า
บทที่ 7 คนทั้งหลายที่จะรอดในช่วงเวลาของความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง
บทที่ 8 เสียงแตรของภัยพิบัติทั้งเจ็ด
บทที่ 9 ภัยพิบัติของก้นเหว
บทที่ 10 ความปลิ้มปีติจะเกิดขึ้นเมื่อใด? 
บทที่ 11 ใครคือต้นมะกอกและผู้พยากรณ์ทั้งสอง?
บทที่ 12 คริสตจักรของพระเจ้าที่จะเผชิญกับความยากลำบากใหญ่ยิ่ง
บทที่ 13 การรุกรานของปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์และการทนทุกข์ยากของวิสุทธิชน
บทที่ 14 การฟื้นคืนชีพและการปลื้มปีติของเหล่าวิสุทธิชนและการสรรเสริญพระเจ้าบนฟ้าอากาศของพวกเขา
บทที่ 15 – 16 การเริ่มต้นของภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ด
บทที่ 17 การพิพากษาลงโทษหญิงแพศยาคนสำคัญที่นั่งอยู่บนน้ำมากหลาย
บทที่ 18 การล่มจมของบาบิโลนมหานคร
บทที่ 19 อาณาจักรที่ถูกปกครองโดยพระผู้ทรงฤทธานุภาพ
บทที่ 20 อาณาจักรพันปี
บทที่ 21 เมืองบริสุทธิ์จากสวรรค์
บทที่ 22 ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ที่น้ำแห่งชีวิตไหล
เริ่มจากบทแรก แต่ละบทของวิวรณ์มีใจความสำคัญ และเมื่อนำมาเล่าต่อกันแล้ว ดังเช่นในโรมัน ที่บทที่ 1 เป็นบทนำ บทที่ 2 เป็นเรื่องชาวยิว และบทที่ 3 เป็นคำสอนของชาวคริสต์ วิวรณ์จึงมีใจความสำคัญในแต่ละบท
เหตุผลว่าเหตุใดผู้เขียนจึงอธิบายวิวรณ์ขึ้นอยู่กับพระวจนะก็เพราะมีหลายคนกล่าวถึงวิวรณ์ด้วยเรื่องสมมติ และถ้าท่านอ่านวิวรณ์จากการสมมุตินี้ ท่านจะเข้าใจผิด
เพราะพระคัมภีร์ไบเบิลถูกจารึกไว้จากคนของพระเจ้าได้แรงบันดาลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรจำเป็นต้องถูกต้อง ในทางตรงกันข้าม หนังสือนั้นมีข้อบกพร่องและต้องการการแก้ไขไม่ว่าจะเป็นงานเขียนที่ดีและเต็มไปด้วยความรู้เพียงไร แต่พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้เปลี่ยน ไป แม้ว่าจะเผยแพร่กันมาหลายพันปีแล้ว พระวจนะของพระเจ้าก็ยังคงผิดอยู่ เพราะได้จารึกไว้จากผู้รับใช้ของพระเจ้าหลายคนที่ได้แรงบันดาลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
เพราะสิ่งที่พระเจ้าต้องการบอกเราอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล พวกเราหลายคนยังไม่เข้าใจพระคัมภีร์ แต่พระคัมภีร์ไม่ได้เปลี่ยนไป แม้แต่ครั้งเดียว เพราะหลายคนยังมีความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้าและแผนการของพระองค์เพียงเล็กน้อย เขาเริ่มแปลพระคัมภีร์ตามความคิดของเขาเอง
เพราะพระเจ้าไม่ได้บอกความลับแก่ใคร ผู้ที่ไม่เคารพพระองค์และไม่เชื่อตามพระวจนะ ผู้ที่พยายามเติมความกระหายของเขาโดยการใช้ชื่อพระเจ้าโดยเปล่าประโยชน์ จะไม่ได้ทราบความจริง ประชาชนที่มีความผิดบาป จะไม่เข้าใจพระวจนะวิวรณ์ ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างมากเพียงไร นั่นเป็นเพราะเขาไม่สามารถเข้าใจพระวจนะที่มีข้อบกพร่อง – บางคนก็เชื่อในภาพหลอนในที่สุด และประกาศการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู ขณะที่แปลพระคัมภีร์ตามความคิดของเขา
ตัวแทนของเขาคือ อับราฮัม, คีเปอร์ ,หลุยส์เบอร์ฮอฟ, และผู้ก่อตั้งอมิลเลนเนียมลิซึมที่รู้จักในนามของสโคไฟลด์ผู้กำเนิดทฤษฎีของการปลื้มปีติก่อนความยากลำบาก แต่สมมุติฐานที่กำเนิดโดยนักวิชาการเหล่านี้เป็นการสอนที่ผิดซึ่งเป็นเพียงความคิดของพวกเขาเองเพียงเท่านั้น
