คำสอน

เรื่องที่ 10: วิวรณ์ (ข้อคิดเกี่ยวกับวิวรณ์)

[บทที่ 11-2] (วิวรณ์ 11:1-19) ความรอดของชาวอิสราเอล

(วิวรณ์ 11:1-19)
 
ทำไมพระเจ้าทรงส่งผู้พยากรณ์ทั้งสองมาสู่ชาวอิสราเอล? พระเจ้าจะทรงทำเช่นนั้นเพื่อ ช่วยเหลือชาวอิสราเอลเป็นพิเศษ ข้อความข้างต้นบอกเราว่าพระเจ้าจะทรงทำให้พยานทั้งสองของ พระองค์พยากรณ์เป็นเวลา 1,260 วัน นี่คือการช่วยชาวอิสราเอลในครั้งก่อน ดังนั้นการที่พระเจ้า.
ทรงช่วยชาวอิสราเอลก็หมายความเช่นกันว่าเวลาสิ้นโลกจะมาถึงแล้ววรรคที่ 2 กล่าวว่า “แต่ไม่ต้องวัดลานชั้นนอกพระวิหารนั้น เพราะว่าที่นั่นได้มอบไว้แก่คน ต่างชาติแล้วและเขาจะ เหยียบย่ำเมืองบริสุทธิ์ลงใต้เท้าตลอดสี่สิบสองเดือน.” นี่ก็หมายความว่าเมื่อภัยพิบัติที่น่ากลัวมาถึง พวกคนต่างชาติในช่วงเวลาของความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งเริ่มต้นและค่อยๆนำความสับสนและภัยพิบัติอย่างใหญ่ยิ่งมา เมื่อคนทั้งหลายในหมู่คนต่างชาติผู้ที่ได้ฟังและเชื่อในข่าวประเสริฐนั้นทนทุกข์ ยาก พระเจ้าจะทรงยกผู้พยากรณ์ทั้งสองเพื่อชาวอิสราเอลเพื่อทำให้พวกเขาได้ยืนยันว่าพระเยซูทรง เป็นพระเจ้าและผู้ช่วยให้รอด และดังนั้นจึงช่วยชาวอิสราเอลให้รอดมันบอกเราว่าสิ่งเหล่านี้คือพันธ กิจของพระเจ้ากำลังจะมาแล้ว. 
เราจะต้องสอนพระวจนะนี้ให้แก่ผู้ที่ถูกซาตานหลอก ที่อ้างว่าผู้นำกลุ่มของตนนั้นเป็นต้นมะกอกเทศทั้งสองในช่วงเวลาสุดท้าย หรืออ้างว่าผู้ก่อตั้งนิกายของตนคือเอลิยาห์ผู้เป็นศาสดาพยา กรณ์ในช่วงเวลาสุดท้าย เมื่อใดก็ตามที่คริสตจักรทั่วโลกได้พูดถึงวิวรณ์ พวกเขาจะหาประโยชน์จากข้อความของต้นมะกอกสองต้นนี้ ผู้คนที่ถูกหลอกโดยพวกลัทธิศาสนานอกรีตผู้ที่ผู้เขียนเคยเจอมาแล้ว ไม่มีใครเลยที่เคยล้มเหลวในการสร้างเรื่องประหลาดที่อ้างว่าผู้นำของตนนั้นคือหนึ่งในต้นมะกอกเทศทั้งสองต้นที่กล่าวเอาไว้ที่นี่ คนนอกรีตทุกคนที่ผู้เขียนได้รู้จักได้อ้างเช่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ.
แต่ต้นมะกอกเทศทั้งสองต้นและคันประทีปทั้งสองของวิวรณ์นั้นไม่ใช่สิ่งที่คนนอกรีตจะเอามาอ้าง ในความเป็นจริง ต้นมะกอกเทศนี้ได้หมายถึงศาสดาพยากรณ์ทั้งสองที่พระเจ้าทรงยกขึ้นมาจากชาวอิสราเอลเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด. 
