คำสอน

เรื่องที่ 10: วิวรณ์ (ข้อคิดเกี่ยวกับวิวรณ์)

[บทที่ 19-2] (วิวรณ์ 19:1-21) มีเพียงผู้ชอบธรรมเท่านั้นที่รอคอย การเสด็จกลับมาของพระคริสต์ด้วยความหวัง

(วิวรณ์ 19:1-21)
 
ในบทก่อนหน้านี้ เราได้เห็นว่า พระเจ้าทรงนำกระถางไฟอันน่าสะพรึงกลัวของพระองค์มายังโลกนี้ ในบทนี้ เราจะได้เห็นพระคริสต์ และเหล่าพลโยธาที่น่าชื่นชมของพระองค์ที่ต่อสู้และเอาชนะพลพรรคของพวกปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ โยนสัตว์ร้าย และผู้รับใช้ของมันไปในบึงไฟทั้งเป็น ฆ่าพลพรรคของพวกปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ที่เหลือด้วยคมดาบของพระวจนะที่ออกมาพระโอษฐ์ของพระผู้เป็นเจ้า และในที่สุดก็เสร็จสิ้นภารกิจต่อต้านซาตาน.
สาระของบทนี้แบ่งเป็น 3 หัวข้อสำคัญ: 1) การสรรเสริญพระเจ้าของเหล่าวิสุทธิชนผู้ทนทุกข์ที่ทรงนำการพิพากษาแห่งกระถางไฟอันยิ่งใหญ่มายังโลกนี้ 2) การประกาศเกี่ยวกับการมาถึงของงานเลี้ยงงานมงคลสมรสของพระเมษโปดก และ 3) การเสด็จลงมาจากแผ่นดินสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้าพร้อมเหล่าพลโยธาของพระเยซู คริสต์.
พวกเราทุกคนต้องตระหนักไว้ว่า พระเจ้าจะทรงกระทำทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้แก่เราทางหนังสือแห่งวิวรณ์ให้สำเร็จในเร็ววันนี้ และอย่างแน่นอนที่สุด.
 

การพิพากษาของพระเจ้า!
 
ผู้คนเหล่านั้นที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และกลายเป็นประชาชนของพระเจ้าโดยการเชื่อจะสรรเสริญพระองค์ที่ทรงช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากความผิดบาปของโลกทั้งหมด ขอพวกเราจงดูวรรคที่ 3-5 ว่า “คนเหล่านั้นร้องอีกเป็นครั้งที่สองว่า ‘อาเลลูยา ควันไฟที่เกิดจากนครนั้นพลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์’ และพวกผู้ปกครองทั้งยี่สิบสี่คนกับสัตว์ทั้งสี่นั้นก็ได้ทรุดตัวลงนมัสการพระเจ้า ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น และร้องว่า ‘อาเมน อาเลลูยา’ และมีเสียงออกมาจากพระที่นั่งว่า ‘ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ที่ยำเกรงพระองค์ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยจงสรรเสริญพระเจ้าของเรา.’”
ฮีบรู 9:27 บอกว่า “มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพาก ษาฉันใด” มนุษย์ต้องถูกพิพากษาต่อพระพักตร์พระเจ้าเพียงครั้งเดียว แต่ข้อกำหนดสำหรับการพิพากษานี้เสร็จสิ้นลงและจะไม่เกิดขึ้นอีก อีกประการหนึ่ง พระเจ้าจะทรงคืนการพิพากษาชั่วนิรันดรของพระองค์โดยการโยนคนบาปเข้าไปในบึงไฟที่กำลังไหม้อยู่ชั่วนิรันดร ด้วยการพิพากษาความผิดบาปของเขาหรือเธอทุกคนเพียงครั้งเดียวของพระองค์ นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดพระคัมภีร์ไบเบิลจึงบอกเราว่า “ควันไฟที่เกิดจากนครนั้นพลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์.”
คนบางคนอาจคิดและพูดว่า “ท่านตายครั้งเดียว นั่นคืนจุดจบของชีวิต” แต่นี่คือความคิดของมนุษย์เอง ไม่ ใช่ของพระเจ้า เพราะทุกคนมีทั้งร่างกายและวิญญาณ ไม่ว่าประชาชนจะเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ พวกเขาทุกคนก็รู้โดยสัญชาตญาณว่า พระเจ้าทรงยังอยู่ และในไม่ช้าหรือเร็ว พวกเขาทุกคนจะถูกพิพากษาต่อความผิดบาปของเขาต่อพระพักตร์พระองค์.
