คำสอน

เรื่องที่ 10: วิวรณ์ (ข้อคิดเกี่ยวกับวิวรณ์)

[บทที่ 10-2] (วิวรณ์ 10:1-11) ท่านทราบไหมว่าเมื่อใดที่ การปลื้มปีติของเหล่าวิสุทธิชนจะเกิดขึ้น?

(วิวรณ์ 10:1-11)
 
ตอนนี้เรามาให้ความสนใจกับประเด็นที่ว่าเมื่อใดจะเกิดการปลื้มปีติขึ้น มีหลายๆข้อความ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่กล่าวถึงการปลื้มปีติ พันธสัญญาฉบับใหม่ก็ได้กล่าวถึงในหลายข้อความด้วย และเราก็พบในพันธสัญญาฉบับเก่าเช่นกัน ตัวอย่างเช่นเอลียาห์ ผู้มาจากสวรรค์ในราชรถไฟ และเอ โนคผู้ดำเนินกับพระเจ้าและพระเจ้าทรงรับเขาไป ตามที่ได้เห็นนั้นว่าพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้กล่าวถึง การปลื้มปีติในหลายๆที่ การปลื้มปีติหมายถึง ‘การยกขึ้น.’ ซึ่งก็หมายความถึงการยกคนของพระเจ้า ขึ้นสู่สวรรค์ด้วยฤทธิ์ของพระองค์. 
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปริศนาสำคัญส่วนใหญ่ของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลก็คือคำถามของการ ปลื้มปีติ พระเจ้าจะทรงยกประชาชนของพระองค์ขึ้นไปเมื่อใด? คำถามนี้ในช่วงเวลาของการปลื้ม ปีติก็คือคำถามที่ถามกันบ่อยที่สุดในคริสตศาสนา.
เราลองกลับไปดู 1 เธสะโลนิกา 4:14–17 และดูในสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกเราผ่านอัคร สาวกเปาโล “เพราะถ้าเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ และทรงคืนพระชนม์แล้ว เช่นเดียวกัน บรรดาคนที่ล่วงหลับไปในพระเยซูนั้น พระเจ้าจะทรงนำคนเหล่านั้นมากับพระองค์ด้วย ในข้อนี้ เราขอบอกให้ท่านทราบตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า เราผู้ยังเป็นอยู่และเหลืออยู่จนถึง องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้วก็หามิได้ ด้วยว่าองค์ พระผู้เป็นเจ้าเองจะเสด็จมาจากสวรรค์ ด้วยเสียงกู่ก้อง ด้วยสำเนียงของเทพบดี และด้วยเสียงแตร ของพระเจ้า และคนทั้งปวงที่ตายแล้วในพระคริสต์จะเป็นขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยัง เป็นอยู่และเหลืออยู่ จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น เพื่อจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าใน ฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละเราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์.” 
พระเจ้าทรงบอกในยูดาส 1:14 ว่า “เอโนคคนที่เจ็ดนับแต่อาดัมได้พยากรณ์ถึงคนเหล่านี้ ด้วยว่า ‘ดูเถิดองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาพร้อมกับพวกวิสุทธิชนของพระองค์หลายหมื่น.’” อีกนัย หนึ่ง วิสุทธิชนจะถูกยกขึ้นไปบนฟ้าอากาศโดยพระเจ้าของเรา จากนั้นจะกลับลงมายังโลกนี้อีกครั้ง หนึ่งพร้อมกับพระผู้เป็นเจ้าของเรา นี่คือเสียงของการบรรยายการปลื้มปีติตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ล. 
เหตุผลที่เราดูข้อความข้างต้นล่วงหน้าก็เพราะว่าวิวรณ์ บทที่ 10 บอกเราว่าการปลื้มปีติจะ มาถึงเมื่อใด ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ ใจความสำคัญของข้อความของบทนี้นั้นพบใน วรรคที่ 7 “แต่ว่าในวันแห่งเสียงของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดนั้น คือเมื่อท่านจะเป่าแตรขึ้น ความลึกลับ ของพระเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสไว้แก่พวกศาสดาพยากรณ์ ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์นั้นก็จะสำเร็จ.” วรรคนี้เป็นกุญแจที่จะตอบคำถามทั้งหมดเกี่ยวกับการปลื้มปีติ เพราะมันได้บอกเราว่าการปลื้มปีติ จะเกิดขึ้นเมื่อใด. 
พระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์มาหายอห์น และพระองค์ทรงแสดงให้เห็นในสิ่งที่พระองค์จะ ทรงกระทำผ่านทูตสวรรค์โดยการการทำให้เขากระทำเหมือนกับว่าพระผู้เป็นเจ้าเสด็จมายังโลกนี้ ทูตสวรรค์องค์นี้ยกมือของเขาขึ้นสู่สวรรค์ “และปฏิญาณโดยอ้างพระนามของพระองค์ผู้ทรงพระ ชนม์อยู่เป็นนิตย์ ผู้ได้ `ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในฟ้าสวรรค์นั้น ทรงสร้างแผ่นดิน โลก และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในแผ่นดินโลกนั้น และทรงสร้างทะเล กับสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในทะเลนั้น' ว่า จะไม่มีการเนิ่นช้าอีกต่อไปแล้ว.” จะไม่มีการเนิ่นช้าอีกต่อไปแล้ว หมายความว่าจะไม่มีเหตุผล ใดๆที่จะทำให้เนิ่นช้าอีกต่อไป มันหมายความว่า “ไม่มีเวลา” การที่ไม่มีเวลาก็หมายความว่าถึงวัน ของเสียงของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ด ความลึกลับของพระเจ้าจะสมบูรณ์ตามที่พระเจ้าทรงประกาศต่อ ศาสดาพยากรณ์และคนรับใช้ของพระองค์. 