บทที่ 11 บอกอย่างละเอียดว่าพระเจ้าจะช่วยชาวอิสราเอลให้รอดได้อย่างไร แต่ละบทของหนังสือวิวรณ์มีใจความสำคัญเป็นพิเศษเหมือนกับบทในหนังสือโรม เพียงการรู้จักใจความสำคัญนี้เราก็จะเข้าใจในบทนี้ได้ทั้งหมด การอ่านว่าพวกคนต่างชาติจะเหยียบย่ำเมืองบริสุทธิ์เป็นเวลาถึงสี่สิบสองเดือน บางคนอ้างว่าการไม่มีความรู้ในใจความสำคัญนี้ที่เป็นยุคที่สิ้นสุดของคนต่างชาติยุคของความรอดของชาวอิสราเอลจะเดิดขึ้นแทน และจากนั้นมามีชาวอิสราเอลเท่านั้นที่รอด. 
แต่สิ่งนี้ไกลจากความจริง บทที่ 7 บอกเราว่าผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนในพวกคนต่างชาติจะรอดมาจากความทุกข์ลำบากเช่นเดียวกัน นั่นก็คือทั้งคนต่างชาติและชาวอิสราเอลจะรอดผ่านความ ทุกข์ลำบากด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ชาวอิสราเอลเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่บทที่ 11 บอกเราก็คือว่าพระเจ้าจะทรงยกผู้พยากรณ์ทั้งสองให้ช่วยชาวอิสราเอลให้รอดในช่วงเวลาสุดท้าย แต่สิ่งนี้ไม่ได้หมาย ความว่าพวกคนต่างชาติจะไม่รอดอีกต่อไป.
บางคนจะถามกลับไปว่า แล้ว “ไม่ใช่ชาวอิสราเอล 144,000 คนหรือที่รอดแล้วตามที่บทที่ 7 ที่บอกเราถึงจำนวนของชาวอิสราเอลที่ได้รับการประทับตราโดยพระเจ้าแล้ว?” การได้รับประ ทับตรานั้นไม่เหมือนกับการรอด ไม่มีผู้ใดที่จะรอดโดยปราศจากพระเยซู คริสต์ ความรอดจะมีต่อผู้ที่เชื่อว่าพระเยซู คริสต์ ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราโดยการเสด็จมายังโลกนี้ ทรงรับบัพติศมาเพื่อความผิดบาปของเรา และแบกรับเอาบาปทั้งหมดของโลกนี้ไปบนไม้กางเขนและสิ้นพระชนม์บนนั้นและทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น. 
แม้ว่าเราทราบว่าเราถูกยึดติดอยู่กับความผิดบาปจนตาย ถึงกระนั้นเราก็รอดโดยการเชื่อว่าพระเยซู คริสต์ทรงทำให้ความผิดบาปทั้งหมดของเราหายไปอย่างสมบูรณ์และจึงมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราในขณะที่ชาวอิสราเอล 144,000 คนได้รับการประทับตรา พระเจ้าก็ทรงยกผู้พยากรณ์ทั้งสองขึ้นเช่นกัน และประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์ไปสู่ชาวอิสราเอลเหล่านี้ อักนัยหนึ่ง สิ่งที่พระวจนะบอกกับเราก็คือว่าผู้พยากรณ์ทั้งสองจะประกาศข่าวประเสริฐไปสู่ชาวอิสราเอล และบอกว่าพวกเขาทั้ง 144,000 คนจะรอดจากบาป. 
พระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่เคยมีอคติหรือเลือกปฏิบัติ จึงไม่มีผู้ใดที่จะสามารถรอดได้โดยปราศ จากการได้ผ่านพระเยซู คริสต์ พระเจ้าไม่ทรงตรัสว่า “ท่านรอดจากบาป แต่ท่านไม่รอด.” โดยไม่ได้ผ่านพระเยซู คริสต์ 
ผู้พยากรณ์ทั้งสอง ผู้ที่เป็นต้นมะกอกเทศทั้งสองต้นได้กล่าวเอาไว้ในข้อความหลักจะถูกฆ่าที่กลโกธา ศพของพวกเขาจะถูกยกขึ้นโดยไม่ได้ฝัง และผู้ที่ไม่เชื่อหรือไม่ยอมรับพระเยซูจะยินดีในความตายของพวกเขาและให้ของขวัญแก่กันและกัน แต่ในวรรคที่ 11 และ 12 บอกเราว่า “เมื่อเวลาผ่านไปสามวันครึ่งแล้ว ลมปราณแห่งชีวิตจากพระเจ้าก็เข้าสู่ศพของเขาอีก และเขาก็ลุกขึ้นยืน คนทั้ง หลายที่ได้เห็นเขาก็มีความหวาดกลัวเป็นอันมาก คนทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงดังมาจากสวรรค์ ตรัสแก่เขาว่า ‘จงขึ้นมาที่นี่เถิด.’ และพวกศัตรูก็เห็นเขาขึ้นไปในหมู่เมฆสู่สวรรค์.” 