เพราะยังมีแผ่นดินแห่งจิตวิญญาณสำหรับประชาชน พวกเขารู้ว่า พระเจ้าทรงยังอยู่แม้ว่าจะมองไม่เห็นด้วยตาของเขาแผ่นดินที่มองเห็นด้วยตาของร่างมนุษย์ไม่คงอยู่ชั่วนิรันดร แต่ยังมีแผ่นดินแห่งความสัตย์จริงชั่วนิรันดร ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ความเจริญทางวัตถุในโลกนี้ขณะที่คิดถึงเพียงแค่เงินและมีแต่ความอยากได้ของต่าง ๆ ไม่ใช่เหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือการได้เข้าไปในแผ่นดินแห่งพระพรอันเป็นนิรันดรโดยการรู้จักพระเจ้า พระผู้สร้างแห่งจักรวาลทั้งปวง และโดยการรู้จักและเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญ ญาณที่พระองค์ประทานให้. 
ไม่เพียงแต่ว่าเราต้องรู้ในสิ่งที่พระเจ้าตรัสแก่เรา แต่เราต้องเชื่อในสิ่งนั้นเช่นกัน พวกเราต้องไม่จบชีวิตในนรกโดยการเชื่อและวางใจเพียงความคิดของเราตามลำพัง ก่อนที่จะได้เผชิญกับความทุกข์ทรมานชั่วนิรันดรเพื่อความผิดบาปของเรา เราต้องได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของเราทั้งหมด และได้รับชีวิตนิรันดรโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐเรื่องน้ำและพระวิญญาณที่พระเยซูประทานให้ ขณะที่อยู่บนโลกนี้ในปัจจุบัน.
สำหรับทุกคน ชีวิตบนโลกนี้สั้นเกินไป เพียงแค่พระอาทิตย์ขึ้น และตกทุกวัน การเดินทางของชีวิตเราที่แสนสั้นจบลงอย่างรวดเร็ว ไร้ผลและไร้ความหมาย ราวกับว่าเรากำลังวิ่งอยู่ เหมือนกับกระรอกวิ่งอยู่บนวงล้อ แม้ ว่าท่านต้องใช้ชีวิตอยู่เป็นเวลาหลายร้อยปี ท่านก็ไม่สามารถพูดได้ว่าท่านใช้ชีวิตที่ยืนยาว.
ถ้าท่านลบวงล้อเล็ก ๆ น้อย ๆ ของชีวิตประจำวันของท่าน เวลาแต่ละช่วงที่ใช้ไปในขณะที่นอนหลับ ทานอาหาร ไปห้องซักล้าง และ ทำสิ่งต่าง ๆ จากช่วงชีวิตทั้งหมดของท่าน ท่านยังมีเวลาเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ขณะที่ท่านเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านได้เห็นแล้วตั้งแต่ท่านเกิดมา และขณะที่ท่านพบผู้คนที่ท่านเคยพบมาก่อนแล้ว ผมของท่านก็กลายเป็นสีเทาทั้งหมด และทันทีที่ท่านได้ค้นพบตัวเองเผชิญอยู่กับจุดจบของท่าน.
เหตุผลเดียวที่ว่าเหตุใดชีวิตของเราดังเช่นวิสุทธิชนนั้นไร้ความหมายก็เพราะ เราผู้ที่ได้กลับมาเกิดใหม่นั้นได้พบพระผู้เป็นเจ้าผู้เสด็จมาหาเราโดยน้ำและพระวิญญาณ เชื่อในพระองค์ และได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของเราทั้งหมดพวกเราช่างโชคดีและน่าขอบคุณจริงๆ! มิใช่เพราะพระผู้เป็นเจ้าผู้เสด็จมาหาเราโดยน้ำและพระวิญญาณ พวกเราจะต้องได้เข้าไปในบึงไฟ และทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นั่นชั่วนิรันดร.
เมื่อใดก็ตามที่ผู้เขียนคิดถึงสิ่งนี้ มันยังทำให้ผู้เขียนกลัว และผู้เขียนจึงขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ขุมนรก ที่มาถึงเพราะซาตาน คือสถานที่อันน่าสะพรึงกลัวที่สุด ที่ซึ่งความทุกข์ทรมานช่างใหญ่ยิ่งที่ผู้นั้นปรารถนาจะตายมากกว่า ยังไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เป็นสถานที่ที่ซึ่งไฟและกำมะถันเผาไหม้ตลอดกาล.