ตอนแรก คำสอนนี้เผยแพร่โดยกลุ่มอนุรักษ์ที่โต้แย้งว่าไม่มีอาณาจักรพันปี และอาณาจักรนั้นเต็มไปด้วยจิตใจของวิสุทธิชนที่อยู่บนโลกนี้แทน อมิลเลนเนียมลิซึมปฏิเสธการก่อตั้งอาณาจักรพันปีที่แท้จริงในอนาคต ทฤษฎีนี้ได้ตีความหมายว่าอาณาจักรพันปีเป็นเพียงสัญลักษณ์ ที่เป็นเพียงช่วงเวลาที่เหล่าวิสุทธิชนจะมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงเวลาของการเสด็จกลับมาของพระเยซู คริสต์ แต่การตีความของอมิลเลนเนียมลิซึมที่ว่าอาณาจักรพันปีนั้นเป็นจริงอยู่แล้วในหัวใจของเหล่าวิสุทธิชนโดยไม่มีความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งนั้นผิด
อย่างไรก็ตามทฤษฎีของการปลื้มปีติก่อนความยากลำบากของสโคไฟลด์ก็ได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก แต่พระเจ้าทรงวางแผนกลียุคเจ็ดปีไว้ก่อนการสร้างโลกของพระองค์ และพระองค์ทรงทำทุกอย่างตามแผนของพระองค์ แต่ผู้คนที่ไม่เข้าใจแผนของพระองค์ที่กล่าวไว้ในวิวรณ์บทที่ 6 ได้สร้างทฤษฎีของการปลื้มปีติก่อนการยากลำบากที่ผิดๆนี้ขึ้นมา พวกเขาโต้แย้งว่าผู้ที่เกิดใหม่ในหมู่พวกเจนไทน์จะปลื้มปีติก่อนความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง และชาวอิสราเอลจะได้รับการช่วยให้รอดในช่วงเวลาเจ็ดปีของความยากลำบาก
ทฤษฎีนี้ยังเป็นคำสอนที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายเกิดความสับสน วิสุทธิชนจะถูกหลอกก่อนยุคความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง ตามที่ได้อ้างไว้โดยทฤษฎีของการปลื้มปีติก่อนความยากลำบาก ว่าจะไม่มีการถูกก่อกวนหรือการทนทุกข์ยากของเหล่าวิสุทธิชนตามที่ได้บันทึกเอาไว้ในวิวรณ์ บทที่ 13 ดังนั้นผู้ที่วางใจในพระเยซูต้องไม่ฟังคำสอนเรื่องการปลื้มปีติก่อนความยากลำบาก และเตรียมความเชื่อของเขาโดยการเชื่อในความจริงที่ว่าการปลื้มปีติจะมาถึงในยุคแห่งความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง
พระวจนะเรื่องวิวรณ์บอกให้เราว่า พระเจ้าทรงนำโลกไปตามยุคของพระองค์ เราต้องเข้าใจเป้าหมายของแผนที่จัดไว้โดยพระเจ้าในวิวรณ์ บทที่ 6 ผู้คนสับสนและความเชื่อของเขาเปลี่ยนไปเพราะเขาไม่รู้ความจริงของกลียุคเจ็ดปีตามพระคัมภีร์ เราต้องเชื่อในสิ่งที่จารึกไว้ในวิวรณ์ บทที่ 6 เราต้องเชื่อในพระวจนะที่เป็นความลับของพระวจนะของกลียุคเจ็ดปีที่ได้ยืยยันเอาโดยพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งหมด 
ดังเช่นข่าวประเสริฐเรื่องน้ำและพระวิญญาณที่ปกปิดจากประชาชน ดังนั้นจึงมีกลียุคเจ็ดปีของพระเจ้า แม้ว่านักศึกษาพระคัมภีร์ได้พยายามที่จะทำความเข้าใจพระวจนะวิวรณ์ และคัดค้านทฤษฎีหลายทฤษฎีโดยเน้นความคิดของเขาเอง พระวจนะวิวรณ์ยังคงยากที่จะเข้าใจ นี่คือความจริงที่ข่าวประเสริฐเรื่องน้ำและพระวิญญาณได้ปิดบังไว้จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ แต่ทฤษฎีที่นักศึกษาได้เรียนมาพร้อมกับการกลับมาของพระคริสต์ไม่ได้มีผลใด ๆ แก่ผู้ที่วางใจในพระเยซู