นี่บอกเราอย่างตรงไปตรงมาว่าเรา ท่านและผู้เขียนเป็นคนต่างชาติจะทนทุกข์ยากโดยความ เชื่อเมื่อถึงเวลา และบอกว่าไม่นานหลังจากการทนทุกข์ยากของเรา เราก็จะฟื้นคืนชีพและปลื้มปีติ หัวข้อนี้ปรากฎขึ้นในหนังสือวิวรณ์ทั้งหมด จึงมีข้อความที่บอกเราว่าเมื่อภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดได้ถูกเทลงมายังโลกนี้ เหล่าวิสุทธิชนที่ทนทุกข์ยากจะสรรเสริญพระเจ้าในฟ้าอากาศ. 
บทที่ 14 บอกว่า 144,000 คนที่รอดเช่นกัน ผู้ที่สรรเสริญพระเจ้าด้วยเพลงที่ไม่มีผู้ใดจะร้องได้นอกจากผู้เป็นผลแรกของความรอด สิ่งที่บอกเราว่าเมื่อชาวอิสราเอลรอดจากบาป พวกเขาก็จะทนทุกข์ยากในทุกที่ และหลังจากนั้นไม่นานหลังจากความทนทุกข์ยากพวกเขาก็จะฟื้นขึ้นมาจากความตายและปลื้มปีติ.
ประยุกต์ใช้ได้กับคนต่างชาติ ในช่วงเวลาสุดท้าย ท่านและผู้เขียนจะต้องผ่านความยากลำ บากของภัยพิบัติของแตรทั้งเจ็ด แต่พระเจ้าจะทรงปกป้องเราจากภัยพิบัติเหล่านี้ เมื่อเกิดความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งทั้งเจ็ดปีใกล้มาถึงพร้อมกับผ่านช่วงสามปีครึ่งแรก การก่อกวนเหล่าวิสุทธิชนก็จะเกิดสูงสุดด้วยเช่นกัน แต่การก่อกวนอย่างถึงที่สุดนี้จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น วิสุทธิชนและคนรับใช้พระเจ้าหลายๆคนจะทนทุกข์ยากอยู่พักหนึ่ง และหลังจากความทนทุกข์ยากของพวกเขาไม่นาน พวกเขาก็จะมาสู่การปลื้มปีติ. 
ทำไม? เพราะวิวรณ์ได้บันทึกไว้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เวลาของภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดได้เทลงบนโลกนี้แล้ว วิสุทธิชนก็จะอยู่ในสวรรค์สรรเสริญพระเจ้า พระวจนะได้อธิบายไว้อย่างน่าอัศจรรย์. 
วิวรณ์ 10:7 กล่าวว่า “แต่ในวันแห่งเสียงของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดนั้น คือ เมื่อท่านจะเป่าแตรขึ้น ความลับของพระเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสไว้แก่พวกศาสดาพยากรณ์ ซึ่งเป้นผู้รับใช้ของพระ องค์นั้นก็จะสำเร็จ.” นี่ก็หมายความว่าความลึกลับที่พระเจ้าทรงซ่อนไว้ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากการปลื้มปีติ อัครสาวกเปาโลกล่าวใน 1 เธสะโลนิกา 4:16 ว่า “ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเองจะเสด็จมาจากสวรรค์ ด้วยเสียงกู่ก้อง ด้วยสำเนียงของเทพบดี และด้วยเสียงแตรของพระเจ้าและคนทั้งปวงที่ตายแล้ว ในพระคริสต์จะเป็นขึ้นมาก่อน.” 
อย่างไรก็ตาม การที่พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมาจากสวรรค์ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาบนโลกนี้โดยทันทีทันใด พระองค์จะเสด็จลงมาจากสวรรค์ในฟ้าอากาศ และเมื่อการเป็นขึ้นมาจากความตายในครั้งแรกที่ลุกขึ้นมาจากการหลับไหลและเปลี่ยนผู้ที่เกิดใหม่ใด้มีชีวิต หลังจากงานเลี้ยงแต่งงานของพระเมษโปดกได้ถูกยกขึ้นในฟ้าอากาศและโลกนี้จะถูกทำลายโดยการเทภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดลงมายังโลกนี้ พระผู้เป็นเจ้าก็จะเสด็จลงมายังโลกใหม่พร้อมกับเราและทรงปรากฎต่อหน้าผู้ที่ยังคงมีชีวิตอยู่.