เพื่อที่จะได้รู้จักข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่พระเยซูประทานให้อย่างถูกต้อง และเพื่อจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้นั้นต้องพบผู้รับใช้ของพระเจ้า ผู้ได้รับข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และผู้ที่กลับมาเกิดใหม่แล้วเสียก่อน การใช้ชีวิตเช่นชาวคริสต์ ผู้ใดก็ตามที่ต้องการหาคำตอบให้คำถามเกี่ยวกับการกลับมาเกิดใหม่โดยน้ำและพระวิญญาณและการได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้ทุกสิ่งที่แก้ไขแล้วโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ.
พระคัมภีร์ไบเบิลบอกว่า พระวิญญาณของพระเจ้าที่ประทานให้เป็นบำเหน็จแก่ทุกคนที่ได้รับการอภัยต่อความผิดบาปโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ (กิจการของอัครทูต 2:38) มีเพียงผู้ที่มีพระวิญ ญาณบริสุทธิ์ในหัวใจของเขาโดยการได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของเขาทั้งหมดด้วยความเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณเท่านั้นที่จะพูดได้ว่ามีความเชื่อที่แท้จริงในพระเยซู และมีเพียงผู้ที่มีความเชื่อนี้เท่านั้นที่จะได้เข้าไปในแผ่นดินของพระเจ้าชั่วนิรันดร (ยอห์น 3:5) ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นสุขหรือถูกสาปแช่งก็จะได้ครอบครอง ไม่ว่าผู้นั้นจะได้รับการอภัยต่อความผิดบาปโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณหรือไม่.
 

ได้สวมเสื้อผ้าป่านเนื้อละเอียดใสและบริสุทธิ์
 
ผู้คนเหล่านั้นที่คิดถึงอนาคตของเขาและต้องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการอภัยต่อความผิดบาปในปัจจุบันของเขา เป็นผู้ที่ดีและเป็นสุข แม้ว่าผู้นั้นอาจจะใช้ชีวิตอยู่แบบเดินหมากรุกที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ถ้าเขาหรือเธอเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และได้รับการอภัยต่อความผิดบาป และพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไว้ในหัว ใจ แล้วผู้นี้จะได้ใช้ชีวิตที่ประสบความสำเร็จที่สุด.
วิวรณ์ 19:4-5 กล่าวว่า “และพวกผู้ปกครองทั้งยี่สิบสี่คนกับสัตว์ทั้งสี่นั้นก็ได้ทรุดตัวลงนมัสการพระเจ้า ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น และร้องว่า ‘อาเมน อาเลลูยา’ และมีเสียงออกมาจากพระที่นั่งว่า ‘ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ที่ยำเกรงพระองค์ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยจงสรรเสริญพระเจ้าของเรา.’”
ในที่นี้ ประโยคที่ว่า “ยำเกรงพระองค์” หมายถึง ยอมรับพระวจนะของพระเยซู คริสต์เข้าไว้ในใจของผู้นั้น และใช้ชีวิตตามการแนะนำของพระองค์ มีเพียงผู้ที่ได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของเขาเท่านั้นที่จะได้เห็น และสรรเสริญพระเจ้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ไม่ได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของเขาจะทนทุกข์ทรมานในบึงไฟที่กำลังเผาไหม้ในนรกและสาปแช่งพระเจ้า. 
ขอพวกเราจงอ่านในวรรคที่ 6-9 ที่กล่าวว่า “แล้วข้าพเจ้าได้ยินเสียงดุจเสียงฝูงชนเป็นอันมาก ดุจเสียงน้ำมากหลาย และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่นว่า ‘อาเลลูยา เพราะว่าพระเจ้าของเราผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดทรงครอบครองอยู่ ขอให้เราทั้งหลายร่าเริงยินดี และเต้นโลดถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะถึงเวลามงคลสมรสของพระเมษโปดกแล้ว และเจ้าสาวของพระองค์ได้เตรียมพร้อมแล้ว ทรงโปรดให้เจ้าสาวสวมผ้าป่านเนื้อละเอียดใสบริสุทธิ์ เพราะผ้าป่านเนื้อดีนั้นได้แก่การประพฤติอันชอบธรรมของพวกธรรมิกชน และทูตสวรรค์องค์นั้นสั่งข้าพเจ้าว่า “จงเขียนไว้เถิดว่า ความเจริญสุขมีแก่คนทั้งหลายที่ได้รับเชิญมาในการมงคลสมรสของพระเมษโปดก และท่านบอกข้าพเจ้าว่า ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นพระวจนะแท้ของพระเจ้า.’” 