เมื่อถึงเสียงแตรสุดท้ายของภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ด โลกจะเข้าไปสู่ภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ด เราจะต้องตระหนักจากตอนนั้นว่า ไม่มีเวลาเหลืออีกแล้วสำหรับโลกนี้ ตามที่พระวจนะของพระเจ้า ในวรรคที่ 7 ในวันของ “แต่ว่าในวันแห่งเสียงของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดนั้น คือเมื่อท่านจะเป่าแตรขึ้น ความลึกลับ ของพระเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสไว้แก่พวกศาสดาพยากรณ์ ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ นั้นก็จะสำเร็จ.” ซึ่งหมายความถึงช่วงเวลาของการปลื้มปีติ เปาโลก็กล่าวในที่อื่นเช่นกันว่าการปลื้ม ปีติจะเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงของเทพบดีและเสียงของแตรของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่เปาโลมีอยู่ในใจและ นี่คือจุดเริ่มต้นสำหรับการอ้างอิงของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลแก่การปลื้มปีติเช่นเดียวกัน. 
“แต่ว่าในวันแห่งเสียงของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดนั้น คือเมื่อท่านจะเป่าแตรขึ้นความลึกลับ ของพระเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสไว้แก่พวกศาสดาพยากรณ์ ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ นั้นก็จะสำ เร็จ.” พระวจนะบอกเราว่าการปลื้มปีติของเหล่าวิสุทธิชนจะเกิดขึ้นเมื่อทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดเป่าแตร ของเขา คือการยกขึ้นไปบนฟ้าอากาศ เมื่อคนรับใช้ของพระเจ้าเผยแพร่ข่าวประเสริฐของน้ำและ พระวิญญาณไปสู่จิตวิญญาณที่สูญเสีย พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาสู่หัวใจของผู้ที่เชื่อผู้ที่ยอม รับข่าวประเสริฐที่แท้จริง และพวกเขาก็จะเป็นบุตรของพระเจ้าโดยแท้จริง มันเหมือน กับเราทั้ง หมดที่การปลื้มปีติที่ยกเหล่าวิสุทธิชนขึ้นไปบนฟ้าอากาศและความลึกลับของพระเจ้าจะเป็นจริง หลังจากนี้พระเจ้าจะทรงทำลายโลกนี้โดยสมบูรณ์โดยการเทขันสุดท้ายภัยพิบัติของขันทั้ง เจ็ดที่นำอาณาจักรของพระเจ้ามาสู่โลกนี้ที่ ที่เราจะครองร่วมกับพระคริสต์เป็นพันปี และจากนั้นจะ ย้ายเราไปสู่ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ที่ ที่เราจะมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์. 
หลังจากที่พระเจ้าทรงตรัสกับยอห์นเกี่ยวกับการมาถึงของการปลื้มปีติแล้ว พระเจ้าทรงรับ สั่งให้เขากินหนังสือเล็กๆและพยากรณ์อีกครั้ง บทเรียนที่สำคัญที่สุดที่คนรับใช้ของพระเจ้าจะต้อง สอนเหล่าวิสุทธิชนให้มีชีวิตอยู่ในวันสุดท้ายของเหตุการณ์ของการปลื้มปีติและช่วงเวลาที่แท้จริง.
ของมัน พวกเขาควรจะสอนบทเรียนเหล่านี้ในเสียงของวาระนี้ตามพระคัมภีร์ พวกเขาจะต้องประ กาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณอย่างถูกต้อง นี่คือสิ่งที่คนรับใช้ของพระเจ้าและวิสุทธิชน ของพระองค์ผู้ที่มีชีวิตผ่านช่วงเวลาสุดท้ายจะต้องทำ ดังนั้นพระเจ้าทรงวางความไว้วางใจให้แก่ เหล่าวิสุทธิชนพร้อมกับภาระกิจเหล่านี้ เช่นเดียวกับการเปิดเผยความลึกลับของพระองค์ให้แก่พวก เขา พระเจ้าทรงบอกเราว่าพระองค์จะไม่เนิ่นช้าอีกต่อไปแล้ว แต่จะทำให้ภาระกิจของพระองค์สม บูรณ์โดยไม่มีความล้มเหลว เมื่อเวลานั้นมาถึง พระเจ้าจะทรงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นจริง.
ในบทที่ 11 ได้ปรากฎต้นมะกอกสองต้นนั่นก็คือสองผู้พยากรณ์ คนรับใช้ของพระเจ้าทั้ง สองนี้แทนสัญลักษณ์ด้วยต้นมะกอกสองต้นที่ถูกฆ่าโดยปฏิปักษณ์ต่อพระคริสต์ในการต่อสู้กับเขา แต่พวกเขาจะเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้งหนึ่งและปลื้มปีติในสามวันครึ่ง อีกนัยหนึ่งพระเจ้าทรง แสดงให้เราได้เห็นถึงโอกาศที่แตกต่างกันของการเกิดการปลื้มปีติเมื่อเหล่าวิสุทธิชนได้ทนทุกข์ยากในช่วงเวลาของปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์. 