การตีความพระวจนะวิวรณ์และพระคัมภีร์ไบเบิ้ลตามความคิดส่วนตัวเป็นการเดินทางบนถนนของความพินาศ มันผิดโดยแท้จริงที่จะเชื่อในที่จะเชื่อเพียงแค่สมมุติฐานที่เสนอโดยนักทฤษฎีบางท่านและสนับสนุนข้ออ้างเหล่านี้โดยไม่มีความเข้าใจในพระวจนะที่ถูกต้อง. 
ในหมู่นักทฤษฎีที่เป็นที่น่าเคารพและมีชื่อเสียงอย่างยิ่งในสังคมคริสเตียน นักวิชาการบางท่านอย่างเช่น แอล เบิร์คฮ็อฟ และอับราฮัม ไคย์เปอร์ ผู้สนับสนุนอมิลเลนเนียมลิซึม ทฤษฎีของการปลื้มปีติก่อนความทนทุกข์ยาก, การปลื้มปีติหลังความทนทุกข์ยาก และอมิลเลนเนียมลิซึม เชื่อในคำสอนของอมิลเลนเนียมลิซึมที่เป็นทฤษฎีแบบเดียวกับที่ไม่เชื่อในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล. 
เวลาที่ผู้คนเคยเชื่อในทฤษฎีของการปลื้มปีติหลังความทนทุกข์ยากได้ผ่านไปในตอนนี้แล้ว และปัจจุบันนี้ทุกๆคนก็ค่อยๆเชื่อในทฤษฎีของการปลื้มปีติก่อนความทนทุกข์ยาก แต่ทฤษฎีนี้ก็เช่น กัน ไม่ได้เป็นไปตามพระคัมภีร์ ผู้คนยังคงชอบมันมากเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาได้บอกอกี่ยวกับการปลื้มปีติก่อนความทนทุกข์ยาก ทำไม? เพราะว่าเมื่อเชื่อในทฤษฎีนี้ คริสเตียนทั้งหลายไม่ต้องเป็นห่วงเกี่ยวกับความยากลำบากใหญ่ยิ่งของช่วงเวลาเจ็ดปี. 
ดังนั้นผู้ที่เชื่อจึงยอมรับได้ที่จะมีชีวิตอยู่ในชีวิตของความเชื่อที่ไม่ร้อนหรือหนาว และคริสตจักรก็กังวลเกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนของสมาชิกกลุ่มของตน ดังนั้นความเชื่อของผู้คนก็เติบโตอย่างหลวมๆ เนื่องจากพวกเขาคิดว่าไม่จำเป็นที่พวกเขาจะเป็นกังวลเกี่ยวกับการผ่านความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง ความเชื่อของพวกเขาจึงมีความหวังและไม่ได้เอาใจใส่เมื่อความเชื่อมีความเชื่อที่เข้มแข็งขึ้นเมื่อใกล้ช่วงเวลาสุดท้าย ผู้คนเคยเชื่อในอมิลเลนเนียมลิซึมมานาน และจากนั้นก็เชื่อในความปลื้มปีติหลังความยากลำบากในชั่วขณะหนึ่ง และตอนนี้พวกเขาก็เชื่อในทฤษฎีของความปลื้มปีติก่อนความยากลำบาก. 
ในปี 1830 สาธุคุณ สโคไฟลด์ ศาสตราจารย์แห่งมูดี้ไบเบิ้ลอินสติติว เริ่มเขียนหนังสือไบเบิ้ลรีเฟอร์เร็นซ์ เขาได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากนักทฤษฎีที่มีชื่อเสียงของโลกชื่อดาร์บี้. 