กล่าวในที่นี้ว่าสาวกยอห์นได้ยินเสียงสรรเสริญ เสียงดุจเสียงฝูงชนเป็นอันมาก ดุจเสียงน้ำมากหลาย และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่น เสียงนี้ไม่ได้เป็นเสียงใดนอกจากเสียงของผู้ที่ได้รับการอภัยต่อความผิดบาปร่วมกันสรรเสริญพระเจ้า ประการแรก บทเพลงแห่งการสรรเสริญนี้เกิดจากการสรรเสริญพระเจ้าที่อนุญาตให้เขามาอยู่ภายใต้การครอบครองของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ ได้รับการปกครองโดยพระองค์ และได้ใช้ชีวิตพร้อมกับพระองค์ในพระสิริ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ทำให้วิสุทธิชนมีความสุขและรื่นเริงกันอย่างท่วมท้น และมอบพระสิริครั้งยิ่งใหญ่แก่พระเจ้า ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถแต่ต้องสรรเสริญพระองค์ ร่ำร้องว่า “ขอให้เราทั้งหลายร่าเริงยินดี และเต้นโลดถวายพระเกียรติแด่พระองค์.” 
ประการที่สอง วิสุทธิชนสรรเสริญต่อว่า “เพราะถึงเวลามงคลสมรสของพระเมษโปดกแล้ว และเจ้าสาวของพระองค์ได้เตรียมพร้อมแล้ว” ทรงโปรดให้เจ้าสาวสวมผ้าป่านเนื้อละเอียดใสบริสุทธิ์ เพราะผ้าป่านเนื้อดีนั้นได้แก่การประพฤติอันชอบธรรมของพวกธรรมิกชน” ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? ประโยคนี้หมายความว่า ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับมนุษยชาติ พระเยซูเสด็จกลับมายังโลกนี้ สมรสกับผู้ที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยการเชื่อในพระองค์ และโดยการกลับมาเกิดใหม่ และใช้ชีวิต และสถิตอยู่กับพวกเขาตลอดไป.
การสมรสคือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวของเขา อีกประการหนึ่ง เมื่อพระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ พระองค์จะทรงยอมรับและใช้ชีวิตร่วมกับผู้ที่กลับมาเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ และหมายความว่า พระองค์จะทรงสร้างอาณาจักรพันปีและฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่เพื่อใช้ชีวิตกับวิสุทธิชนชั่วนิรันดร และตลอดไป ความยินดีของเจ้าสาวที่ได้ใช้ชีวิตกับเจ้าบ่าวนั้นยิ่งใหญ่มากจนเกินคำบรรยาย เพียงแค่คิดถึงสิ่งนี้ หัวใจของเราจึงสถิตอยู่กับความสุข.
เมื่อโลกที่ซึ่งพระเยซู คริสต์ทรงครอบครองมาถึง เจ้าสาวของพระองค์จะมีความสุขอย่างมาก เกินกว่าคำบรรยายใด ๆ พวกเขาจะมีความสุขมากมายเพียงไรเมื่อพวกเขาได้รับการครอบครองจากพระเยซู? เพราะพระเยซู คริสต์ทรงเป็นเจ้าบ่าวแห่งความดีอันสมบูรณ์แบบ ดังนั้น การครอบครองของพระองค์จะเป็นของความดีและความสมบูรณ์แบบ พระองค์จะทรงครอบครองอาณาจักรสวรรค์.
 

ผู้หนึ่งและเพียงข่าวประเสริฐที่จะทำให้ท่านมีคุณสมบัติได้เข้าไปในสรวงสวรรค์
 
สำหรับผู้ที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์และได้เข้าไปในสวรรค์ เขาหรือเธอต้องเชื่อเพียงการรับบัพติศมา และพระโลหิตของพระเยซูเท่านั้น เพราะพระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมายังโลกนี้เพื่อช่วยคนบาปให้รอดจากความผิดบาปของเขาโดยการรับเอาความผิดบาปของมนุษยชาติทุกคนไว้ที่พระองค์เอง พระองค์ต้องรับบัพติศมาโดยยอห์น ดังนั้น การรับบัพติศมาของพระองค์ พระเยซู พระองค์เองจึงทรงถูกตรึงกางเขนในแผ่นดินของเรา ทรงถูกพิพากษาเพื่อความผิดบาปของเราทั้งหมด ทรงฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมาอีกครั้ง และทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งการช่วยให้รอดชั่วนิรันดรสำหรับผู้ที่เชื่อ.
บัดนี้ พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมายังโลกนี้ ทรงอ้าพระกรรอประชาชนของพระองค์ผู้ที่เป็นเจ้าสาวของพระองค์โดยความเชื่อ และใช้ชีวิตพร้อมกับพวกเขาตลอดไป ผู้ที่เป็นเจ้าสาวของพระองค์จะใช้ชีวิตอยู่พร้อมกับพระผู้เป็นเจ้าในแผ่นดินโลกใหม่อยู่ในขณะนี้ พระพรอันน่าชื่นชมยินดีแก่เจ้าสาวทั้งหลาย บุตรของพระเจ้าที่ได้รับการช่วยให้รอดจะมอบพระสิริให้แก่พระเยซู คริสต์โดยการสรรเสริญพระองค์ชั่วนิรันดร ผู้คนเหล่านี้ที่ได้รับการครอบครองโดยพระเจ้าจะชื่นชมยินดีกับความสุขของเขา และสำหรับความชื่นชมยินดีนี้ พวกเขาจะมอบพระสิริทั้งปวงให้แก่เจ้าบ่าว.
มนุษยชาติทั้งปวงที่รอคอยเหตุการณ์นี้ตั้งแต่การสร้างโลก เหตุการณ์นี้สำเร็จได้เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา ยกผู้คนเหล่านั้นที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และใช้ชีวิตพร้อมกับพวกเขา พระเจ้าทรงสร้างโลกใหม่สำหรับมนุษยชาติและทรงรอพวกเราอยู่ พวกเรายังคงอยู่เพื่อสิ่งนี้ และเรากลับมาเกิดใหม่ในโลกนี้เพื่อสิ่งนี้.
ดังที่ใจความสำคัญบอกเราว่า “และเจ้าสาวของพระองค์ได้เตรียมพร้อมแล้ว ทรงโปรดให้เจ้าสาวสวมผ้าป่านเนื้อละเอียดใสบริสุทธิ์.” พระเจ้าทรงสวมเสื้อให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซู คริสต์ด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียดใสบริสุทธิ์ อีกประการหนึ่ง ผู้ที่เชื่อในพระวจนะนี้จะได้รับการอภัยต่อความผิดบาป และจิตใจของเขาจึงขาวสะอาดดุจหิมะ.
ถ้าเช่นนี้ เจ้าสาวของพระเยซู คริสต์จึงเตรียมพร้อมแล้วเพราะข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ จากการรับฟังและเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณขณะที่อยู่บนโลกนี้ ผู้นั้นสามารถกลับมาเกิดใหม่เป็นเจ้าสาวของพระเยซู คริสต์ได้ ความเชื่อนี้คือสิ่งที่ทำให้ท่านเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ และความเชื่อนี้คือสิ่งที่ทำให้ท่านมีคุณสมบัติได้เข้าไปในสรวงสวรรค์.
 

ผู้คนเหล่านั้นที่รอคอยด้วยความหวัง
 
ใจความสำคัญบอกเราว่า “ความเจริญสุขมีแก่คนทั้งหลายที่ได้รับเชิญมาในการมงคลสมรสของพระเมษโปดก” ด้วยความเชื่อประเภทใดที่ผู้คนเหล่านั้นที่ได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของเขาควรใช้ชีวิตอยู่? เจ้าสาวที่ได้พบเจ้าบ่าวของเขา พระเยซู และใช้ชีวิตอยู่ในความยินดีต้องใช้ชีวิตของเขาในความเชื่อและความหวัง ตั้งตารอคอยวันแห่งการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเจ้าบ่าวของเขา.
เพราะโลกนี้มืดลง และมืดลง ยังมีความหวังสำหรับเจ้าสาวที่ได้รับการช่วยให้รอด ความหวังนี้มิใช่สิ่งอื่นใดนอกจากการรอคอยวันที่พระเยซู คริสต์เสด็จกลับมารับพวกเขาไป ซึ่งพระองค์ทรงเตรียมฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่สำหรับเจ้าสาวของพระองค์ไว้แล้ว เจ้าบ่าวจะฟื้นคืนชีวิตให้เจ้าสาวของพระองค์ทุกคนอีกครั้ง และมอบชีวิตนิรันดรให้แก่เขา โลกที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวต้องใช้ชีวิตชั่วนิรันดรเป็นสถานที่ที่รอดพ้นจากปีศาจ ไม่มีความผิดบาป และไม่ขาดแคลนสิ่งใด เจ้าสาวรอคอยเพียงวันนี้ นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดพวกเราเหล่านั้นที่ได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของเราทั้งหมดจึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อและความหวัง.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าสาวที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบันนี้มีข้อบกพร่องมากมาย แต่ดังที่ 1 โครินธ์ 13:13 บอกเราว่า “ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือ ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด.” เพราะเจ้าบ่าวทรงรักเจ้าสาวของพระองค์ พระองค์จะชำระล้างความผิดบาปของเขาทั้งหมดด้วยการรับบัพติศมาของพระองค์ และทรงยอมรับพวกเขาเป็นเจ้าสาวที่สมบูรณ์แบบของพระองค์.
โลกนี้กำลังมุ่งไปสู่จุดจบและไม่มีความหวังเหลืออยู่ แต่แม้ว่าทุกสิ่งกำลังเข้าไปใกล้การทำลายล้าง เจ้าสาวต้องใช้ชีวิตของเขาด้วยความหวังที่พิเศษสุดเวลาแห่งการบรรลุตามความหวังนี้กำลังใกล้มาถึงเราโลกทั้งใบในขณะ นี้อยู่ในความเสี่ยงจากการแตกสลายจากแผ่นดินไหว วันที่ทุกคนในโลกนี้จะหายไปเช่นเดียวกับไดโนเสาร์ในยุคโบราณใกล้มาถึงแล้ว โลกนี้จะแตกสลายลงไปโดยง่ายดายในเร็ววันนี้.
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลานั้นมาถึง เจ้าสาวทุกคนมีความหวัง ร่างของเจ้าสาวจะเปลี่ยนไปสู่ร่างที่สมบูรณ์แบบ และพวกเขาจะใช้ชีวิตพร้อมกับพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นเจ้าบ่าวของพวกเขา ชั่วนิรันดรและตลอดไป เจ้าสาวจึงต้องเผยแพร่ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณให้แก่ประชาชนทั่วโลกในยุคนี้ด้วยความศรัทธายิ่ง.
 

ขอพวกเราจงเชื่อในพระวจนะแห่งพระเจ้าอันสัตย์จริง!
 
พระเยซูตรัสแก่เราในยอห์น 3:5 ว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” ถ้าเช่นนั้นแล้ว อะไรคือข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ? พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราว่า “น้ำ” หมายถึงการรับบัพติศมาของพระเยซูอย่างชัดเจน และเป็นต้นแบบของการช่วยให้รอด. (1 เปโตร 3:21)
เมื่อพระเยซูมีพระชนมายุได้ 30 พรรษา พระองค์เสด็จไปหายอห์น ผู้ให้รับบัพติศมาแก่ชาวอิสราเอลที่แม่ น้ำจอร์แดน พระเยซูตรัสแก่เราว่า ยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมา เป็นตัวแทนแห่งมนุษยชาติ และมหาปุโรหิตท่านสุดท้ายในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาฉบับเก่า การพบยอห์นครั้งนี้ พระเยซูทรงรับบัพติศมาของพระองค์จากท่าน ที่กระทำตามความชอบธรรมของพระเจ้าทุกประการ (มัทธิว 3:15, 11:11-14) การรับบัพติศมาที่พระเยซูทรงรับคือเครื่องบูชาชั่วนิรันดรโดยการที่ความผิดบาปของโลกทั้งหมดถูกถ่ายไปยังพระคริสต์ พระองค์เอง.
การจุติของพระเยซูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ การรับบัพติศมาของพระองค์ พระโลหิต และการสิ้นพระ ชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนและการฟื้นคืนพระชนม์และการขึ้นสู่สวรรค์ – ทุกสิ่งทุกอย่างนี้คือภารกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งเชื่อว่า พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้และทรงทำให้ความผิดบาปของเขาหรือเธอทั้งหมดหลายไปเพียงครั้งเดียวโดยน้ำและพระวิญญาณ เขาหรือเธอจะได้เป็นบุคคลอันชอบธรรม หลุดพ้นจากความผิดบาป และเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากความคิดของมนุษย์ แต่มาจากความคิดของพระเจ้า พระองค์เอง.
ความจริงก็คือน้ำ พระโลหิต และพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสามองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการช่วยให้รอดพ้นจากความผิดบาปของมนุษยชาติ และไม่มีผู้ใดที่ขาดหายไป พระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้กล่าวถึงสิ่งนี้ไว้อย่างชัดเจนและอย่างแน่นอนในบทที่ 5 ของ 1 ยอห์น ซึ่งบอกเราว่าองค์ประกอบทั้งสามประการนี้ น้ำ พระโลหิต และพระวิญ ญาณบริสุทธิ์ต่างก็เป็นหนึ่งเดียว และการช่วยให้รอดพ้นจากความผิดบาปของเราจะรวมกันและพิสูจน์ไม่ได้ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งหายไป.