สิ่งที่เราจะต้องทราบล่วงหน้าก็คือว่าเหล่าวิสุทธิชนจะมีชีวิตผ่านความยากลำบากใหญ่ยิ่ง จะยังอยู่จนกระทั่งถึงหกภัยพิบัติแรกของภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ด และพระเจ้าจะทรงปกป้องเหล่า วิสุทธิชนจากภัยพิบัติเหล่านี้ของแตรทั้งเจ็ด นั่นก็คือ พระเจ้าจะทรงปกป้องพวกเขาจนภึงภัยพิบัติ ที่หก แต่ปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์จะฆ่าพวกเขาในท้ายที่สุด ด้วยการปกครองแบบเผด็จการของเขา ตามที่เขาได้ต่อต้านพระเจ้า ความตายที่เหล่าวิสุทธิชนจะยอมรับในตอนนี้ว่าเป็นการทนทุกข์ยาก ของพวกเขา เนื่องจากว่าพวกเขาจะตายที่เป็นความตายที่ชอบธรรมเพื่อปกป้องความเชื่อของพวก เขา เราจึงเรียกสิ่งนี้ว่า “การทนทุกข์ยาก” ดังนั้นเราจะต้องเชื่อว่าการปลื้มปีติจะเกิดขึ้นหลังจากการ ทนทุกข์ยากนี้และประกาศความเชื่อไปสู่ผู้อื่นเช่นกัน. 
หลายคนมีความสับสนเป็นอย่างยิ่งว่าการปลื้มปีติจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังความยากลำบาก ใหญ่ยิ่ง ผู้คนในยุคก่อนเคยคิดว่าพระคริสต์จะเสด็จกลับมาหลังจากความยากลำบาก และเชื่อว่าเหล่า วิสุทธิชนจะถูกยกขึ้นพร้อมกับการเสด็จมาของพระเยซู แต่ปัจจุบันนี้ คริสเตียนส่วนใหญ่เชื่อว่าการ ปลื้มปีติจะเกิดขึ้นก่อนความยากลำบากใหญ่ยิ่ง พวกเขาคิดว่าพวกเขาไม่ต้องทำอะไรกับภัยพิบัติของ แตรทั้งเจ็ดหรือขันทั้งเจ็ด และคิดว่พวกเขาจะถูกยกขึ้นไปเมื่อพวกเขาคิดถึงมันทุกวัน แต่เราจะต้อง ไม่ถูกหลอกลวงจากการสอนผิดๆนี้ คนเหล่านี้เกิดความรู้และความเข้าใจในเรื่องเวลาของการปลื้ม ปีติที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง และเมื่อช่วงเวลาสุดท้ายใกล้เข้ามา ความเลื่อมใสของพวกเขาก็จะ ขาดหายไปและความเชื่อก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย. 
เมื่อผู้เขียนบอกท่านเกี่ยวกับการปลื้มปีติที่จะเกิดขึ้นในตอนกลางของความยากลำบากใหญ่ยิ่ง ผู้เขียนไม่ได้กล่าวสิ่งนี้เพื่อทำให้ท่านมีความศรัทธาในศาสนามากขึ้นเท่านั้น ผู้เขียนเพียงแต่ต้อง การที่จะให้ท่านได้มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับช่วงเวลาของการปลื้มปีติและหนีห่างออกจากการสอนผิดๆของการปลื้มปีติก่อนความยากลำบาก เพราะพระเจ้าทรงบอกเราในรายละเอียดตาม วรรค ที่ 7 ว่า “แต่ว่าในวันแห่งเสียงของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดนั้น คือเมื่อท่านจะเป่าแตรขึ้นความลึกลับของ พระเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสไว้แก่พวกศาสดาพยากรณ์ ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ นั้นก็จะสำ เร็จ.” เมื่อภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดได้ถูกเทลงมา พวกเขาก็จะเททีละขันอย่างต่อเนื่องเหมือนกับภัยพิบัติของ แตรทั้งเจ็ดที่มีมาก่อนหน้านี้ เราเหล่าวิสุทธิชนจะต้องตระหนักถึงสิ่งนี้. 
วิวรณ์ 16:1–2 บอกว่า “แล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากพระวิหารสั่งทูตสวรรค์ ทั้งเจ็ดองค์นั้นว่า ‘จงไปเถิด เอาขันทั้งเจ็ดใบ ที่เต็มไปด้วยพระพิโรธของพระเจ้า เทลงบนแผ่นดิน โลก’ ทูตสวรรค์องค์แรกจึงออกไปและเทขันของตนลงบนแผ่นดินโลก และคนทั้งหลายที่มีเครื่อง หมายของสัตว์ร้าย และบูชารูปของมัน ก็เกิดเป็นแผลร้ายที่เป็นหนองมีทุกข์เวทนาแสนสาหัส.” สมมุติว่าภัยพิบัติทั้งหลายเป็นรูปแบบการนำทางโดยอัตโนมัติ การเทขันที่เหลือตามภัยพิบัติแรกนี้ พร้อมกับทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดที่เทขันของตนตามลำดับ จะไม่มีเสียงแตรหรือเสียงอื่นใดเลย อีกนัยหนึ่ง พระเจ้าจะทรงทำลายโลกนี้โดยสมบูรณ์ ทำไม? ก็เพราะว่าทุกสิ่งจะเสร็จสิ้นลงพร้อมกับการเทของ ขันทั้งเจ็ดที่รวมกันอยู่ในภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ด. 
เมื่อได้นำเอาภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดมา ก็มีช่วงหยุดระหว่างภัยพิบัติหนึ่งและภัยพิบัติต่อไป แต่ไม่มีการหยุดช่วงเช่นนั้นพร้อมกับภัยพิบัติทั้งเจ็ด เพราะว่าภัยพิบัติเหล่านี้ของขันทั้งเจ็ดนั้นมีไว้ เพื่อเวลาสุดท้าย เมื่อแตรสุดท้ายได้ถูกเป่าขึ้นหลังจากที่ได้นำเอาแตรทั้งเจ็ดมา โลกก็จะเปลี่ยนระดับ ใหม่ทั้งหมดที่ที่ทุกสิ่งจะสิ้นสุดลง. 