ดาร์บี้ผู้ที่เคยเป็นพระคาทอลิกมาก่อน เป็นผู้ที่ฉลาดและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมาก แล้วเขาก็ได้ออกจากโบสถ์คาทอลิกหลังจากที่เขาได้ตระหนักว่าเขาเข้าใจผิด จากนั้นจึงเข้าร่วมในองค์ กรคริสเตียนเล็กๆและก็ได้มาเป็นผู้นำ แม้ว่าดาร์บี้อ่านและศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิ้ลอย่างต่อเนื่อง เขาก็ยังไม่สามารถพบได้จากบทวิวรณ์ว่าการปลื้มปีติจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง ดังนั้นเขาจึงได้ออกเดินทางเพื่อหาหลักฐานที่ชัดเจนในประเด็นนี้มากขึ้น. 
ในช่วงเวลาเดินทางนี้เขาได้พบกับหญิงวัยรุ่นผู้เคยเป็นผู้นำของนิวมาทอโลจี้ หญิงสาวคนนี้อ้างว่าได้เคยเห็นผ่านมโนภาพของเธอว่าการปลื้มปีติจะเกิดขึ้นก่อนความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง การเชื่อในสิ่งที่เธอบอกเขาและรู้สึกมั่นใจว่าการปลื้มปีติจะมาก่อนความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง ดาร์บี้จึงสรุปการศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิ้ลของเขาด้วยทฤษฎีของการปลื้มปีติก่อนความทุกข์ลำบาก. 
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้คนในช่วงเวลานี้เชื่อในทฤษฎีของการปลื้มปีติหลังความทนทุกข์ยากเป็นหลัก ทฤษฎีการปลื้มปีติก่อนความทนทุกข์ยากของดาร์บี้จึงรับไม่รับได้ด้วยดี. 
ดาร์บี้อ้างว่าสิ่งที่ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือวิวรณ์นั้นเกี่ยวกับเรื่องความรอดของผู้คนชาวอิสราเอล และอ้างว่ามันทำอะไรไม่ได้เกี่ยวกับความรอดของพวกคนต่างชาติ และจาก “เจ้าต้องพยากรณ์อีก” (10:11) เขาตีความว่านี่ไม่ใช่การประกาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ แต่เป็นข่าวประเสริฐของอาณาจักรที่ประกาศว่ามันใกล้มาถึงแล้ว. 
สโคไฟลด์ผู้ที่ยอมรับทฤษฎีของดาร์บี้รวบรวมทฤษฎีของการปลื้มปีติก่อนความทนทุกข์ยากเข้ากับรีเฟอร์เร็นซ์ไบเบิ้ลของเขา ได้สร้างทฤษฎีกลียุคเจ็ดปีของเขาเอง การอ้างของสโคไฟลด์ที่พบกับความต้องการของช่วงเวลาของเขาและเข้ากันดีกับเบื้องหลังของเขาเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อน ไหวของนักศาสนาทั่วโลกและเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย. 
แต่อะไรที่พระเจ้าทรงกล่าวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล? เราได้เห็นตามพระคัมภีร์ว่าพระเยซูทรงรับและเปิดหนังสือม้วนที่ประทับตราพร้อมกับตราทั้งเจ็ดต่อบัลลังค์ของพระเจ้า ผู้ทรงแบ่งประวัติ ศาสตร์ไปเป็นช่วงเวลาเจ็ดปีของพระองค์พร้อมกับตราทั้งเจ็ด. 
ยุคที่หนึ่งคือยุคของม้าสีขาว นี่คือยุคของความรอด ยุคที่พระเจ้าทรงตัดสินพระทัยที่จะช่วยเราให้รอดในทุกขณะ ที่พระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่งในจักรวาลนี้และมนุษย์ และทรงช่วยเราให้รอดอย่างแท้จริง ตามที่ วิวรณ์ 6:2 บอกเราว่า “ข้าพเจ้าก็และเห็น ดูเถิดมีม้าขาวตัวหนึ่ง และผู้ที่ขี่ม้านั้นถือธนูและได้รับมงกุฏ และผู้นั้นก็ออกไปอย่างมีชัย และเพื่อได้ชัยชนะ.” พระผู้เป็นเจ้าทรงได้รับชัยชนะและจะทรงมีชัยต่อไป แม้แต่ก่อนการสร้างสรรพสิ่ง ข่าวประเสริฐจึงได้คงอยู่แล้วและความรอดก็ได้เริ่มต้นแล้ว. 