เพื่อให้เราเข้าใจพระวจนะวิวรณ์ต้องอยู่กับว่าเราเข้าใจบทที่ 6 บทนี้เป็นกุญแจไขปัญหาและเข้าใจพระวจนะวิวรณ์ทั้งหมด แต่ก่อนที่เราพยายามจะเข้าใจพระวจนะทั้งหมด มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องเตือนตัวเราเอง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจวิวรณ์โดยที่ไม่เข้าใจและเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ ท่านต้องรู้ว่าสัจจะของพระเจ้าสามารถเข้าใจได้เมื่อท่านรู้จักและเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณก่อน
นั่นคือ “เมื่อพระองค์แกะตราดวงที่เจ็ด” ดังที่จารึกไว้ในวิวรณ์บทที่ 8 ที่ภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดจะเกิดขึ้นบนโลก สิ่งนี้อธิบายเหตุการณ์ที่จะเกิดในยุคที่สี่ดังที่จารึกไว้ในวิวรณ์ บทที่ 6 ยุคของม้าสีกะเลียว การที่ท่านไม่เข้าใจกลียุคเจ็ดปีที่พระเจ้าทรงจัดไว้ ท่านก็จะไม่เข้าใจภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดเช่นกัน เพื่อจะเข้าใจพระวจนะวิวรณ์ เราต้องเข้าใจและเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่พระเจ้าประทานให้เราเสียก่อน
 พระวจนะของพระเจ้าในวิวรณ์บทที่ 6 เป็นการออกแบบของพระเจ้าทั้งหมดเมื่อพระองค์ทรงสร้างโลก พระเจ้าทรงแบ่งมนุษย์ในยุคแรกและยุคปลายเป็นยุคต่างๆเจ็ดยุค
นั่นก็คือ ยุคแรกยุคของม้าสีขาว, ยุคที่สองยุคของม้าสีแดง ยุคที่สามยุคของม้าสีดำ ยุคที่สี่ยุคของม้าสีกะเลียว ยุคที่ห้ายุคของการทนทุกข์ยากและการปลื้มปีติของวิสุทธิชน ยุคที่หกยุคของความพินาศของโลก และยุคที่เจ็ดยุคของอาณาจักรพันปีและฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ ดังนั้นเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงวางแผนที่จะแบ่งมนุษยชาติเอาไว้เป็นยุคต่างๆทั้งเจ็ด ปัจจุบันนี้โลกเราได้ถึงยุคของม้าสีดำที่ได้ผ่านยุคของม้าสีขาวและสีแดงมาแล้ว 
พระคัมภีร์บอกเราว่ายุคที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นยุคของความอดอยาก แต่ยุคของม้าสีกะ เลียวก็ใกล้มาถึง เมื่อยุคของม้าสีกะเลียวมาถึงก็จะเริ่มยุคของการทนทุกข์ยากของวิสุทธิชน เข้าสู่ยุคแห่งความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง ยุคแห่งความยากลำบากนี้เป็นยุคของม้าสีกะเลียว
“ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงสัตว์ตัวที่สี่ร้องว่า “มาเถอะ” แล้วข้าพเจ้าก็แลเห็น และ ดูเถิด ม้าสีกะเลียวตัวหนึ่งเข้ามา ผู้ที่นั่งบนหลังม้านั้นมีชื่อว่ามัจจุราช และแดนคนตายก็ติดตามมาด้วย พระ องค์ทรงให้ทั้งสองนี้มีอำนาจล้างผลาญแผ่นดินโลกได้หนึ่งในสี่ส่วน ด้วยคมดาบ ด้วยความอดอยาก ด้วยโรคระบาด และด้วยสัตว์ร้ายแห่งแผ่นดิน” ข้อความนี้ที่ว่า “พระองค์ทรงให้ทั้งสองนี้มีอำนาจล้างผลาญแผ่นดินโลก...ด้วยสัตว์ร้ายแห่งแผ่นดิน” ชี้ให้เห็นว่าพวกปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์จะรุกรานยุคของม้าสีกะเลียวและทำให้วิสุทธิชนเกิดทนทุกข์ยาก
เหตุการณ์ที่จะเกิดในยุคของม้าสีกะเลียวได้บันทึกไว้ในวิวรณ์ 8:1-7 ว่า “เมื่อพระเมษโป ดกทรงแกะตราดวงที่เจ็ด ความเงียบก็ครอบคลุมสวรรค์อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วข้าพเจ้าก็เห็นทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดองค์ที่ยืนอยู่หน้าพระเจ้านั้น ได้รับพระราชทานแตรเจ็ดคัน และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งถือกระถางไฟทองคำออกมายืนอยู่ที่แท่น พระเจ้าได้ทรงประทานเครื่องหอมเป็นอันมากแก่ทูตองค์นั้น เพื่อให้ถวายร่วมกับคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวงบนแท่นทองคำที่อยู่หน้าพระที่นั่งนั้น และควันเครื่องหอมนั้นก็ลอยขึ้นไปพร้อมกับคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งหลายจากมือทูตสวรรค์สู่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า แล้วทูตสวรรค์องค์นั้นก็นำกระถางไปบรรจุไฟจากแท่นจนเต็ม และโยนกระถางนั้นลงบนแผ่นดินโลกทำให้มีเสียงฟ้าร้อง เสียงต่าง ๆ ฟ้าแลบและแผ่นดินไหว และทูตสวรรค์เจ็ดองค์ที่ถือแตรทั้งเจ็ดนั้นต่างก็เตรียมพร้อมที่จะเป่า เมื่อทูตสวรรค์องค์แรกเป่าแตรขึ้น ลูก เห็บและไฟปนด้วยเลือดก็ตกลงมาบนแผ่นดิน แผ่นดินโลกไหม้ไปหนึ่งในสามส่วน และหญ้าเขียวสดไหม้ไปหมดสิ้น”
การอภิปรายเรื่องภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดในวิวรณ์บทที่ 8 ทำให้ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับยุคของม้าสีกะเลียวที่บันทึกไว้ในวิวรณ์บทที่ 6 พระวจนะนี้บันทึกอย่างละเอียดเกี่ยวกับปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์และภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดที่จะเกิดขึ้นในยุคของม้าสีกะเลียว
อีกนัยหนึ่ง บทที่ 4 และ 5 บอกเราว่าพระเยซู คริสต์จะปกครองโลก และทุกสิ่งที่จะเกิดมาเป็นพระเจ้า และแผนของพระบิดาจะบรรลุเป้าหมายตามพระเยซู คริสต์ เราจึงพบว่าพระเจ้า พระเยซู คริสต์ทรงยิ่งใหญ่เพียงใด
บทวิวรณ์ 8 บอกเราว่า “และทูตสวรรค์เจ็ดองค์ที่ถือแตรทั้งเจ็ดนั้นต่างก็เตรียมพร้อมที่จะเป่า เมื่อทูตสวรรค์องค์แรกเป่าแตรขึ้น ลูกเห็บและไฟปนด้วยเลือดก็ตกลงมาบนแผ่นดิน แผ่นดินโลกไหม้ไปหนึ่งในสามส่วน และหญ้าเขียวสดไหม้ไปหมดสิ้น” เมื่อยุคของม้าสีกะเลียวมาถึง แผ่นดินโลกไหม้ไปหนึ่งในสามส่วน และความหายนะจะตามมา
ภัยพิบัติของแตรที่หนึ่งเป็นความหายนะที่จะเผาไหม้แผ่นดินโลกที่เป็นต้นไม้และต้นหญ้าสามส่วน เมื่อความหายนะนี้เกิดขึ้นบนโลก ป่าที่เหลือจะปกคลุมไปด้วยควัน แสงแดดก็ส่องมายังโลกไม่ได้ พืชพันธ์ก็จะเฉา และโลกทั้งโลกจะตกอยู่ในความอดอยาก
ในยุคแห่งความอดอยากนี้ ค่าจ้างจะซื้อได้เพียงหนึ่งในสี่ส่วนของข้าวสาลีหรือสามส่วนสี่ของข้าวบารลี โลกกำลังเผชิญกับความอดอยาก ความอดอยากของโลกจะเกิดทั้งทางกายและทางจิตวิญญาณ ซึ่งความอดอยากทางกายนั้นมีอยู่แล้วในโลกปัจจุบัน 
คริสตจักรเต็มไปด้วยชาวคริสต์เพียงแต่ในนาม ไม่สามารถแบ่งปันขนมปังและชีวิตแห่งข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณแก่โลก ผู้คนรอบโลก จากทวีปยุโรปไปสู่ทวีปเอเชียและทวีปอเมริกา กำลังใช้ชีวิตในยุคของการทำลาย มีชาวคริสต์เพียงบางคนเท่านั้นที่หาขนมปังแห่งจิตวิญ ญาณมาหล่อเลี้ยงวิญญาณอันโหยหิว
เราบรรยายยุคของม้าสีกะเลียวว่าเป็นยุคที่เกิดปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ ในยุคนี้ ภัยธรรมชาติจะทำให้ขาดแคลนขนมปังและน้ำที่ที่ทุกคนจะรอดชีวิตผ่านการอดอยากครั้งยิ่งใหญ่ แม้ว่าโลกยังคงมีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่มาตรฐานการดำรงชีวิตก็จะตกไปสู่ความแร้นแค้นอย่างหนักโดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้คนจะมีชีวิตอยู่ในโลกเช่นนั้นที่ไม่มีความปรารถนาของตนหลง เหลืออยู่แล้วหรือ? 
ในยุคของความยากลำบากนี้นี้ เราต้องนำเอาความทนทุกข์ยากมาใช้และถวายพระสิริของพระเจ้าโดยการเชื่อในพระวจนะแห่งข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ เหล่าวิสุทธิชนที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณจะถวายพระสิริแก่พระเจ้าด้วยการทนทุกข์ยากของตน พระเจ้าจะประทานสวรรค์ให้แก่ผู้ที่ทนทุกข์ยากเพื่อปกป้องความเชื่อและเชิญชวนเขาไปรับประทานอาหารพร้อมกับพระเมษโปดก
อัครสาวกเปาโลกกล่าวว่าเขาเป็นคนรับใช้สำหรับอาณาจักรของพระเจ้า เหล่าอัครสาวกได้ประกาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณออกไปเพื่อว่าหลายๆคนจะได้เข้าสู่อาณาจักรพันปี 
ระหว่างยุคของความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งจะมีชาวอิสราเอลที่ทนทุกข์ยากและปลื้มปีติสำ หรับการเชื่อในพระเยซู ดังนั้นเหล่าวิสุทธิชนจะเป็นของยุคแห่งความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งในยุคของม้าสีกะเลียว เมื่อยุคแห่งความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งมาถึง ทุกคนในโลกนี้จะมองหาผู้ที่จะทำตามคำสั่งเขาจะมองหาผู้ที่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดต่อธรรมชาติและผู้ที่สามารถแก้ปัญหาทางศาสนา เศรษฐกิจ และการเมืองที่เขาเผชิญอยู่ นี่คือเมื่อพวกปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์รุกราน
เร็ว ๆ นี้ มีนักประพันธ์ชาวญี่ปุ่นแต่งหนังสือชื่อ เดอะ สตอรี่ ออฟ เดอะ โรมัน ที่ไม่มีสาระอะไรนอกจากสรรเสริญจักรพรรดิโรมันจุดมุ่งหมายของผู้ประพันธ์คือโลกต้องการผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาด หลายคนเห็นด้วยกับผู้แต่ง ระหว่างยุคแห่งความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง ประชาชนจะต้องการผู้ปกครองที่มีอำนาจ ที่สามารถปกครองโลกด้วยกำปั้นเหล็กซึ่งเป็นพลังของผู้ปกครองทั้งโลก 
ปัจจุบันนี้โลกได้แบ่งไปสู่ชนชาติต่างๆมากมายและมีผู้นำของตนเอง แต่ในช่วงเวลาสุด ท้าย ประชาชนต้องการผู้นำโลกเป็นพิเศษที่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดของพวกเขาได้อย่างสม บูรณ์ ตอนนี้โลกกำลังรอคอยผู้นำนี้ ปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ผู้ที่จะมาปกครองโลกทั้งโลก 
พระคัมภีร์ไบเบิลบอกเราว่า เมื่อยุคของม้าสีกะเลียวมาถึง พวกปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์จะรุก รานและบังคับประชาชนในโลกให้อยู่ภายใต้กฎของเขา พระคัมภีร์ไบเบิลบอกเราว่าเมื่อยุคของม้าสีกะเลียวมาถึง ไฟจะตกลงมาบนโลกและเผาไหม้แผ่นดินไปหนึ่งในสามส่วน เมื่อยุคนี้มาถึง พวกปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์จะปกครองโลก และไม่มีผู้ใดสามารถซื้อหรือขายสิ่งใดได้ถ้าไม่มีตราของเขา ในยุคนี้ เหล่าวิสุทธิชนจะทนทุกข์ยากถ้าปฏิเสธตราและเคารพรูปบูชา และจากนั้นก็จะฟื้นคืนชีพและทนทุกข์ยาก เมื่อยุคของม้าสีกะเลียวสิ้นสุด ยุคของอาณาจักรพันปีก็จะเปิด
พระผู้เป็นเจ้าบอกเราว่าความพินาศของโลก และยุคแห่งความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งจะมาเหมือนกับขโมย เราต้องเตรียมความเชื่อที่จะเอาชนะการทดลองของยุคแห่งความยากลำบากครั้งยิ่ง ใหญ่ การเตรียมนี้เป็นไปได้เพียงการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ แต่สำหรับผู้ที่ไม่เตรียมตัว ความพินาศทุกอย่างจะตกแก่ผู้ที่ไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ
เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะต้องมีความเข้าใจอย่างชัดเจนและเชื่อว่ายุคปัจจุบันนี้เป็นยุคของม้าสีดำ เราจะต้องเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณและจัดเตรียมสำหรับอนาคตก่อนที่วันสุด ท้ายจะมาถึง
ผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณจะปลื้มปีติด้วยการทนทุกข์ยากของตน ผู้ที่ร่ำรวยจะใช้ชีวิตต่อไปด้วยความลำบาก ผู้ที่ยากไร้จะใช้ชีวิตอดอยากต่อไป ดังนั้น เราต้องเศร้าโศก และหวาดผวาต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นแก่เรา เพื่อให้เราเชื่อว่ายุคของม้าสีกะเลียวใกล้จะมาถึง และเหล่าวิสุทธิชนจะทนทุกข์ยาก
เมื่อเวลาผ่านไปเราจะเห็นว่าบางคนรอบตัวเราที่เป็นสาเหตุของการสับสนในการวิเคราะห์การเสด็จกลับมาของพระคริสต์ด้วยความคิดของตนเอง ได้ประกาศวันและเวลาของตนในการเสด็จกลับมาของพระผู้เป็นเจ้าและนำผู้อื่นผิดๆไปตามการกล่าวอ้างเช่นนั้น แต่การเสด็จกลับมาของพระคริสต์ตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลจะไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งแตรที่เจ็ด ดังนั้นเราจะต้องไม่คำนวนพระวจนะของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลผิดๆและกำหนดวันเวลาของการเสด็จกลับมาของพระผู้เป็นเจ้าขึ้นมาเอง 
เราต้องคอยระวังผู้ร่ำร้องขอพบวันที่พระคริสต์กลับมาในความฝันหรือการมองเห็น ความฝันของเขามิใช่เป็นเพียงแค่ความฝัน แต่เพราะพระเจ้าทรงบอกเราเมื่อเราผ่านช่วงเวลานั้น เราต้องเชื่อในพระวจนะแทน
เมื่อยุคของม้าสีกะเลียว ซึ่งเป็นยุคที่สี่ในวิวรณ์บทที่ 6 มาถึง ก็จะเกิดการทนทุกข์ยากด้วยภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดและการฟื้นขึ้นจากความตายและการปลื้มปีติของวิสุทธิชนก็จะเกิดขึ้นตามมา
จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราที่จะตระหนักไว้ว่า เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่สามของกลียุคเจ็ดปีที่กำหนดไว้โดยพระเจ้า เราต้องตระหนักว่ายุคนี้เป็นยุคของม้าสีดำ เมื่อเรารู้แล้ว เราจะปลูกเมล็ดพันธ์ของข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และถ้าปลูกเมล็ดพันธ์ตอนนี้ เราจะสามารถทนอยู่ในยุคแห่งม้าสีกะเลียวได้
ในโลกแห่งธรรมชาติที่พระเจ้าทรงสร้างมา มีพืชบางชนิดที่งอกงามผลิดอกออกผลได้ภาย ในหนึ่งสัปดาห์ ดังเช่นพืชในทะเลทราย เมื่อยุคของม้าสีกะเลียวมาถึง ผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่เราเผยแพร่อยู่ในขณะนี้ จะทนทุกข์ยาก ร่วมกับเราในการฟื้นคืนชีพและปลื้มปีติที่พระผู้เป็นเจ้าทรงอนุญาต ในยุคของความยากลำบาก จะมีผู้คนที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณเพิ่มมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน อีกนัยหนึ่งจะมีประชาชนที่ทนทุกข์ยากเพราะความเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณมากขึ้น
พระวจนะของวิวรณ์ไม่ได้จำกัดกันเพียงแค่การถกเถียงกันในความรอดของชาวอิสราเอล หากใครก็ตามที่เชื่อว่ายุคของวิวรณ์นั้นมีไว้เพื่อชาวอิสราเอลเท่านั้นก็ถือว่าเขาหรือเธอเชื่อผิดมหันต์ ทำไม? เพราะว่าเมื่อเวลาของวิวรณ์มาถึง พวกเจนไทน์หลายคนจะรอดโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณและทนทุกข์ยากเพื่อปกป้องความเชื่อของตนไม่ว่าความรู้ของพระวจนะของวิวรณ์ของท่านจะถูกต้องหรือไม่มันจะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างยิ่งต่อความเชื่อของท่าน 
ท่านต้องตระหนักไว้ว่า เป็นเรื่องผิดได้ง่าย ๆ สำหรับชาวคริสต์ที่จะเชื่อในหลักคำสอนในการปลื้มปีติก่อนความยากลำบาก พระคัมภีร์ไบเบิลบอกเราว่าการทนทุกข์ยากของวิสุทธิชนจะมาหลังจากผ่านช่วงกลางของช่วงเวลาเจ็ดปีของความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง และเราต้องแก้พระวจนะวิวรณ์ ทีละบททีละบท และภายในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ โดยการทำเช่นนี้ เราจะมีความรู้เกี่ยวกับพระวจนวิวรณ์ที่ถูกต้อง
บทที่ 7 บอกเราว่า ประชาชนจำนวนมากจะได้รับการช่วยให้รอดโดยความเชื่อของเขา และทนทุกข์ยากเพราะความเชื่อของเขา เราต้องเชื่อพระคัมภีร์ไบเบิลดังที่ได้จารึกไว้ – ไม่ใช่ทฤษฎีการปลื้มปีติก่อนหรือหลังความยากลำบาก แต่เชื่อในกลียุคเจ็ดปีที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้
บทที่ 1 ของพระวจนะวิวรณ์เป็นบทนำ บทที่ 2 และ 3 กล่าวถึงการทนทุกข์ยากของวิสุทธิชน และบทที่ 4 บอกเราว่า พระเยซู คริสต์ทรงเป็นพระเจ้า และพระองค์ประทับอยู่บนพระที่นั่งของพระเจ้า บทที่ 5 แสดงให้เราเห็นว่าพระเยซูทรงกระทำตามแผนการของพระเจ้า พระบิดาทุกประการ และบทที่6 ทำให้เห็นถึงแผนการทั้งหมดของกลียุคเจ็ดปีที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้แผนการทั้งหมด ได้รับการแก้ปัญหาภายในบทวิวรณ์
ดังพระวจนะของวิวรณ์บอกเราว่า “ก้มลงกราบหน้าพระที่นั่ง และนมัสการพระเจ้า” จากนี้ไป เหล่าวิสุทธิชนจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวังที่จะฟื้นคืนชีพและอาณาจักรพันปี
วิวรณ์ 8:10–11 อธิบายไว้ว่า “เมื่อทูตสวรรค์องค์ที่สามเป่าแตรขึ้น ก็มีดาวดวงใหญ่ดวงหนึ่งเป็นเปลวไฟลุกโพลงดุจไต้ตกจากท้องฟ้า ดาวนั้นตกลงบนแม่น้ำหนึ่งในสามส่วน และตกที่บ่อน้ำพุทั้งหลาย ดาวดวงนี้มีชื่อบอระเพ็ด รสของน้ำกลายเป็นรสขมเสียหนึ่งในสามส่วน และคนเป็นอันมากก็ได้ตายไปเพราะน้ำนั้นกลายเป็นน้ำรสขมไป” ในที่นี้บอกไว้ว่าเวลานี้ดาวดวงใหญ่ลุกโพลงดุจไต้ตกลงบนแม้น้ำและบ่อน้ำพุ ดาวดวงใหญ่นี้ลุกโพลงดุจไต้ หมายถึงดาวหาง ราวกับสวรรค์สะเทือน ดวงดาวจะรวมกันและแตกเป็นชิ้นแล้วตกลงบนโลก
วิวรณ์ 8:12–13 ยังอธิบายถึงภัยพิบัติอื่นๆอีกว่า “เมื่อทูตสวรรค์องค์ที่สี่เป่าแตรขึ้น ดวงอาทิตย์ก็ถูกทำลายไปหนึ่งในสามส่วน ดวงจันทร์และดวงดาวทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน จึงมืดไปหนึ่งสามส่วน กลางวันก็ไม่สว่างเสียหนึ่งในสามส่วน และกลางคืนก็เช่นเดียวกับกลางวัน แล้วข้าพเจ้าก็มองดูและได้ยินนกอินทรีตัวหนึ่งที่บินอยู่ในท้องฟ้า ร้องประกาศเสียงดังว่า “วิบัติ วิบัติ วิบัติ จะมีแก่คนทั้งหลายที่อยู่บนแผ่นดินโลก เพราะเสียงแตรอีกสามคันซึ่งทูตทั้งสามองค์กำลังจะเป่าอยู่แล้ว” ประโยคนี้บอกเราว่าโลกที่สามจะมืดลงราวกับกลางวันเปลี่ยนเป็นกลางคืน
เมื่อภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดเริ่มขึ้น ท่านและผู้เขียนจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่เหล่าวิสุทธิชนจะทนทุกข์ยาก และเขาจะเอาชนะซาตานด้วยความเชื่อของเขา
ถ้าท่านเข้าใจกลียุคเจ็ดปีที่ประกาศไว้ในวิวรณ์บทที่ 6 อย่างชัดเจน ท่านจะมีความรู้ที่ชัดเจนว่าท่านต้องทำอะไร และความเชื่อแบบไหนที่ท่านจำเป็นต้องมี เพราะผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณจะทนทุกข์ยากในยุคของวิวรณ์ เขาต้องพบยุคนี้ด้วยความหวังเพื่ออาณาจักรของของพระเจ้า ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ เหล่านักบุญต้องเตรียมการทนทุกข์ยากของเขาด้วยความเชื่อ และเขาต้องทำงานอย่างหนักเพื่อขยายอาณาจักรพระเจ้าโดยการเผยแพร่ความเชื่อ
ท่านเข้าใจและเชื่อในกลียุคเจ็ดปีที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้หรือไม่? ท่านบอกได้ว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในยุคของม้าสีดำได้หรือไม่? ถ้าท่านไม่รู้หรือไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญ ญาณในตอนนี้ ท่านจะไม่สามารถหนีจากยุคแห่งความยากลำบากที่จะเกิดขึ้นในโลกได้ ท่านต้องเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อมีความเชื่อที่สามารถเอาชนะความยากลำบากได้ ท่านต้องได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของท่านโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณเสียก่อน และเตรียมตัวเข้าไปใช้ชีวิตในอาณาจักรของพระเจ้าโดยการรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นรางวัล
จงเตรียมพร้อม ถ้าท่านตั้งใจจะผลัดไปและเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณเพียงเวลาของภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดมาถึง ท่านจะเผชิญกับความยากลำบากมากมาย นี่คือความหวังและการอธิษฐานของผู้เขียนที่ท่านจะเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณในขณะนี้ เพื่อจะได้กลับมาเกิดใหม่และเพื่อเตรียมอนาคตของท่านเพื่อเป็นประชาชนของพระเจ้า
กลียุคเจ็ดปีที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้
1. ม้าขาว : ยุคแห่งการเริ่มต้นและความต่อเนื่องของข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ
2. ม้าสีแดงสด : ความแตกแยกของสันติสุขพร้อมกับการเริ่มยุคของซาตาน
3. ม้าดำ : ยุคของความขาดแคลนทางกายภาพและจิตใจ ยุคปัจจุบัน
4. ม้าสีกะเลียว : ยุคของการทนทุกข์ยากของวิสุทธิชนพร้อมกับการรุกรานของปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์
5. ยุคของการฟื้นคืนชีพและการปลื้มปีติของวิสุทธิชนและอาหารมื้อสุดท้ายของงานแต่งงานของพระเมษโปดก
6. ยุคของความพินาศของโลกที่หนึ่ง
7. ยุคของอาณาจักรพันปี และฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ที่ปกครองโดยพระผู้เป็นเจ้าและเหล่าวิสุทธิชนของพระองค์
นี่คือกลียุคเจ็ดปีที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ ผู้ที่เข้าใจยุคนี้อย่างชัดเจน และเชื่อในข่าวประ 
เสริฐของน้ำและพระวิญญาณ คือผู้ที่เตรียมความเชื่อของเขาไว้ใช้ชีวิตในบั้นปลาย ผู้เขียนหวังและอธิษฐานว่า ท่านจะได้อยู่ร่วมกันในยุคแห่งความเชื่อที่แท้จริงที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้