นี่คือเหตุผลที่วิวรณ์ 11:15–18 ได้บันทึกเอาไว้ “และทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดก็เป่าแตรขึ้น และมีเสียงหลายๆเสียงกล่าวขึ้นดังๆในสวรรค์ว่า ‘ราชอาณาจักรทั้งหลายแห่งพิภพนี้ได้กลับเป็น ราชอาณาจักรทั้งหลายขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระ องค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์’ และผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนซึ่งนั่งในที่นั่งของตนเบื้องพระ พักตร์พระเจ้าก็ทรุดตัวลงกราบนมัสการพระเจ้า และทูลว่า ‘โอ ข้าแต่พระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ทรงดำรงอยู่บัดนี้ และผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน และผู้จะเสด็จมาใน อนาคต ข้าพระองค์ทั้งหลายขอบพระคุณพระองค์ ที่พระองค์ได้ทรงใช้ฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของ พระองค์ และได้ทรงครอบครอง เหล่าประชาชาติมีความโกรธแค้น แต่พระพิโรธของพระองค์ก็ มาถึงแล้ว ถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาคนทั้งหลายที่ตายไปแล้ว และถึงเวลาที่พระองค์จะทรง ประทานบำเหน็จแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ คือพวกศาสดาพยากรณ์ และวิสุทธิชนทั้งปวง และแก่คน ทั้งหลายที่ยำเกรงพระนามของพระองค์ทั้งผู้น้อยผู้ใหญ่ และถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงทำลาย คนที่ทำลายแผ่นดินโลก.’” 
ได้กล่าวไว้ที่นี่ว่า เมื่อทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดเป่าแตร เสียงที่ได้จึงเป็นเสียงที่ดัง ได้กล่าวว่า “ราชอาณาจักรทั้งหลายแห่งพิภพนี้ได้กลับเป็น ราชอาณาจักรทั้งหลายขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย”’ แต่ไม่มี การกล่าวถึงภัยพิบัติ ทำไม? ก็เพราะว่าโดยทันทีที่เกิดเสียงของแตรที่เจ็ดมันไม่ใช่ภัย พิบัติที่เจ็ดแต่ มันเป็นการปลื้มปีติ พระเจ้าจะทรงเป็นขึ้นมาจากความ ตายและยกเหล่าวิสุทธิชนขึ้นไป ทั้งผู้ที่ยัง คงอยู่ในโลกนี้และผู้ที่หลับเรียบร้อยแล้วและเมื่อการปลื้มปีติของพวกเขาสิ้นสุด พระองค์จะทรงเท ภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดและทำลายโลกอย่างสมบูรณ์.
หากท่านต้องการที่จะค้นหาว่าการปลื้มปีติของเราเกิดขึ้นอย่างแท้จริงเมื่อใดเราต้องดูที่พระวจนะของพระเจ้าที่พบในวิวรณ์ 10:7 ความลึกลับของพระเจ้าจะสำเร็จอย่างแน่นอนในช่วงเวลานี้ ตามที่พระองค์ทรงประกาศแก่คนรับใช้ของพระองค์และศาสดาพยากรณ์ ความลึกลับของพระเจ้า ในที่นี่ก็หมายถึงการปลื้มปีติของเหล่าวิสุทธิชนไม่ใช่ของใครอื่นเลย. 
ผู้เขียนจะแสดงข้อความอื่นเพื่อให้ท่านได้เข้าใจชัดเจนและมีความเชื่อที่ถูกต้องขึ้น พระ คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า “ดูก่อน ข้าพเจ้ามีความลึกลับที่จะบอกแก่ท่าน คือว่าเราจะไม่ล่วงหลับหมด ทุกคน แต่เราจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่หมด ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียวเมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะว่าจะมีเสียงแตร คนที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาปราศจากเปื่อยเน่าและเราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยน แปลงใหม่.” (1โครินธ์ 15:51–52) พระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า การเป็นขึ้นมา จากความตายจะเกิดขึ้นเมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้ายหรือ? เมื่อมีเสียงแตร การตายในพระคริสต์จะเป็น ขึ้นมาปราศจากเปื่อยเน่า และเราจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ในขณะนั้นให้ปลื้มปีติโดยทันที. 
ทูตสวรรค์ที่ปรากฏในบทที่ 10 นั้นคือทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์มากที่พระเจ้าทรงส่งมา แตกต่าง จากทูตสวรรค์อื่นผู้เป่าหกแตรแรก เมื่อเรามองดูสิ่งที่ทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์มากทำ เขาปรากฎเหมือน กับพระเจ้ามากจากเราอาจจะคิดผิดว่าเขาคือพระเจ้า “และมีรุ้งบนศรีษะท่าน และหน้าท่านเหมือน ดวงอาทิตย์ และเท้าท่านเหมือนเสาไฟ ท่านถือหนังสือม้วนหนึ่งซึ่งคลี่อยู่ในมือของท่าน ท่านวาง เท้าขวาของท่านบนทะเล และวางเท้าซ้ายบนบก ท่านร้องเสียงดังดุจเสียงสิงโตคำราม เมื่อท่าน ร้องแล้ว เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดเสียงก็ดังขึ้น.” 
อีกนัยหนึ่งเราอาจจะคิดผิดว่าทูตสวรรค์องค์นี้เป็นพระเจ้า เพราะว่าทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์มาก นี้ได้จัดการทุกอย่างที่พระเยซูทรงกระทำในพระนามของพระองค์ สิ่งนี้ได้บอกเราว่า พระเจ้าจะทรง กระทำทุกสิ่งผ่านทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์มากองค์นี้ มันได้บอกเราว่าทูตสวรรค์องค์นี้ได้วางเท้าของท่าน บนทะเลและบนบก และเมื่อเกิดเสียงฟ้าร้องขึ้นก็จะทำลายทั้งสองอย่าง ท่านจะทำให้ทุกอย่างที่พระ เจ้าทรงวางแผนเอาไว้ในพระเยซู คริสต์สำเร็จตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการสร้างสรรพสิ่งของจักรวาล และมนุษยชาติ. 
เรา เหล่าวิสุทธิชนจะมีชีวิตอยู่ผ่านและประสบกับหกภัยพิบัติแรกของภัยพิบัติของแตรทั้ง เจ็ด และเราจะยังคงประกาศข่าวประเสริฐจนถึงตอนนั้น พระเจ้าทรงบอกกับยอห์นให้ถือและกิน หนังสือม้วนและพยากรณ์อีกครั้งหนึ่ง แต่พระวจนะนี้ก็ชี้มาที่ท่านและผู้เขียนเช่นกันว่า เราจะต้อง รักษาความเชื่อของเราต่อไปและมีชีวิตอยู่ต่อไปจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย เราจะต้องจดจำ เชื่อมัน และเชื่อในความจริงของการปลื้มปีติของเราที่จะมาถึงจริงๆเมื่อมีเสียงของแตรที่เจ็ด และได้ฟัง พระวจนะและประกาศข่าวประเสริฐไปจนถึงวันที่จะมาถึงนั้น. 
ปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์จะเกิดขึ้นท่ามกลางภัยพิบัติเหล่านี้ จนถึงเสียงของแตรที่เจ็ด เหล่า วิสุทธิชนจะทนทุกข์ยากพร้อมกับมัน และพวกเขาจะปลื้มปีติทันทีหลังจากนั้นเลย ดังนั้น เมื่อความ เชื่อของผู้ที่เชื่อในพระเยซูหลายๆคนได้สั่นคลอนไปถึงแก่นของมันและสูญเสียพลัง แม้แต่ในตอน นี้ ท่านและผู้เขียนก็จะยังคงมีชีวิตอยู่โดยความเชื่อ อีกนัยหนึ่งเราจะต้องเชื่อว่าการปลื้มปีติของเรา จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงหลังจากเสียงของแตรที่เจ็ด และมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อนี้. 
ในไม่ช้านี้เราจะเห็นภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ดด้วยตาของเราเอง เราจะเห็นและนับภัยพิบัติ เหล่านี้จากหนึ่งถึงหกด้วยตาของเราเอง หลังจากนี้เมื่อเราผู้เป็นวิสุทธิชนจะรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่า เวลาของการทนทุกข์ยากของเราได้มาถึงแล้ว เราจะทนทุกข์ยากตามนั้นโดยแท้จริง นี่ไม่ใช่ตำนาน หรือนิยายวิทยศาสตร์ มันไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะสามารถเชื่อหรือไม่ด้วยการกระทำตามอำเภอใจของ ท่านเอง นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับท่านและผู้เขียนอย่างแท้จริง. 
วิวรณ์ 10:7 ได้แสดงถึงการปลื้มปีติอย่างชัดเจนที่สุดจากหนังสือวิวรณ์ ซึ่งบอกเราว่าการ ปลื้มปีติของวิสุทธิชนจะเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงของแตรที่เจ็ด และบอกเราว่าโลกจะสิ้นสุดลงพร้อม กับภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ด หลังจากยกเหล่าวิสุทธิชนขึ้นไปแล้ว พระเจ้าจะทรงนำการสิ้นสุดมาสู่ โลกทั้งโลก เมื่อวิสุทธิชนทั้งหลายเกิดการปลื้มปีติ พวกเขาจะสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ แต่ภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดจะเลลงบนโลกนี้ และเมื่อภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดสิ้นสุด โลกทั้งโลกจะถูก ทำลายโดยสมบูรณ์ แล้ววิสุทธิชนจะกลับลงมาสู่โลกใหม่พร้อมกับพระผู้เป็นเจ้า. 
ปัจจุบันนี้ คริสเตียนส่วนใหญ่สนับสนุนการปลื้มปีติก่อนความยากลำบาก และปัจจุบันนี้ พวกเขาบางคนได้สนับสนุนไปไกลถึงอมิลเลนเนียมลิซึม นั่นก็คือการไม่มีอาณาจักรพันปี แล้วอา ณาจักรพันปีไม่ใช่เรื่องจริงหรือ? มีหลายคนที่เชื่อเช่นนี้ในปัจจุบันนี้ พวกเขาบางคนก็เป็นผู้ที่ช่วย เหลือในคริสตจักรที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีด้วย ครั้งหนึ่งพระผู้เป็นเจ้าของเราเคยถามว่า “เมื่อบุตรของ มนุษย์มาถึง เขาจะค้นพบความเชื่อบนโลกนี้หรือไม่?” มันยากมากจริงๆที่จะค้นพบผู้ที่เชื่อที่แท้ จริงในช่วงเวลาสุดท้ายนี้. 
แต่พระผู้เป็นเจ้าทรงบอกเราว่าการปลื้มปีติของเราจะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อเราปลื้มปีติ เราจะพบ กับพระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศและสรรเสริญพระองค์ ได้รับการดูแลจากพระองค์เป็นอย่างดี และจะ กลับลงมายังโลกนี้อีกครั้งพร้อมกับพระองค์ ในการลงมาสู่อาณาจักรพันปีในท่ามกลางที่ทุกๆสิ่งได้ เปลี่ยนแปลงใหม่ เราจะมีชีวิตใหม่ในการเป็นขึ้นมาจากความตายและเปลี่ยนแปลงร่างกาย จากการ เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปสู่พระพรที่เปลี่ยนไป เราจะมีชีวิตอยู่ในพระสิริที่สวมจากพระเจ้าเช่น นั้น ท่านและผู้เขียนจะต้องมีชีวิตอยู่พร้อมกับความเชื่อและความหวังนี้ และเมื่ออาณาจักรพันปีสิ้น สุด เราจะเข้าสู่ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ และครองร่วมกับพระคริสต์อย่างเป็นนิรันดร์ใน เกียรติและสง่าราศีอันเป็นนิรันดร์. 
เมื่อเราเข้าสู่อาณาจักรพันปีและฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ ทูตสวรรค์ทั้งหมดจะเป็น คนรับใช้ของเรา โลกทั้งโลกที่พระเจ้าและพระเยซู คริสต์ทรงสร้างขึ้น ได้สร้างขึ้นสำหรับผู้ใด? มัน จะเป็นของเราทั้งหมด นี่คือเหตุผลที่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าผู้ที่จะสืบทอดทั้งหมด ก็คือเหล่าวิสุท ธิชน เพราะว่าท่านและผู้เขียนเป็นวิสุทธิชนผู้ที่เกิดใหม่โดยข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ เราเป็นทายาทของพระเจ้าและร่วมเป็นทายาทพร้อมกับพระคริสต์ ท่านและผู้เขียนจะต้องเอาชนะ ความยากลำบากบนโลกนี้ด้วยความเชื่อและยืนหยัดอยู่โดยการมองดูวันของการเป็นทายาทของเรา เราจะต้องมีกองกำลังทางความเชื่อดุจเป็นกองทัพชั้นยอดของพระเจ้าเช่นเดียวกัน. 
พระเจ้าทรงบอกเราว่าทุกสิ่งเหล่านี้จะสมบูรณ์โดยไม่เนิ่นช้าเลย อีกนัยหนึ่งมันจะสำเร็จ โดยเร็ววัน บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมพระเจ้าไม่ทรงบอกเราเกี่ยวกับมันให้ละเอียดยิ่งขึ้น คำตอบ นี้ก็คือว่าการซ่อนภารกิจของพระเจ้านั้นก็คือพระปัญญาของพระองค์. (สุภาษิต 25:2, ลูกา 10:21)
หากเขียนแผนการของพระเจ้าโดยละเอียด มันจะเป็นเหตุให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในโลกนี้ จากนั้นเหล่าวิสุทธิชนจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้จนถึงวันสุดท้าย เหล่าวิสุทธิชนเกือบทั้งหมดจะถูก ฆ่าจากผู้ที่ไม่เชื่อและก็จะไม่มีวิสุทธิชนเหลือเลย หากเขียนเกี่ยวกับช่วงเวลาสุดท้ายเอาไว้อย่างละ เอียดในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ผู้ที่ไม่เกิดใหม่โดยน้ำและพระวิญญาณจะฆ่าผู้ที่เชื่อที่เกิดใหม่ทุกคน พระ เจ้าทรงซ่อนที่เหลือเอาไว้ให้เป็นเรื่องลึกลับตามพระประสงค์ของพระองค์ แล้วทรงเปิดเผยมันให้ แก่ผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น นี่เป็นปัญญาของพระเจ้า พระเจ้าทรงเปิดเผยแผนการของพระองค์ให้แก่เรา และอนุญาตให้เราได้รู้จักมัน เพราะมันมีความจำเป็นสำหรับเหล่าวิสุทธิชนในยุคนี้เป็นอย่างยิ่ง. 
การที่คริสตจักรที่เกิดใหม่ของพระเจ้าได้กล่าวถึงช่วงเวลาสุดท้ายโดยละเอียดขึ้น ก็หมาย ความว่าวันสุดท้ายใกล้เข้ามาถึงเราแล้ว เนื่องจากยุคของความทุกข์ลำบากใกล้เข้ามาแล้ว พระวจนะ วิวรณ์จึงได้ถูกประกาศออกไปเพื่อให้เหล่าวิสุทธิชนได้มีความรู้ที่เหมาะสมในช่วงเวลาสุดท้ายเพื่อ ยืนหยัดและเอาชนะการใกล้เข้ามาของความทุกข์ลำบากนี้ หากผู้เกิดใหม่เผชิญกับความทุกข์ลำบาก โดยไม่มีความรู้ใดๆ พวกเขาก็จะไม่ทราบว่าจะต้องทำเช่นใดและต้องตกอยู่ในความสับสนอย่าง หนักเมื่อความทุกข์ลำบากความสับสนนี้จะมีมากขึ้นกับผู้ที่ไว้ใจแต่เพียงความเชื่อส่วนตัวเท่านั้น. 
เราสามารถจินตนาการได้ว่าจิตวิญญาณที่ไม่ได้เตรียมตัวทั้งหลาย จะเริ่มต้นเพื่อไปสู่แนว ความคิดผิดๆในความไม่รู้และสับสนของพวกเขาเมื่อช่วงเวลาสุดท้ายมาถึง “พระเจ้าทรงบอกอะไร แก่ท่านไหม?” “ท่านไม่ได้แสดงมโนภาพใดๆให้ท่านเห็นตอนที่ท่านอธิษฐานเลยหรือ?” หลาย คนอาจจะถูกปั่นหัวให้หามโนภาพจากพระเจ้า และหลายคนอาจจะอ้างว่าได้เห็นมโนภาพเช่นนั้น ในช่วงเวลาสุดท้าย 
แต่พระเจ้าไม่เคยทำงานในแบบนั้น เพราะพระองค์ทรงรับสั่งกับเราเรียบร้อยแล้วว่า “ใครมี หูก็ให้ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณตรัสไว้แก่คริสตจักรทั้งหลาย.” อีกนัยหนึ่งเหล่าวิสุทธิชนจะต้อง ได้ฟังเพียงสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ ตรัสไว้แก่คริสตจักรทั้งหลาย เนื่องจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยืนยันเพียงสิ่งที่เป็นความจริงและถูกต้อง เพื่อยืนยันพระวจนะของพระเจ้า เมื่อภัยพิบัติของช่วงเวลา สุดท้ายของโลกมาถึง เราผู้เป็นเหล่าวิสุทธิชนจะไม่สามารถจับได้ด้วยความประหลาดใจ จากความ ทุกข์ลำบากที่กำลังตามมา แต่มีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อเพราะจากตอนนั้นเราจะได้ฟังพระวจนะของ ความจริงแล้วและแบ่งมันเข้าไปสู่หัวใจในความเชื่อของเราไว้ล่วงหน้า. 
นี่เป็นเหตุผลที่ยอห์นเปิดเผยสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไว้ล่วงหน้า และเหตุผลที่คนรับใช้ ของพระเจ้าประกาศความจริงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขียนเอาไว้ในพระวจนะออกไป การพยากรณ์นั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดมากไปกว่าความรู้และประกาศสิ่งที่จะเกิดมาจากพระวจนะของพระเจ้าที่ได้เขียนเอา.
ไว้ ส่วนการอ้างว่าการได้เห็นมโนภาพในความฝันหรือการอฐิษฐานนั้นไม่ใช่! 
อย่าลืมว่าการปลื้มปีติของเราจะมาถึงโดยแท้จริง และไม่ลืมว่าเราเป็นวิสุทธิชนของพระเจ้า ทั้งไม่ลืมว่าตอนนี้ท่านจะลงมาสู่โลกใหม่อีกครั้งเพื่อมีชีวิตเป็นพันปีและจะมีชีวิตอย่างเป็นนิรันดร์ ในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ หากท่านได้ฟังผู้คนพูดถึงการปลื้มปีติก่อนความยากลำบากหรือ การปลื้มปีติหลังความยากลำบาก หรือการอ้างว่าไม่มีอาณาจักรพันปีเลย ให้บอกความจริงแก่พวก เขาโดยการอ้างถึงข้อความที่เราได้เคยถกกันมาแล้วที่นี่ ท่านควรจะอ้างเอา 1 เธสะโลนิกา 4 และ 1 โครินธ์ 15 มาบอกกับพวกเขาเช่นกัน และบอกพวกเขาว่าพระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับลงมาพร้อมกับ เสียงของเทพบดีและเสียงของแตรสุดท้าย และยกเหล่าวิสุทธิชนขึ้นไปบนฟ้าอากาศเพื่ออยู่กับพระ องค์ เพียงเมื่อท่านเชื่อในการปลื้มปีตินี้ท่านก็จะสามารถปกป้องความเชื่อของท่านได้. 
ในการปลื้มปีตินั้นจะต้องมีการทนทุกข์ยากโดยความเชื่อและเป็นขึ้นมาจากความตายของ ร่างกายก่อน เนื่องจากการปลื้มปีติจะเกิดขึ้นโดยทันทีหลังจากการฟื้นขึ้นมาจากความตาย เราจะ ปลื้มปีติและถูกยกขึ้นไปบนฟ้าอากาศ ดังนั้นการปลื้มปีติและการเป็นขึ้นมาจากความตายก็เหมือน กันการเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นขึ้นมาจากความตายแรกหมายความถึงการมีชีวิตอยู่พร้อมกับพระผู้ เป็นเจ้าเป็นพันปีบนโลกนี้. 
แล้วทำไมเราจึงปลื้มปีติ? เพราะพระเจ้าจะทรงทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ด้วยการเทภัย พิบัติของขันทั้งเจ็ดลงมา นั่นคือพระองค์จะทรงให้วิสุทธิชนปลื้มปีติล่วงหน้าเพื่อที่จะนำบุตรของ พระองค์ออกไปจากภัยพิบัติอันน่ากลัวนี้ พระองค์จะทรงยกวิสุทธิชนขึ้นเพื่อแยกวิสุทธิชน จากผู้มี บาปและแสดงความแตกต่างของจุดหมายปลายทางให้พวกเขาได้เห็น ดังนั้นเราต้องเชื่อสิ่งนี้ทั้ง หมดคือเชื่อในการปลื้มปีติของเรา ในการเป็นขึ้นมาจากความตาย และในการทนทุกข์ยากของเรา. 
ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณได้ถูกเปิดเผยรายละเอียดให้แก่บางคน ในขณะที่ยัง ซ่อนความลับให้กับผู้อื่นอยู่ ดังนั้นการทนทุกข์ยากของวิสุทธิชน, การเป็นขึ้นมาจากความตาย, การ ปลื้มปีติและการครองอาณาจักรพันปีและฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่นั้นเป็นความลับมีเพียงผู้ ที่เกิดใหม่เท่านั้นที่พระเจ้าจะทรงเปิดเผยและแสดงความลับเหล่านี้ และด้วยการทำให้พวกเขาได้ เชื่อในความลับเหล่านี้ พระองค์ทรงทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ถึงช่วงเวลาสุดท้ายและเอาชนะความ ลำบากทั้งหมดด้วยความหวังในการปลื้มปีติและอาณาจักรสวรรค์ของพวกเขา. 
ท่านและผู้เขียนจะต้องมีความเชื่อเช่นนี้ หากเราไม่มีความเชื่อที่ว่าเราจะปลื้มปีติ, ที่เราจะ มีชีวิตในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่, ที่พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเป็นขึ้นมาจากความตายเมื่อเราถูก ปกครองโดยพวกปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ ทรงยกเราและยอมให้เราได้ขึ้นไปบนฟ้าอากาศ และจาก นั้นก็ส่งเรากลับมาบนโลกนี้พร้อมกับพระองค์เป็นพันปี เราก็จะไม่สามารถยืนหยัดผ่านความยุ่งยาก และชีวิตที่หดหู่ของช่วงเวลาสุดท้ายได้. 
เหล่าวิสุทธิชนมีความฝันสวยงาม และไม่มีใครนอกจากพระผู้เป็นเจ้าที่จะทรงทำให้ความ ฝันนี้เป็นจริงได้ หากไม่มีความหวังนี้เราจะมีชีวิตอยู่ในความเศร้าและทุกข์ทรมานในโลกที่หดหู่. 
เปาโลบอกกับทิโมธีให้รักษาสิ่งสวยงามที่ให้ความไว้วางใจแก่เขา ข่าวประเสริฐนี้สวยงาม นั่นคือการทนทุกข์ยาก การเป็นขึ้นมาจากความตาย การปลื้มปีติ และการมีชีวิตอยู่ในอาณาจักรพัน ปีและฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งดีและสวยงาม มันเป็นของวิสุทธิชนเพียง เท่านั้นและเป็นความเชื่อที่ตระหนักและหวังได้ ไม่ใช่ภาพลวงและจินตนาการ สิ่ง เหล่านี้เป็นความ หวังและความเชื่อที่พระเจ้าประทานให้เรามา เราต้องมีชีวิตอยู่ในยุคของความหวังนี้ พร้อมกับความ เชื่อสำหรับวันของอาณาจักรพันปีและฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ที่จะ ถูกนำมาให้เรา. 
ผู้ที่จะปลื้มปีติก็คือท่านและผู้เขียน เราจะต้องมีชีวิตอยู่โดยความเชื่อรอคอยวันที่เราจะปลื้ม ปีติแล้วยืนต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าและครองอาณาจักรพันปีและฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่.
พระเจ้าทรงบอกว่าพระองค์ที่จะมา จะมาถึงในเร็ววันนี้ ภัยพิบัติที่จะมาถึงในครึ่งแรก ของ ช่วงเวลาเจ็ดปีของความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งนั้นไม่หนักเท่าใดและอยู่ไม่นานใครจะต้านทานภัยพิบัติ ที่อยู่ตลอดทั้งเจ็ดปีของความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งได้? ภัยพิบัติแรกสั้นและเมื่อใกล้ถึงเวลา สุดท้ายก็ จะเหลือเวลาไม่มากเท่าไหร่ให้ได้เห็นเมื่อภัยพิบัติของแตรที่เจ็ดมาถึงก็จะถึงสัดส่วนที่ยอดเยี่ยมมาก. 
เมื่อซาตานพยายามที่จะเขย่าความเชื่อของวิสุทธิชน เขาจะเลือกผู้นำคริสตจักรบางคนโดย การฆ่า ซาตานอาจจะพูดว่า “เราจะใว้ชีวิตเจ้า หากเจ้าปฏิเสธพระเจ้า” หากโลกเปลี่ยนไปก็จะมีคน ที่ยังคงคิดถึงข้อเสนอของซาตานถึงสองครั้ง แล้วผู้ใดจะปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าได้เมื่อเขาทราบดีว่า พระผู้เป็นเจ้าจะเทภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดลงมาและทราบดีว่าเขาจะผ่านความทุกข์ทรมานทั้งหมด? คือวิสุทธิชนผู้ที่รู้จักจุดจบของโลกผู้ไม่ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าและไม่ทรยศความเชื่อของตนนั่นเอง พระองค์จะประทานความกล้าหาญให้เช่นกันเพราะหัวใจของเรานั้นมีพระวิญญาณบริสุทธิ์. 
เพราะว่าแผนการของพระเจ้าทั้งหมดจะสมบูรณ์อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสุดท้ายซึ่งก็จะไม่มีช่องว่างให้เกิดความเบื่อหน่ายได้ เมื่อสิ้นภัยพิบัติสุดท้าย ก็จะมีการเป็นขึ้นมาจากความตาย และ หลังจากนั้นก็จะมีการปลื้มปีติที่จะยกเราขึ้นไปสู่ฟ้าอากาศ ลองจินตนาการดูว่าร่างกายของเนื้อหนัง ของเราได้เปลี่ยนรูปไปสู่ร่างกายทางจิตวิญญาณ เราสามารถมีความสุขในโลกที่แตกต่างไปที่ยิ่ง ใหญ่และสวยงามในอาณาจักรของพระเจ้าได้ ซึ่งเราไม่เคยประสบเลยมาก่อนในโลกนี้ ร่างกายทาง จิตวิญญาณนั้นอิสระจากเวลาและพื้นที่ที่จำกัด เราจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่มหัศจรรย์และสวยงามที่ที่ เราไปไหนก็ได้ทุกที่ที่ต้องการ. 
ผู้เขียนขอขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระพรอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น ขอขอบพระคุณสำหรับ การเปิดเผยรายละเอียดของความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง, การทนทุกข์ยากของเรา, การเป็นขึ้นมาจาก ความตายและการปลื้มปีติให้เราผ่านพระวจนะของพระองค์ และผู้เขียนขออธิษฐานว่าหัวใจของ เราจะดำรงอยู่โดยการรู้จักยุคสุดท้ายนี้และเชื่อมัน.