ยุคที่สอง คือยุคของม้าสีแดง เป็นยุคของซาตาน นี่คือยุคของพญามารที่เขาจะเอาสันติสุขไปจากมนุษยชาติ ทำให้พวกเขาจ่ายค่าจ้างด้วยการสงครามต่อสู้กัน เกลียดผู้อื่น และสร้างความขัด แย้งทางศาสนา. 
ยุคที่สาม เป็นยุคของม้าสีดำ ที่เป็นเวลาของจิตวิญญาณและความอดอยากทางกาย และยุคที่สี่เป็นยุคของม้าสีกะเลียว เป็นยุคของความทนทุกข์ยาก ยุคที่ห้าเป็นยุคของการปลื้มปีติ พระเจ้าทรงตั้งเหล่าวิสุทธิชนเป็นหนึ่งเดียวในยุคนี้ ยุคที่หกเป็นของขันทั้งเจ็ด ที่ทำลายโลกทั้งโลก และยุคต่อ จากนั้นเป็นยุคของอาณาจักรพันปีและฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ ดังนั้นพระเจ้าจึงตั้งเวลาของโลกเป็นกลียุคเจ็ดปีไว้ในม้านหนังสือที่ประทับด้วยตราประทับทั้งเจ็ด.
สโคไฟลด์แบ่งช่วงเวลากลียุคเจ็ดไปไปเป็นช่วงเวลาของตน ในทางตรงกันข้าม กลียุคเจ็ดปีที่พยากรณ์ไว้ในวิวรณ์ 6 ผ่านตราประทับของหนังสือม้วนที่อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้านั้นกำหนดขึ้นโดยพระเจ้าเอง ผู้คนได้กล่าวถึงทฤษฎีของการปลื้มปีติก่อนความยากลำบากที่มนุษย์สร้างขึ้น และมีหลายคนที่เชื่อมันรวมทั้งการไม่จำเป็นที่พวกเขาจะเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าอย่างกระตือรือร้น. 
พวกเขาตัดสินใจว่า “เมื่อเราปลื้มปีติก่อนความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง เราก็จะอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าเมื่อความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งของเวลาเจ็ดปีมาถึง เราก็ไม่มีอะไรที่จะต้องเป็นห่วง!” พระวจนะของพระเจ้าได้บอกเราว่าเราปลื้มปีติก่อนความทนทุกข์ยาก จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมความเชื่อของเรา และเข้าร่วมในคริสตจักรครั้งหรือสองครั้งต่อปีก็พอ แต่นี้ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงบอกกับเรา. 
“เขาจะพยากรณ์ตลอดพันสองร้อยหกสิบวัน.” “เขาจะเหยียบย่ำเมืองบริสุทธ์ลงใต้เท้าตลอดสี่สิบสองเดือน.” พระวจนะของพระเจ้าเช่นนั้นบอกเราว่าพวกคนต่างก็เช่นกันจะรอดในช่วง เวลาของความทนทุกข์ยาก พระเจ้าจะทรงยกผู้พยากรณ์ของพระองค์ขึ้นเพื่อประกาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ จึงไม่มีผู้ใดจะยืนต่อพระพักตร์พระเจ้าได้โดยปราศจากการผ่านช่วงสามปีครึ่งแรกของช่วงเวลาเจ็ดปีของความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดขึ้นเมื่อช่วงเวลาของความยากลำบากมาถึง พระเจ้าทรงบอกเราเช่นกันว่าการทนทุกข์ยากทั้งหลายจะออกมาจากช่วงเวลาของความทุกข์ลำบากนี้. 
ในการเชื่อในพระเยซูอย่างถูกต้อง ก็จะต้องเรียนรู้พระคัมภีร์ไบเบิ้ลอย่างถูกต้องและเชื่อในสิ่งที่ถูกต้องอย่างแท้จริง หากผู้คนประกาศข่าวประเสริฐและเชื่อในตัวเองโดยไม่อ่านแต่ละหน้าของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลอย่างระมัดระวัง พวกเขาก็จะเป็นคนนอกรีตในท้ายที่สุด นี่จึงเหตุผลที่มีกลุ่มทางศาสนาเกิดขึ้นมากมายในโลกและเพราะหลายคนยึดตีความพระคัมภีร์ไบเบิ้ลตามความคิดของตน. 