เมื่อพวกเรารู้และเชื่อในความจริงนี้ การช่วยให้รอดที่สมบูรณ์ก็คือการเชื่อในสามสิ่งนี้ น้ำ พระโลหิต และพระวิญญาณบริสุทธิ์ – พวกเราจึงรู้ และยอมรับความรักของพระเยซูที่ทรงช่วยเราให้รอด และหัวใจของเราจึงไร้มลทินบาปโดยสมบูรณ์ พระคัมภีร์ไบเบิลสัญญากับเราไว้ในกิจการของอัครทูต 2:38 ว่า “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในพระนามแห่งพระเยซู คริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย แล้วท่านจะได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์.”
ถ้าเช่นนั้น อะไรคือพระวจนะที่ทำให้เราได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์? ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากพระวจนะแห่งการรับบัพติศมาของพระเยซู (น้ำ) การสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน (พระโลหิต) และการเป็นพระเจ้า การฟื้นคืนพระชนม์ และการขึ้นสู่สวรรค์ของพระองค์ (พระวิญญาณบริสุทธิ์) พระวจนะแห่งการช่วยให้รอดนี้ได้รับการพิสูจน์จากคำพยานของโมเสส และผู้เผยแพร่พระวจนะในพระคัมภีร์พันธสัญญาฉบับเก่า และบรรลุตามเป้าหมาย และพิสูจน์ได้จากข่าวประเสริฐทั้งสี่ในพระพันธสัญญาฉบับเก่า “การช่วยให้รอดแห่งการอภัยโทษที่สม บูรณ์แบบเพียงครั้งเดียวชั่วนิรันดร.” ที่มีรายละเอียดในหนังสือแห่งฮิบรู กล่าวถึงความชอบธรรมของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ที่เราได้รับโดยความเชื่อของเรา.
แม้ว่าทุกคนในโลกที่มีมลทินบาปนี้กำลังใช้ชีวิตแห่งเนื้อหนังที่อยู่ห่างไกลจากพระพักตร์พระเจ้า เขาหรือเธอต้องได้รับการอภัยต่อความผิดบาปที่พระเจ้าประทานให้ และใช้ชีวิตของเขาโดยการมีความหวังของเขาหรือเธอในแผ่นดินสวรรค์ นี่คือบำเหน็จของพระเจ้าที่พระองค์ประทานให้มนุษยชาติ พวกเราทุกคนต้องได้รับความยินดีนี้ที่มอบให้เราโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ การเชื่อในพระวจนะที่พระผู้เป็นเจ้าของเราจะเสด็จมา ทรงสร้างแผ่นดินใหม่ของพระองค์ และอนุญาตให้เราใช้ชีวิตอยู่ นี่คือความหวังที่แท้จริงของเรา เราต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวังนี้ และนี่คือสิ่งที่ผู้เขียนเชื่ออย่างที่สุด.
ท่านรู้หรือไม่ว่า ความผิดบาปแพร่กระจายไปในโลกนี้ได้อย่างไร? จงเปรียบเทียบดูกับยุคแห่งอุทกภัยของโนอาห์ ความผิดบาปในยุคนี้แพร่กระจายออกไปมาก ในยุคของโนอาห์ เห็นได้ว่า ความคิดของมนุษยชาติมักจะชั่วร้าย พระเจ้าจึงตัดสินพระทัยที่จะทำลายโลกแห่งแรกด้วยอุทกภัย ตรัสแก่โนอาห์ให้สร้างเรือลำหนึ่ง และช่วยผู้ที่เข้ามาอยู่ในเรือนี้ให้รอดโดยการเชื่อในพระวจนะของพระองค์ แม้ว่าพระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะพิพากษาโลกด้วยน้ำอย่างแน่นอนที่สุด มีเพียงครอบครัวของโนอาห์แปดคนเท่านั้นที่เชื่อในพระวจนะของพระองค์ พวกเขาจึงสร้างเรือแห่งยุคร้อยปี และเข้าไปอยู่ในเรือเพื่อหลบหนีอุทกภัย เมื่อเขาทำเช่นนั้น พระเจ้าจึงเริ่มนำการพิพากษาของพระองค์มายังโลกใบแรก ท้องฟ้ากลับมืดลงในทันที และพายุฝนจึงเริ่มกระหน่ำ ประมาณหนึ่งชั่วโมง น้ำก็สูงขึ้นเท่ากับชั้นที่สาม ฝนตกเป็นเวลา 40 วัน ทำให้โลกทั้งใบจมอยู่ใต้น้ำ.
เช่นเดียวกับที่โนอาห์และครอบครัวของเขาได้เข้าไปในเรือเพราะการเชื่อว่าโลกใหม่กำลังจะเกิดขึ้น ท่านและผู้เขียนต้องใช้ชีวิตในยุคนี้ด้วยความหวัง เช่นเดียวกับที่เขาสร้างเรือเป็นเวลาหลายร้อยปี เพราะเขาเชื่อในพระเจ้า ผู้เขียนเชื่อว่าเราต้องเชื่อและเผยแพร่ข่าวประเสริฐด้วยเช่นกัน พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า “จงสร้างเรือให้ตัวเจ้าเอง.” (ปฐมกาล 6:14) พระวจนะนี้บอกเราว่า ‘จงปกป้องตัวเราเองด้วยความเชื่อ’ เราต้องอุทิศตนแก่พระผู้เป็นเจ้าและเผยแพร่ข่าวประเสริฐเสียก่อน.
แม้ว่า ผู้ที่กลับมาเกิดใหม่มีความหวัง ไม่มีความหวังสำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในข่าวประเสริฐ มีเพียงความท้อแท้สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในข่าวประเสริฐ โดยไม่ใส่ใจว่าประชาชนจะเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณหรือไม่ พวกเราต้องเผยแพร่ข่าวประเสริฐให้แก่พวกเขาต่อไปด้วยความเชื่อ ยุคปัจจุบันคือประเภทของเวลาที่ประชาชนต้องเชื่อในข่าวประเสริฐที่แท้จริงนี้ทันทีเท่าที่จะเป็นไปได้ ผู้คนเหล่านั้นที่เชื่อในข่าวประเสริฐที่เราเผยแพร่จะได้พบความสุข แต่ผู้ที่ไม่เชื่อในข่าวประเสริฐจะถูกสาปแช่งเท่านั้น กลุ่มหลัง – คือ ผู้ที่ไม่เชื่อในข่าวประเสริฐ – เป็นคนโง่ที่จะ-ได้รับการพิพากษาชั่วนิรันดรของพระเจ้า และถูกโยนลงไปในนรก.
อย่าสูญเสียความหวัง ถ้าผู้ชอบธรรมสูญเสียความหวังมีเพียงความตายเท่านั้นที่รอเขาอยู่ ถ้าไม่มีความหวัง พวกเราจะไม่มีความปรารถนา ความสนใจ เหตุผลที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไป ขอพวกเราจงใช้ชีวิตอยู่กับความหวัง.
ในยุคนี้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูและกลับมาเกิดใหม่จะเป็นผู้ที่มีความสุขแท้จริง สำหรับมนุษยชาติ ความหวังที่เหลืออยู่คือการได้รับการอภัยต่อความผิดบาป – นั่นคือไม่มีความหวังใดแต่ เพื่อได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อผู้คนได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของเขาทั้งหมด พวกเขาจะมีความหวังและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร แต่ถ้าพวกเขาไม่ได้รับการอภัย มีเพียงการทำลายเท่านั้นที่รอเขาอยู่ พวกเขาจะไม่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์.
นี่เป็นเพราะผู้เขียนได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของผู้เขียนทั้งหมด ที่ผู้เขียนสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ด้วยความหวัง มันเป็นความหวังของผู้เขียน และบทภาวนาที่ท่านจะได้ใช้ชีวิตของท่านด้วยความหวังนี้เช่นกัน ผู้ ขียนขออธิษฐานว่า ท่านจะไม่ยึดติดตัวท่านเองกับความคิดที่ไร้ประโยชน์ของโลก แต่จะใช้ชีวิตของท่านเฉกเช่นเจ้าสาวที่แสนดีแทน รักพวกพี่น้องผู้ชอบธรรมของท่าน ช่วยเหลือพวกเขาให้ยืนหยัดอยู่ในพระคริสต์ ไม่สูญเสียความเชื่อของท่าน รอคอยเจ้าบ่าว และพบพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จมารับท่านไปในที่สุด.
ผู้เขียนขอขอบคุณพระเจ้าที่ทรงช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตอยู่ในพระสิริของพระองค์.