Mahubiri

เรื่องที่ 10: วิวรณ์ (ข้อคิดเกี่ยวกับวิวรณ์)

(บทที่ 8-2) (วิวรณ์ 8:1–13) ภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดเป็นเรื่องจริงไหม? 

(วิวรณ์ 8:1–13)
ในวิวรณ์บทที่ 5 ได้ปรากฎหนังสือม้วนกับตราประทับทั้งเจ็ดที่พระเยซูทรงรับเอา นี่ก็หมาย ความว่าพระเยซูทรงได้รับมอบความรับผิดชอบด้วยอำนาจและพลังทั้งหมดของพระเจ้า และที่พระองค์จะทรงนำโลกตามแผนการของพระเจ้าตั้งแต่ตอนนั้นมา วิวรณ์บทที่ 8 ได้เปิดขึ้นด้วยข้อความที่ว่า “เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่เจ็ด ความเงียบก็ครอบคลุมสวรรค์อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วข้าพเจ้าก็เห็นทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดองค์ ที่ยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้านั้น ได้รับพระราชทานแตรเจ็ดคัน.” แล้วพระเยซูก็ทรงตราประทับที่เจ็ดของหนังสือม้วนและแสดงให้เราได้เห็นถึงสิ่งที่กำลังจะมา. 
บทที่ 8 เริ่มต้นโดยการบอกกับเราว่าภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดจะเริ่มต้นด้วยคำอธิษฐานของเหล่าวิสุทธิชน แล้วบทที่นี้ก็ได้กล่าวถึงภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดที่จะถูกนำมาสู่โลกนี้จากวรรคที่ 6 เป็นต้นมา.
 

ภัยพิบัติของแตรที่หนึ่ง 
 
แตรที่หนึ่ง – วรรคที่ 7: “เมื่อทูตสวรรค์องค์แรกเป่าแตรขึ้น ลูกเห็บและไฟปนด้วยเลือดก็ถูก ทิ้งลงบนแผ่นดิน ต้นไม้ไหม้ไปหนึ่งในสามส่วน และหญ้าเขียวสดไหม้ไปหมดสิ้น.”
อันดับแรกที่เราจะต้องค้นหาก็คือว่าเราผู้เป็นวิสุทธิชนจะต้องอยู่ในท่ามกลางภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดเมื่อมันถูกนำมาสู่โลกนี้หรือไม่. 
ที่นี่ทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดได้เป่าแตรทั้งเจ็ด เราจะต้องตระหนัดให้ได้ว่า เรายังคงอยู่บนโลกนี้และต้องผ่านหกภัยพิบัติแรกของภัยพิบัติทั้งเจ็ดก่อน เราก็ต้องทราบเช่นกันว่าเมื่อแตรที่เจ็ดถูกเป่าขึ้นเราก็จะปลื้มปีติและนี่ก็จะเกิดภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดตามมา.
วรรคที่ 7 บอกว่าเมื่อทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งเป่าแตรลูกเห็บและลูกไฟปนด้วยเลือดก็ถูกทิ้งลงบนแผ่นดินเผาไหม้หนึ่งในสามส่วนของโลกและต้นไม้ อีกในหนึ่ง หนึ่งในสามส่วนของโลกจะถูกเผาไหม้.
เมื่อธรรมชาติถูกเผาอยู่ภายใต้ควันไฟเราจะสามารถดำรงชีวิตอยู่กันได้ไหม? เราจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้จริงๆในสภาพแวดล้อมที่ล้อมรอบด้วยลูกเห็บและลูกไฟปนด้วยเลือด และต้นไม้ที่ถูกเผาไปเป็นเถ้าได้ไหม? เมื่อเราเผชิญอยู่กับการที่เราต้องสูญเสียบ้านให้กับฝนลูกเห็บและลูกไฟปนด้วยเลือดไปโดยแท้จริงและกับการคุกกรุ่นของป่าและภูเขา ก็คงไม่มีใครที่ปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ หรือแม้แต่เราปรารถนาที่จะอยู่ก็ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้. 
ต้องไม่ลืมว่าท่านและผู้เขียนจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติแรกนี้ เมื่อภัยพิบัติที่ใหญ่โตนี้เกิดขึ้นกับเรา เราจะต้องตระหนักเช่นกันว่าตอนนั้นปฎิปักษ์ต่อพระคริสต์ได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะว่าภัยพิบัติเช่นนั้นจะเกิดขึ้นก่อนที่ปฎิปักษ์ต่อพระคริสต์จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ในการค้นหาอำนาจสมบูรณ์ของโลก ผู้นำของโลกจะเริ่มต้นรวบรวมกองทัพเพื่อเผชิญกับภัยพิบัติ และผู้ปกครองจะรวมเข้าด้วยกันกับผู้ปกครองอื่นๆเพื่อพลังอันยิ่งใหญ่. 
จากนั้นปฎิปักษ์ต่อพระคริสต์จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติเหมือนกับที่ผู้ปกครองโดยสมบูรณ์ในกระบวนการนี้ ปฎิปักษ์ต่อพระคริสต์ก็จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันยิ่งใหญ่ในการจัดการและการฟื้นฟูธรรมชาติจากการถูกทำลาย และสาวกของพวกเขาก็จะเกิดขึ้นตามมาจากความประทับใจในกำลังของเขาโดยคิดว่าเขาเป็นดุจพระเจ้า.
พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราว่าเมื่อทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งเป่าแตรของเขา มันก็จะเกิดภัยพิบัติแรกขึ้นที่จะเผาไหม้หนึ่งในสามส่วนของโลก เราทั้งเหล่าวิสุทธิชนและประชาชนของโลกก็จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้เมื่อภัยพิบัตินี้ได้เข้าโจมตี และอะไรจะเกิดขึ้นกับโลกนี้? ความสับสนจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมกับความหายนะ ซากศพและคนบาดเจ็บนอนอยู่ทุกๆที่ สภาวะอากาศจะถูกปกคลุมด้วยหมอกควันและแก็สพิษโลกทั้งโลกที่ถูกทอดทิ้งจากไฟไหม้จะทอนกำลังในการสร้างอ๊อกซิเจนอย่างรุนแรง เพียงภัยพิบัติแรกเท่านั้นก็จะทำให้โลกนี้กลายเป็นเถ้าถ่าน มีความสามารถเพียงพอในการทำลายล้างถึงแม้ว่าเราปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ก็ตาม. 
จากภัยพิบัตินี้ เราจะต้องมีทางเลือกที่ฉลาด ในการมีชีวิตอยู่ในโลกธรรมดาในตอนนี้ เราอาจจะมีความกลัวในภัยพิบัติความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งที่กำลังจะมา เมื่อหนึ่งในสามส่วนของธรรมชาติตกอยู่ในเปลวไฟและผู้คนก็ร้องควรญครางอยู่ทุกที่ เราก็สามารถที่จะเป็นอิสระจากความกลัวนี้ได้และเกิดความกล้าหาญแทนโดยการที่จะทราบก่อนว่าจะเกิดภัยพิบัตินี้และก็จะเกิดขึ้นมากกว่านี้ เนื่องจากเรามีความหวังเราก็ยังถูกความกลัวเข้าจู่โจมก็เพราะเรามีเนื้อหนัง แต่เพราะว่าเรารู้อนาคตของโลกนี้ เราก็ให้ความหวังของเรากับอาณาจักรของพระเจ้าไม่ใช่กับโลกนี้ ด้วยความเชื่อเช่นนั้นและด้วยการสถิตอยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์เราก็จะสามารถมีความกล้าหาญได้. 
การร้องครวญครางของผู้คนในโลกจะดังขึ้นเรื่อยๆ และเราก็จะรู้สึกโศกเศร้ากับครอบครัวของเราในท่ามกลางผู้คนที่ไม่ได้รับการยกความผิดบาปเหล่านี้ ครอบครัวของเนื้อหนังเราบางคนไม่ได้ชำระความผิดบาปของตนอาจจะต้องขายเราให้กับพวกปฎิปักษ์ต่อพระคริสต์เพื่อแลกกับอาหาร อีกนัยหนึ่งคนอื่นอาจมาหาเราเพื่อถามเราว่าพวกเขาจะสามารถได้รับการยกความผิดบาปได้อย่างไร มันยิ่งกว่าเป็น ไปได้สำหรับโอกาศที่การยกความผิดบาปของพวกเขาจะยังคงใช้ได้อยู่ในตอนนั้น พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่าเมื่อภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดเกิดขึ้น หนึ่งในสามส่วนของทั้งโลกจะตาย ก็หมายความว่าสองในสามส่วนของโลกจะรอดชีวิต เมื่อประชากรหนึ่งในสามส่วนของของโลกถูกเผาไหม้ตายไปโดยแท้จริง เราก็ควรจะตระหนักว่าช่วงเวลาของการทนทุกข์ยากของเราและการเสด็จกลับมาของพระผู้เป็นเจ้านั้นอยู่ไม่ไกลเลย พระเจ้าทรงตรัสว่าพระองค์จะทรงให้ลูกเห็บและไฟปนด้วยเลือดตกลงมาจากท้องฟ้า. 
เมื่อพระเจ้าทรงทำให้ไฟและลูกเห็บตกลงมา เราก็จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ มันเป็นไปไม่ได้แม้แต่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่จะพัฒนาและป้องกันชั้นบรรยากาศที่ปกคลุมโลกทั้งโลกจากลูกเห็บและลูกไฟที่จะตกลงมาอย่างหนัก ถึงแม้ว่าจะมีสิ่งประดิษฐ์ใดๆเกิดขึ้นมาก็ยังไม่สามารถทนพลังของภัยพิบัติของพระผู้เป็นเจ้าที่กำลังจะมาถึงได้ เราจะต้องยอมรับในหัวใจของเราว่าภัยพิบัติเหล่านี้จะถึงเราอย่างแท้จริงและมีชีวิตปัจจุบันของเราโดยการเชื่อในพระวจนะของสัญญาของพระเจ้าทั้งหมด ด้วยหัวใจของเรา. 
เมื่อเร็วๆมานี้ ผู้เขียนได้ยินข่าวมาว่ามีลูกเห็บตกลงมาที่ประเทศจีนขนาดเท่าศีรษะมนุษย์วัดเส้น ผ่าศูนย์กลางได้ 45 เซ็นติเมตร ก้อนน้ำแข็งหนาๆขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ตกลงมาด้วยความเร็ว แรง และเยือกเย็น ผ่านหลังคาและทำลายทุกสิ่งที่มันตกลงมาโดน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภัยพิบัติแรกนั้นมีพลังมากยิ่งกว่านี้ เราจะต้องเชื่อในหัวใจของเราว่าไฟที่จะเผาไหม้หนึ่งในสามของโลกนั้นจะทำลายล้างมากยิ่งกว่าลูกเห็บที่ตกลงมาในเมืองจีนนัก เราจะต้องรักษาความเชื่อนี้ด้วยหัวใจของเรา และเราจะต้องกระทำด้วยความเชื่อเมื่อภัยพิบัตินี้มาถึงอย่างแท้จริง เราจะต้องเชื่อว่าโลกจะถูกทำลายในไม่ช้านี้ และเราจะต้องมีความมุ่งมั่นที่จะเผชิญกับภัยพิบัติเช่นนั้นด้วยความเชื่อ และตัดสินใจให้ตัวเราเองต้องทนทุกข์ยาก เมื่อเป่าแตรทั้งเจ็ดแล้ว ภัยพิบัติทั้งเจ็ดก็จะถูกนำมาสู่โลกนี้อย่างแท้จริง นี่คือสิ่งแรกของภัยพิบัติเหล่านี้. 
 

ภัยพิบัติของแตรที่สองที่นำมาโดยพระเจ้า
 
แตรที่สอง – วรรคที่ 8–9: “เมื่อทูตสวรรค์องค์ที่สองเป่าแตรขึ้น ก็มีสิ่งหนึ่งเหมือนภูเขาใหญ่ กำลังลุกไหม้ถูกทิ้งลงไปในทะเล และทะเลนั้นได้กลายเป็นเลือดเสียหนึ่งในสามส่วน สัตว์ทั้งปวงที่มี ชีวิตอยู่ในทะเลนั้นตายเสียหนึ่งในสามส่วน และบรรดาเรือกำปั่นแตกเสียหนึ่งในสามส่วน.”
เราจะต้องให้ความสนใจกับความจริงที่ว่าเหล่าวิสุทธิชนจะมีชีวิตผ่านภัยพิบัติที่สองนี้เช่นกัน. 
ที่นี่ได้บอกกับเราว่าบางสิ่งเหมือนกับภูเขาใหญ่ได้ถูกทิ้งลงทะเล และทำให้ทะเลนั้นได้กลาย เป็นสีเลีอดเสียหนึ่งในสามส่วน สัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตอยู่ในทะเลตายเสียหนึ่งในสามส่วน เมื่อช่วงเวลาสุดท้ายมาถึงสิ่งจำเป็นต่างๆของจักรวาลก็จะยุติลงกลุ่มของดวงดาวก็ถูกกัดเซาะและทำให้มันชนกันและแตกหัก ดาวตกก็จะพุ่งไปชนโลก ดาวตกบางดวงจะทะลุผ่านชั้นบรรยากาศและตกลงไปสู่ทะเลด้วยการเผาไหม้เต็มกำลัง ทำให้หนึ่งในสามส่วนของทะเลกลายไปเป็นสีเลือด และทำให้สัตว์ในทะเลนั้นตายเสียหนึ่งในสามส่วน และบรรดาเรือกำปั่นก็แตกเสียหนึ่งในสามส่วน นี่คือภัยพิบัติของแตรที่สองของภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ด. 
จากนั้นเราก็จะกินปลาจากทะเลได้ หรือแม้แต่ว่ายในทะเลได้ แล้วสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด? มันก็คงจะอีกไม่นานไปกว่านี้อีกแล้ว เมื่อสิ่งที่เหมือนกับภูเขาใหญ่จะถูกทิ้งลงทะเล, หนึ่งในสามส่วนของทะเลจะกลายไปเป็นสีเลือด, หนึ่งในสามส่วนของสิ่งมีชีวิตจะตายไป ร่างกายมนุษย์ที่จะเน่าเปื่อยลงในทะเล และเกิดคลื่นและแผ่นดินไหวซึ่งจะไม่เพียงแต่ทำลายเรือกำปั่นเท่านั้น แต่จะทำให้ผู้คนล้มตายลงไปเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน. 
ผู้เขียนจำได้ว่าเคยดูหนังที่มีดางตกลงมาสู่ทะเลและก็ทำให้เกิดคลื่นใหญ่ที่ปกคลุมโลกได้ ผู้ เขียนมั่นใจว่า ผู้ผลิตหนังเรื่องนี้ได้เห็นภาพของช่วงเวลาสุดท้ายในจิตใจของตนอย่างเจิดจ้าในตอนที่พวกเขาสร้างหนังเรื่องนี้ ที่ว่าภัยธรรมชาติอันยิ่งใหญ่จะปะทะโลกนี้นั้นเป็นความจริง ซึ่งแม้แต่ผู้ที่ไม่เชื่อก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ผู้คนจะถูกฆ่าตายมากมายนับไม่ถ้วนจากภัยพิบัติของดาวตกนี้ แต่เพียงหนึ่งในสามส่วนของโลกนี้เท่านั้นที่ถูกทำลาย ท่านและผู้เขียนจะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกนี้จนกระ ทั่งภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดถูกเทลงมา. 
ผู้คนเคยเชื่อมาก่อนว่าการปลื้มปีติจะเกิดขึ้นหลังจากสิ้นสุดความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง แต่จากการเกิดขึ้นของทฤษฏีการทนทุกข์ยากก่อนการปลื้มปีตินั้นก็มีนักเทววิทยาหันมาเชื่อในทฤษฏีนี้แทน ยิ่งไปกว่านั้นด้วยการปฎิเสธอาณาจักรพันปีก็ได้ทำให้ตอนนี้มีการเกิดขึ้นของอมิลเลนเนียมลิซึม ในการไร้ความสามารถของนักเทววิทยาในการรับมือกับพระวจนะวิวรณ์ทั้งหมดได้กำลังพยายามที่จะวิ่งหนีออก ไปจากพระวจนะทั้งหมด ผู้คนทั้งหลายที่ได้สูญเสียความหวังของตนไปบนโลกนี้เพราะภัยพิบัติที่กำลังจะมาจะจัดเตรียมความแตกต่างโดยสิ้นเชิงให้แก่เหล่าวิสุทธิชนผู้ที่เกิดใหม่ผู้ที่จะอดทนอยู่ในสถาน การณ์นั้นแทน โดยให้ความหวังของตนไปที่อาณาจักรพันปีและฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาเอาไว้เท่านั้น. 
เราควรจะเตรียมความเชื่อว่าช่วงเวลาสุดท้ายใกล้เข้ามาถึงเราแล้ว แต่แทนที่จะทำเช่นนั้นหลาย คนก็ชอบที่จะพูดถึงเรื่องการปลื้มปีติก่อนความยากลำบากหรืออมิลเนียมลิซึมมากกว่า โดยพยายามหลีก เลี่ยงที่จะเผชิญกับความเชื่อที่แท้จริงพวกเขาไม่ได้เตรียมความเชื่อของตนสำหรับความทุกข์ลำบากใหญ่ ยิ่ง เพราะว่าพวกเขาเชื่อว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมาในเมฆ, มีชีวิตอยู่โดยไม่ถูกรบกวนใดๆ และเพราะว่าพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาจะถูกยกขึ้นไปสู่อาณาจักรของพระเจ้าโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านภัยพิบัติใดๆ. 
ผู้ที่รู้สึกผ่อนคลายและไม่ได้จัดเตรียมสำหรับความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งอาจจะดูกล้าหาญ เหตุผลที่ดูเหมือนว่าผู้มีบาปที่ไม่ได้เกิดใหม่ช่างกล้าหาญก่อนความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งก็เพราะจิตวิญญาณของพวกเขาที่ได้มึนเมาต่อคำโกหกของผู้พยากรณ์ผิดๆแล้ว นั่นก็เป็นเพราะว่าจิตวิญญาณของพวกเขานั้นตายแล้วผู้คนจึงไม่ได้ฟังและยังปฏิเสธข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่จะทำให้พวกเขาได้เกิดใหม่โดยน้ำและพระวิญญาณและเข้าไปสู่อาณาจักรของพระเจ้าได้. (ยอห์น 3:5) 
แต่ผู้ที่เกิดใหม่จะต้องจัดเตรียมความเชื่อของตนสำหรับความยากลำบากในช่วงเวลาสุดท้ายโดยไม่ต้องสงสัยว่าปัจจุบันนี้พวกเขาจะมีความสบายเพียงใด พวกเขาต้องเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับอนาคตโดยการตั้งใจอยู่เสมอในการประกาศข่าวประเสริฐไปสู่ผู้ที่จะเชื่อในพระเจ้าเพื่อให้พวกเขาสามารถที่จะรอดเช่นเดียวกับจิตวิญญาณทั้งหลายเท่าที่จะเป็นไปได้ในช่วงเวลาของความยากลำบาก. 
การเพิกเฉยต่อการมาถึงของความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งนั้นเป็นความโง่อย่างเหลือเชื่อ ผู้ที่ทำเช่นนั้นจะทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอกับภัยพิบัติ คล้ายกันกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับสงครามเกาหลี ก่อนจะเกิดสงครามเกาหลี สหรัฐอเมริกาได้สืบหาการระดมพลโดยรวมของกองทัพเกาหลีเหนือ และเตือนเกาหลีใต้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการถูกรุกรานอย่างทันทีทันใด แต่รัฐบาลและทหารเกาหลีใต้ได้เพิกเฉยต่อคำเตือน อนุญาตให้กองกำลังได้พักผ่อนได้และยอมให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยหน้าได้มีความสุขในสุดสัปดาห์ในวันของการรุกราน. 
เนื่องจากพวกเขาไม่ได้เตรียมตัวเพื่อสงครามที่จะมาจากการรุกรานของเกาหลีเหนือ พวกเขาจึงไม่สามารถต่อต้านการโจมตีได้และถูกลงโทษโดยไม่มีเวลาตั้งตัว เกาหลีเหนือจึงต้องเรียกกองกำลังของตนให้กลับมาจากการพักผ่อนอย่างโดยด่วน และพยายามที่จะจัดกองกำลังเพื่อทำสงครามเพราะทัพหน้านั้นถูกตีแตกแล้วและมันไม่มีทางเลือกที่จะทำอะไรนอกจากล่าถอยไป.
ความเศร้าโศกนี้ที่จะเกิดขึ้นกับเราหากเราไม่เชื่อในพระวจนะที่พระเจ้าทรงตรัสแก่เราเกี่ยวกับช่วงเวลาสุดท้าย แต่หากเราเชื่อมันด้วยความจริงใจ เราก็สามารถหลุดจากความโศกเศร้าเสียใจนั้น บทวิวรณ์กล่าวถึงที่หลบภัยในช่วงเวลาสุดท้ายของความยากลำบาก แต่มันไม่ได้บอกเราเกี่ยวกับสถานที่ที่แท้จริง แม้ว่ามันบอกเราว่าเหล่าวิสุทธิชนจะมีที่หลบภัยและได้รับการอุปถัมภ์ในที่หลบภัย ที่หลบภัยนี้ก็ไม่ใช่อื่นใดนอกจากคริสตจักรนั่นเอง จะมีใครหาที่หลบภัยได้ที่ไหนในโลกนี้ได้? บางคนกล่าวว่าพวกเขาจะรอดชีวิตหากพวกเขาหลบหนีไปจากอิสราเอล แต่ในอิสราเอลนั้นพวกเขาจะเผชิญกับความยากลำบากอย่างแท้จริง ท่านควรจะตระหนักว่าเมื่อปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์จะได้ตั้งสำนักงานใหญ่ในอิสราเอล ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นมากที่นี่. 
แม้ว่าพระวจนะของความทนทุกข์ยากจะไม่เกิดขึ้นในทันทีในตอนนี้ แต่ท่านก็คงต้องรู้จักมันในหัวใจของท่านและเตรียมตัวไว้สำหรับอนาคต ท่านต้องเชื่อมันด้วยหัวใจและด้วยความเชื่อนี้ท่านต้องประกาศข่าวประเสริฐไปสู่ผู้คนให้เหมือนกับว่าท่านได้มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาของความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งเรียบร้อยแล้ว ท่านต้องเตรียมหัวใจของผู้คนและนำพวกเขาไปสู่ที่หลบภัยของตนโดยการประ กาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณไปสู่พวกเขา พระเจ้าทรงเก็บเราไว้ในคริสตจักรของพระองค์เพื่อให้เราประกาศไปสู่ผู้คนเช่นที่จะมาและช่วยพวกเขาในการเตรียมความเชื่อสำหรับช่วงเวลาสุดท้าย.
นี่คือเหตุผลที่เราทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ นั่นก็คือ การประกาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณด้วยกำลังแรงของเราเอง เราประกาศพระวจนะของวิวรณ์ในเวลานี้ นี่ไม่ใช่การโอ้อวดตัวท่านเอง แต่เพราะมันเป็นพระวจนะที่จำเป็นสำหรับยุคปัจจุบันนี้ ทั้งกับผู้ที่เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อ เพียงการเตรียมความเชื่อนี้ตั้งแต่ตอนนี้ก็จะไม่ทำให้หัวใจของเราหวั่นไหวเมื่อความทนทุกข์ยากและภัยพิบัติมาถึงตัวเรา.
แน่นอนว่าพระเจ้าจะประทานการปกป้องพิเศษของพระองค์ให้แก่เรา แต่เนื่องจากเรามีชีวิตอยู่ในโลกที่น่ากลัว ลำบาก และแสนยุ่งยาก หากเรารู้จักสิ่งที่จะมาในช่วงเวลาสุดท้ายและเตรียมความเชื่อของเราเพื่อเอาชนะความทุกข์ลำบาก เราก็จะสามารถเผยแพร่ข่าวประเสริฐไปได้มากขึ้น เช่นเดียวกันนี้ เนื่องจากเราจะให้ความหวังและความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในอาณาจักรของพระเจ้าเราก็จะไม่มีทางที่จะถูกขจัดออกจากโลกนี้หรือไม่มีทางที่จะขายความเชื่อ แต่เราจะทำภาระกิจของความเชื่อมากยิ่งขึ้นแทน นี่คือเหตุผลที่เราประกาศพระวจนะวิวรณ์และรับใช้ภาระกิจของความเชื่อทั้งหลาย.
 

ภัยพิบัติของแตรที่สาม
 
แตรที่สาม วรรคที่ 10–11 “เมื่อทูตสวรรค์องค์ที่สามเป่าแตรขึ้น ก็มีดาวใหญ่ดวงหนึ่งเป็นเปลวไฟลุกโพลงดุจโคมไฟตกจากท้องฟ้า ดาวนั้นตกลงบนแม่น้ำหนึ่งในสามส่วน และตกลงที่บ่อน้ำพุทั้งหลาย ดาวดวงนี้มีชื่อว่าบอระเพ็ดรสของน้ำกลายเป็นรสขมเสียหนึ่งในสามส่วนและคนเป็นอันมากก็ได้ตายไปเพราะน้ำนั้นกลายเป็นรสขมไป.” 
เหล่าวิสุทธิชนจะมีชีวิตอยู่ผ่านภัยพิบัติที่สามนี้ ภัยพิบัติของแตรที่สองได้ถูกนำไปสู่ทะเล แต่ภัยพิบัติของแตรที่สามนี้จะถูกนำไปสู่แม่น้ำและบ่อน้ำพุ ดาวใหญ่ตกลงมาจากสวรรค์นั้นหมายถึงดาวหาง แม่น้ำและบ่อน้ำพุทั้งหลายที่ถูกดาวตกใส่จะกลายเป็นรสขมตามที่มันเปลี่ยนเป็นบอระเพ็ด ในยุคเก่าผู้ คนใช้ผงบอระเพ็ดและกินมันเพื่อรักษาโรค ซึ่งมันขมมาก พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกกับเราว่าบอระเพ็ดขมนี้จะกระจายไปทั่วแหล่งน้ำของโลกนี้ ผู้คนอาจจะตายเพราะได้ดื่มมันก็ได้. 
หนึ่งในสามส่วนของน้ำของโลกจะเปลี่ยนไปเป็นบอระเพ็ด หลายคนจะตายเพราะมัน แต่พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปกป้องคนของพระองค์ตลอดทั้งภัยพิบัตินี้ สาเหตุหลักของการตายเป็นจำนวนมากนี้จะทำให้เกิดโรคติดต่อทางน้ำ การตกของดาวหางอาจจะทำให้ชีวะเคมีบางอย่างในน้ำเปลี่ยนแปลง อีกนัยหนึ่งผู้คนจะไม่ตายเพียงแค่น้ำมีรสขม แต่จะตายเพราะบางสิ่ง เราทราบและเชื่อว่าทั้งหมดนี้คือความจริงที่จะมาถึงโดยแน่นอนที่สุดในอนาคต.
 

ภัยพิบัติของแตรที่สี่ 
 
แตรที่สี่ วรรคที่ 12 “เมื่อทูตองค์ที่สี่เป่าแตรขึ้น ดวงอาทิตย์ที่ถูกทำลายไปหนึ่งในสามส่วน ดวงจันทร์และดวงดาวทั้งหลายก็เช่นเดียวกันจึงมืดไปหนึ่งในสามส่วน กลางวันก็ไม่สว่างเสียหนึ่งในสามส่วน กลางคืนก็เช่นเดียวกับกลางวัน.” 
อย่าลืมว่าเหล่าวิสุทธิชนจะยังคงมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ผ่านภัยพิบัติที่สี่.
หากหนึ่งในสามส่วนของกลางวันไม่สว่าง มันหมายความว่าแสงสว่างในตอนกลางวันลดลงสี่ชั่วโมงจากเวลาสว่างโดยเฉลี่ยเจ็ดถึงแปดชั่วโมง เมื่อพระจันทร์และดวงดาวจะเสียแสงสว่างไปหนึ่งในสามส่วน โลกทั้งโลกก็จะมืดมิด ภาพยนต์เรื่องแร็ฟเตอร์ที่สร้างตามทฤษฎีการปลื้มปีติก่อนความยากลำ บากซึ่งท่านจะได้เห็นว่าโลกทั้งโลกไปเปลี่ยนไปสู่ความมืดมิด เป็นเหตุให้ทุกคนกรีดร้องและหวาดกลัว ลองคิดด้วยตัวของท่านเองว่าเมื่อมันควรจะเป็นเวลา 11.00 น. แต่พระอาทิตย์กลับหายไปในทันทีทันใดและไม่มีแสงสว่างอีกต่อไป ท่านก็จะติดอยู่ในความกลัวราวกับว่ายมทูตได้แวะมาเยี่ยมท่าน.
เราทราบว่าเราจะมีชีวิตอยู่โดยผ่านช่วงเวลาของภัยพิบัติเช่นนั้น แต่ท่านก็ไม่ควรจะกลัว พระเจ้าจะทรงปกป้องท่านและอวยพระพรให้ท่านมากขึ้น จากเวลานี้ ความเชื่อของท่านจะเข้มแข็งขึ้นเพื่อ ให้พระเจ้าทรงตอบรับการอธิษฐานและภาระกิจของท่านในช่วงเวลาที่ท่านอธิฐานต่อพระองค์ เนื่อง จากพระเจ้าทรงสัญญากับเราว่าจะทรงอยู่กับเราเสมอจนกระทั่งถึงเวลาสิ้นโลก พระเจ้าก็จะไม่ทรงทิ้งเราให้อยู่เดียวดายในความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งของช่วงเวลาสุดท้าย พระเจ้าจะทรงอยู่กับเราเสมอโดยไม่มีข้อสงสัยเลย เนื่องจากพระเจ้าจะทรงอยู่กับเราตลอดเวลา ดังนั้นเราก็จะต้องเชื่อว่าพระองค์จะทรงปก ป้องเราและอนุญาตให้เราได้รอดชีวิต และเราจะต้องเผยแพร่ความเชื่อนี้ให้แก่ผู้อื่นและเตรียมความเชื่อของพวกเขาเช่นเดียวกัน. 
 

อีกสามภัยพิบัติที่จะมา 
 
วรรคที่ 13 กล่าวว่า “แล้วข้าพเจ้าก็มองดูและได้ยินทูตสวรรค์องค์หนึ่งที่บินอยู่ในท้องฟ้า ร้องประกาศเสียงดังว่า ‘วิบัติ วิบัติ วิบัติ จะมีแก่คนทั้งหลายที่มีอยู่บนแผ่นดินโลก เพราะเสียงแตรขแงทูตสวรรค์ทั้งสามองค์กำลังจะเป่าอยู่แล้ว.’” 
ตามที่ทูตสวรรค์ตะโกนว่า วิบัติถึงสามครั้ง ก็จะมีภัยพิบัติเกิดกับโลกนี้อีกสามครั้ง อีกนัยหนึ่งภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดยังเหลืออีกสามครั้ง เราควรจะตระหนักว่าเราจะรับรู้ถึงการปลื้มปีติของเราโดยแตรที่เจ็ด เมื่อภัยพิบัติของแตรที่หนึ่งถึงหกสิ้นสุดลง และเมื่อทูตสวรรค์ที่เจ็ดเป่าแตร เหล่าวิสุทธิชนจะเป็นขึ้นมาจากความตายและปลื้มปีติขึ้นโดยทันที เมื่อเหล่าวิสุทธิชนทั้งหลายถูกยกขึ้นและพบกับพระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ ภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดจะถูกเทลงบนโลกนี้. 
เราจะต้องตระหนักว่าในไม่ช้านี้โลกนี้ก็จะเข้าสู่จุดเริ่มต้นของภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดและขันทั้งเจ็ดที่จะเทลงมาหลังจากแตรที่เจ็ดของภัยพิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า และเราจะต้องเชื่อมันด้วยหัวใจของเรา และเราจะต้องหล่อเลี้ยงความเชื่อของเราในตอนนี้เพื่อว่าความเชื่อของเราจะเติบโตอย่างเข้มแข็งเพียงพอในการยืนหนักผ่านภัยพิบัติเหล่านี้ทั้งหมด หากผู้คนเชื่อโดยปราศจากความรู้ของช่วง เวลาสุดท้ายมาก่อน พวกเขาจะตกตะลึงเมื่อความทนทุกข์ยากมาถึงโดยแท้จริง. 
ดังนั้นความเชื่อของเราในเรื่องเสียงแตรสุดท้ายจะต้องสอดคล้องกับความรู้ที่แม่นยำของช่วง เวลาสุดท้าย ในเมื่อทุกวันนี้ใกล้จะถึงช่วงเวลาสุดท้ายแล้วดังนั้นเราจะต้อง ไม่ละเลยหรือห่างไกลจากคริสตจักร โดยไม่ต้องสงสัยว่าเราจะต้องเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าตามที่ได้ประกาศกับเราผ่านคริสตจักรเพื่อให้เรายึดถือเอาไว้ด้วยความเชื่อเพียงใด.
เมื่อภัยพิบัติเหล่านี้มาถึง ผู้ที่ไม่รอดบางคนแม้แต่คนในครอบครัวของท่าน, ญาติหรือเพื่อน อาจ ตามท่านมา แม้ในช่วงเวลาโดยทั่วไปเมื่อถามว่าญาติ พี่น้อง พ่อแม่ของเราคือใคร พระผู้เป็นเจ้าจะทรงบอกเราว่าก็คือเหล่าผู้ที่เชื่อตามพระประสงค์ของพระบิดา เมื่อโลกของความทนทุกข์ยากมาถึงผู้ที่เกิดใหม่จะตระหนักได้มากขึ้นว่าใครคือเหล่าพี่น้อง และครอบครัวของตนอย่างแท้จริง เนื่อง จากเราเข้าใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในตอนนี้ด้วยความเชื่อนี้ และเนื่องจากพระเจ้าทรงปลดปล่อยท่านและผู้ เขียนจากภัยพิบัตินี้พระองค์จะทรงเฝ้าดูแลเราอยู่ทรงปกป้องเราจากภัยพิบัติ และอุปถัมภ์เราในคริสต จักรของพระองค์ดุจเป็นบุตรของพระองค์ ความเชื่อนี้จะต้องได้รับการปลูกฝังอย่างมั่นคงในตัวเรา.
เหล่าผู้ที่ขายเราให้แก่ปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ในช่วงเวลาสุดท้ายอาจจะเป็นผู้ที่มาจากครอบครัวของเนื้อหนังของเราเองก็ได้ ดังนั้น แม้ว่าพวกเขาเป็นครอบครัวและญาติของเรา หากพวกเขาไม่ได้เกิดใหม่โดยน้ำและพระวิญญาณแล้ว เราจะต้องมีความเชื่อที่เข้มแข็งเพียงพอในการพิจารณาพวกเขาว่าเป็นคนแปลกหน้ามาตั้งแต่แรก อีกนัยหนึ่งพวกเขาสามารถที่จะทำอะไรได้เลวร้ายเพียงพอแก่เรามากกว่าคนแปลกหน้าจริงๆเสียอีก ไม่ต้องสงสัยว่าพวกเขาเป็นครอบครัวของเนื้อหนังของเรา หากพวกเขาไม่รอดแล้วเราก็จะต้องตระหนักว่าพวกเขาเป็นศัตรูของเราโดยที่เราไม่ได้ระมัดระวัง เราจะต้องเปิดหัวใจของเราให้กับสิ่งที่เรามักจะได้ยินจากพระวจนะของพระเจ้าในประเด็นนี้และเชื่อว่ามันเป็นความจริง. 
พระเจ้าจะทรงนำภัยพิบัติในช่วงเวลาสุดท้ายมาสู่ผู้มีบาปเหมือนกับที่ทรงทำให้เมืองโสดมและโกโมราห์ตกอยู่ในบึงไฟโดยการทำให้ดาวหางและลูกไฟตกลงมา การลำลายเมืองโสดมและโกโมราห์ของพระเจ้านั้นคือความจริงที่พิสูจน์แล้วโดยหลักฐานทางโบราณคดี. 
ในปัจจุบันนี้ มีภาพยนต์หลายเรื่องที่มีพล็อตเรื่องที่อิงอยู่กับเรื่องการทำลายมนุษยชาติจากการประทะกันของโลกและอุกาบาต ภาพยนต์เช่นนั้นได้สร้างขึ้นตามพื้นฐานของพระวจนะของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่บันทึกภัยพิบัติของวันสุดท้ายที่จะมาถึงโลกนี้เอาไว้ ความเป็นไปได้ของดาวตกที่จะตกลงมายังโลกนี้นั้นมีค่อนข้างสูงทีเดียว มันทำให้ดูเหมือนว่าภัยพิบัติเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปสู่ความจริงในโลกนี้. 
ตัวอย่างที่ดีก็คือหลักฐานซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ที่แสดงว่าโลกได้ตกลงไปสู่การเปลี่ยน แปลงที่ยิ่งใหญ่ในยุคดึกดำบรรพ์รูปแบบชีวิตที่สูญพันธ์ไปแล้วบอกเราถึงการคงอยู่ของเขาผ่านซากดึกดำบรรพ์เหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์บางท่านแนะนำว่าการสูญพันธ์ของรูปแบบชีวิตในยุคโบราณเหล่านี้รวมทั้งไดโนเสาร์ด้วยได้ถูกอธิบายโดย การปะทะกันของดาวหางที่พุ่งชนโลก ดังนั้นภัยพิบัติของดาวหางที่ได้เขียนไว้ในวิวรณ์ บทที่ 8 นั้นมีความเป็นไปได้ที่เราจะต้องตระหนักว่ามันจะเกิดขึ้นในโลกนี้. 
 

อนาคตมันไม่ไกลเกินไป 
 
เราจะต้องตระหนักว่าภัยพิบัติเช่นนั้นที่จะเกิดขึ้นแก่โลกนี้นั้นอยู่ไม่ไกลเลย นักวิทยาสาสตร์บางท่านได้พยายามที่จะโคลนนิ่งมนุษย์แล้วซึ่งมันอาจจะเป็นการท้าทายพระเจ้าที่ทำได้ยากเย็นมาก ดังนั้น ในยุคนี้ ภัยพิบัติเหล่านี้ได้ถูกนำมาโดยพระเจ้าแล้ว มนุษยชาติจะต้องไม่ลืมที่จะวางใจในพลังทางวิทยาศาสตร์ของพระเจ้า. 
ตอนนี้มนุษยชาติพยายามตอบรับภัยพิบัติทั้งหมดของโลกโดยพลังของความรู้ทางวิทยาศาสตร์นี้ แต่ไม่มีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ใดที่จะสามารถปกป้องภัยพิบัติของพระเจ้าได้ เพราะมันเลวร้ายมากกว่าภัยพิบัติอื่นใดที่มนุษยชาติได้ประสบมาก่อน เมื่อเรามองดูความก้าวหน้าทางวิทยทศาสตร์ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นในปัจจุบันนี้ เราก็จะเห็นว่ามนุษยชาตินั้นท้าทายอำนาจของพระเจ้า แล้วต้องการที่จะเป็นเหมือนกับพระองค์ แต่ไม่ต้องสงสัยว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นั้นมีไปไกลเพียงใด แต่ก็ไม่มีผู้ใดที่จะมาหยุดยั้งภัยพิบัติที่พระเจ้าทรงนำมาให้ได้ ภัยพิบัติทั้งหมดเหล่านี้ถูกร้องขอโดยมนุษยชาติเอง.
หนทางเดียวที่จะหลบหนีภัยพิบัติที่พระเจ้าทรงนำมาก็คือการค้นพบความจริงของความรอดผ่านข่าวประเสิฐของน้ำและพระวิญญาณ และรับเอาที่หลบภัยในอ้อมพระกรของพระผู้เป็นเจ้าโดยการเชื่อ หลบหนีจากภัยพิบัติโดยการตระหนักและเชื่อว่ามีเพียงหนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการพิพากษาที่น่ากลัวของพระเจ้าได้ก็คือความเชื่อของท่านในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ. 
พระพรและคำสาปแช่งทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า หากพระเจ้าทรงตัดสินพระทัยที่จะรักษาโลกนี้ แล้วโลกก็จะอยู่ต่อไป หากไม่ทรงรักษาไว้ โลกก็จะถูกทำลาย หากท่านเชื่อพระวจนะของพระเจ้าอย่างบริสุทธิ์มากขึ้นและกลัวพระองค์มากขึ้นก็จะมีชีวิตอยู่ในยุคนั้น พระเจ้าจะทรงนำท่านไปสู่ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่สามารถปกป้องท่านออกจากภัยพิบัติที่น่ากลัวที่กำลังจะมานี้. 
แม้แต่ตอนนี้ หลายคนทั่วโลกกำลังจะตายและกลัวตัวสั่นจากแผ่นดินไหว ใต้ฝุ่น และหายนะทั้งหลาย ยิ่งไปกว่านั้นสงครามจะไม่มีที่สิ้นสุด ชนชาติต่างๆจะต่อสู้กันเองและแต่ละรัฐก็จะต่อสู้กันเอง ดังนั้นเมื่อปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ที่สับ สนอลหม่านเช่นนั้น ผู้คนก็จะเชื่อตามพวกเขา แล้วสิ่งนี้จะติดตามมาด้วยภัยพิบัติที่น่ากลัวบนโลกนี้ และในช่วงเวลาสุดท้ายโลกนี้จะถูกทำลายอย่างสมบูรณ์จากภัยพิบัติที่พระเจ้าทรงนำมาให้เหล่านี้. 
พระเจ้าจะทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่และประทานให้แก่ผู้ที่ได้รับการปลดปล่อยจากความผิดบาป วัตถุประสงค์ในการสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ก็คือการประทานมันมาให้ กับผู้ที่ได้เกิดใหม่อีกครั้งโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ พระเจ้าจะทรงทำลายโลกที่หนึ่งและเปิดโลกที่สอง ดังนั้นโลกของความเจริญทางวิทยาศาสตร์ก็จะหายไปเหมือนกับที่ยุคไดโน เสาร์หายไป และเราจะเป็นพยานในการเริ่มต้นของโลกใหม่ที่พระเจ้าทรงนำมาด้วยตาของเราเอง. 
จากนั้นเราต้องคิดว่าตอนนี้เราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เราจะต้องเชื่อในภัยพิบัติทั้งหมดที่กำลังจะมาตามที่ได้บันทึกเอาไว้ในข้อความข้างต้น และมีชีวิตในช่วงสุดท้ายอยู่เพื่อความชอบธรรมของพระเจ้าเพื่อเตรียมตัวสำหรับโลกหน้าด้วยความเชื่อ เราจะต้องมีความรู้ของพระวจนะวิวรณ์ของผู้พยากรณ์ ผู้เขียนได้กล่าวในตอนนี้ก็เพราะว่าเมื่อวันนั้นมาถึง ความรู้ทั้งหมดที่ท่านได้รับมาจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อความเชื่อของท่าน. 
เป็นไปได้ที่วัตถุทางอวกาศทั้งหมดจะปะทะกันกับโลกนี้ จากอุกาบาตที่แตกกระจายออกมาจากดาวพุธและดาวศุกร์ไปเป็นสะเก็ดดาวมากมายนับไม่ถ้วน ต่างก็ถูกเรียกว่า “วัตถุใกล้โลก.” (เอ็นอีโอ) ครั้งหนึ่งองค์การนาซ่าได้เปิดเผยรายการของวัตถุใกล้โลกในโซลาร์ซิสสเต็มถึง 893 ชื้นด้วยกัน หากวัตถุเหล่านี้สักชิ้นหนึ่งเข้ามาปะทะโลก ก็ยากที่จะจินตนาการในการทำลายล้างที่ถูกนำมาจากการปะทะนี้ ผลกระทบของภัยพิบัตินี้จะมากมายมหาศาลมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์เป็นพันๆลูกรวมกัน. 
ลองนึกดูว่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้นในโลกนี้ ป่า, น้ำ และเรือจะถูกทำลาย มนุษยชาติทั้งหมดจะต้องเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณและมีชีวิตอยู่โดยการเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตนิรันดร์. 
พระผู้เป็นเจ้าทรงบอกเราว่าเมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติมาถึงโลกนี้ หนึ่งในสามส่วนของดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ และดวงดาวจะไม่มีแสงสว่าง แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้และเชื่อสิ่งนี้ มีคนเพียงน้อยนิดที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณและประกาศมันว่าเป็นความจริง. 
จิตใจของเราต้องตื่นตัวอยู่เสมอ ภัยพิบัติเหล่านี้จะมาถึงอย่างแท้จริง เราจะต้องค้นหามันด้วยความเชื่อนี้ท่านและผู้เขียนจะต้องตระหนักว่ายุคปัจจุบันนี้ใกล้กับความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น และเราจะต้องมีชีวิตที่เหลืออยู่ของเราในความเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆอยู่ในหัวใจของเรา.
หากเราไม่มีชีวิตอยู่โดยการเชื่อในพระวจนะของการพยากรณ์สำหรับความยากลำบากในตอน นี้แล้ว หัวใจของเราก็จะว่างเปล่า ไม่มีเป้าหมายใดๆและเราจะไม่สมบูรณ์โดยการวิตกกังวลในชีวิต สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้น ในเวลาเดียวกันเราจะต้องมีชีวิตอยู่โดยการวางความหวังในโลกนี้ราวกับว่าเราจะไม่ทิ้งโลกนี้ หลายคนมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์พอสมควรที่จะทราบดีว่ามันไม่มีความหวังสำหรับโลกนี้ พระเจ้าจะทรงวางโลกนี้ไว้อย่างไร้ประโยชน์อย่างแน่นอน. 
พระเจ้าจะทรงสร้างอาณาจักรใหม่ของพระเยซูและอนุญาตให้คนชอบธรรมได้ดำรงชีวิตอยู่ในอาณาจักรใหม่นี้ และพระองค์จะทรงยอมให้เหล่าผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณได้มีชีวิตอยู่กับพระองค์ตลอดไป.
เราควรจะสลัดความต้องการและความคิดส่วนตัวของเราทิ้งไปต่อพระพักตร์พระเจ้าและยอม รับและเชื่อในพระวจนะของการพยากรณ์ของพระองค์ด้วยความนอบน้อม เราจะต้องประกาศข่าวประ เสริฐของน้ำและพระวิญญาณออกไปแล้วจากนั้นก็พบกับพระผู้เป็นเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จมา เราลองมามีชีวิตอยู่เพื่อภาระกิจของพระเจ้าเมื่อพระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมายังโลกนี้ เราจะได้รับชีวิตใหม่ ร่างกายของเราก็จะเปลี่ยนแปลงเหมือนกับพระองค์และเราจะมีชีวิตอีกครั้งอยู่ในโลกใหม่ของพระองค์เหมือนกับที่พระองค์ทรงบอกเราทั้งหมด. 
เราไม่ทราบวันและเวลาที่แท้จริงของการเสด็จกลับมาของพระผู้เป็นเจ้า แต่จากการดูสัญญาณของโลกนี้ เราทราบว่าภัยพิบัติทั้งหมดที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในพระวจนะของพระเจ้านั้นใกล้เราเข้ามา แล้ว ดังนั้นเราเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงทำนายทุกสิ่งเหล่านี้และผู้แสดงหนทางของความรอดให้เรา.