การที่ผู้คนชาวอิสราเอลรอดจากบาปได้บอกเราว่าแผนการของพระเจ้าจะสมบูรณ์ตามพระวจนะของพันธสัญญาของพระองค์ นี่ก็บอกเราเช่นกันว่าพระเจ้าจะไม่ทรงทำลายคำสัญญาของพระ องค์ตามที่ตรัสไว้กับเรา นี่คือเหตุผลที่เรามีความหวังอันใหญ่ยิ่งเช่นนั้น. 
ผู้พยากรณ์ทั้งสองชาวอิสราเอลจะฟื้นขึ้นมาภายในสามวันครึ่งและขึ้นสวรรค์ไป นี่คือการปลื้มปีติ มันได้จัดเตรียมรูปแบบของวิธีทุกข์ลำบากของการทนทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งแล้วจะปลื้มปีติ และมันแสดงให้เราได้เห็นถึงความปลื้มปีติของเราเอง พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราว่าหลังจากเสียงของแตรที่เจ็ด โลกนี้ก็จะเป็นอาณาจักรของพระคริสต์และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไป ดังนั้นผู้ที่ไว้ใจในพระองค์ก็จะครอบครองร่วมกับพระองค์. 
พระเจ้าจะทรงทำลายโลกทั้งหมดหลังการปลื้มปีติของวิสุทธิชน เราไม่ทราบว่าการทำลายจะมี 100 เปอร์เซ็นต์ตามที่บรรยายในพระคัมภีร์ไหม แต่พระเจ้าทรงบอกใน วิวรณ์ 11:18 ว่า “เหล่าประชาชาติมีความโกรธแค้น แต่พระพิโรธของพระองค์ก็มาถึงแล้ว ถึงเวลาที่พระ องค์จะทรงพิพากษาคนทั้งหลายที่ตายไปแล้ว และถึงเวลาที่พระองค์จะทรงประ ทานบำเหน็จแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ คือพวกศาสดาพยากรณ์ และวิสุทธิชนทั้งปวง และแก่คนทั้ง หลายที่ยำเกรงพระนามของพระองค์ทั้งผู้น้อยผู้ใหญ่ และถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงทำลายคนที่ทำลายแผ่นดินโลก.”
การปลื้มปีติจะเกิดขึ้นแน่นอนเมื่อความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่งผ่านไปในช่วงสามปีครึ่งแรก ซึ่งไม่ต้องเป็นช่วงเวลาสามปีครึ่งแรกจริงๆ มันจะเลยไปได้นิดหน่อย จุดกึ่งกลางของเวลาเจ็ดปีก็คือเมื่อความทุกข์ลำบากได้เข้าถึงจุดสูงสุด นี่คือเมื่อวิสุทธิชนชาวอิสราเอลทนทุกข์ยากและก็ปลื้มปีติจากนั้นไม่นานเมื่อการปลื้มปีติเกิดขึ้นเราจะร่วมในงานเลี้ยงแต่งงานของพระเมษโปดกในฟ้าอากาศ. 
ในขณะที่เราเข้าร่วมงานเลี้ยงของพระเมษโปดกบนฟ้าอากาศตามที่ได้บอกเอาไว้ในมัทธิว 25 ว่าภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดจะมาถึงโลกนี้ สรรเสริญพระเจ้าในอากาศและได้เห็นทุกอย่างจะเกิดขึ้นบนโลกนี้ เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระคุณทั้งหมดของพระองค์. 
ผู้เขียนหวังและอธิษฐานว่าท่านจะสามารถแยกแยะเวลาของวันสุดท้ายที่มาถึงได้ผ่านพระวจนะวิวรณ์ เชื่อในพระวจนะอย่างถูกต้อง มีชีวิตของท่านอยู่โดยความเชื่ออย่างกระตือรือร้น และเตรียมตัวเพื่ออนาคต ท่านต้องเตรียมความเชื่อของท่านในการถวายการสรรเสริญ เกียรติและนมัสการพระผู้เป็นเจ้าตามที่ท่านได้เข้าร่วมในงานเลี้ยงของพระเมษโปดกพร้อมกับพระองค์.
ผู้เขียนหวังว่าพระวจนะวิวรณ์จะยืนยันถึงแนวทางอันยิ่งใหญ่ในวันที่จะมาถึงให้กับท่าน ระลึกด้วยหัวใจของท่านอีกครั้งหนึ่งว่าท่านจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างรอบคอบและเต็มไปด้วยความไว้วางใจด้วยความเชื่อของท่านในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ.