คำสอน

เรื่องที่ 10: วิวรณ์ (ข้อคิดเกี่ยวกับวิวรณ์)

[บทที่ 20-2] (วิวรณ์ 20:1-15) พวกเราจะผ่านพ้นความตายเพื่อมีชีวิตได้อย่างไร?

(วิวรณ์ 20:1-15)
 
พระเจ้าตรัสแก่เราว่าเมื่อพระองค์ทรงทำให้โลกนี้หายไป และประทานฟ้าสวรรค์และแผ่น ดินโลกใหม่ให้เราแทนพระองค์จะทรงฟื้นชีวิตคนบาปทุกคนที่ได้ใช้ชีวิตในโลกนี้มาก่อน และนอนอยู่ในหลุมฝังศพของเขาหรือเธอ วรรคที่ 13 ในที่นี้กล่าวว่า “ทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายในทะเล ความตายและแดนมรณาก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่อยู่ในแดนนั้น และคนทั้งหลายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตนหมดทุกคน.” ร่างของคนที่จมอยู่ในน้ำ ส่วนใหญ่จะถูกปลากิน ขณะที่ร่างของคนที่ถูกเผาจนตายก็จะไม่ทิ้งร่างไว้ให้จำได้อีกต่อไป พระคัมภีร์ไบเบิ้ลยังบอกเราในที่นี้ว่า เมื่อถึงเวลาสุดท้าย พระเจ้าจะฟื้นชีวิตกลับคืนให้ และพิพากษาว่าจะส่งเขาไปสวรรค์หรือนรก โดยไม่ใส่ใจว่าเขาถูกซาตานกลืนกินหรือไม่ ถูกความตายพรากไปหรือไม่ หรือถูกเผาจนตาย.
ก่อนที่พระเจ้าจะเปิดหนังสือแห่งชีวิตที่มีชื่อของผู้ที่จะเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ชั่วนิรันดรจารึกไว้ และยังมีหนังสือแห่งการกระทำ ที่จารึกชื่อและความผิดบาปของทุกคนที่จะถูกโยนลงไปในนรก ในหนังสือแห่งการกระทำนี้ได้จารึกความผิดบาปที่มีผู้ทำไว้ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ถูกตัดสินโดยพระเจ้าตามพระบัญญัติของพระองค์.
 

พระผู้เป็นเจ้าทรงมีหนังสือสองประเภท
 
พระเจ้าทรงจัดประเภทประชาชนเป็นสองประเภทตามเกณฑ์อันชอบธรรมของพระองค์เอง พระเจ้าทรงตัดสินว่าผู้ที่ตายแล้วจะฟื้นคืนชีวิต และยืนอยู่หน้าหนังสือทั้งสองเล่มของพระองค์ และรับการพิพากษา ในหนังสือแห่งชีวิตได้จารึกเพียงชื่อของผู้ที่เชื่อในพระเยซู ขณะที่อยู่บนโลกนี้ รับการอภัยต่อความผิดบาป และรับการตัดสินให้เข้าไปในสวรรค์ การพิพากษาครั้งสุดท้ายของพระเจ้าจะขึ้นอยู่กับว่าชื่อของผู้นั้นจารึกไว้ในหนังสือเล่มใดในสองเล่มนั้น พระเจ้าทรงเตรียมผู้ที่จะได้เข้าไปในสวรรค์และผู้ที่จะถูกโยนลงไปในนรกแล้ว.
ดังนั้น พระเจ้าจะทรงยกผู้ที่ตายทั้งหมดให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ทรงเปิดหนังสือของพระองค์ และทอดพระเนตรดูชื่อของพวกเขาที่จารึกไว้ในหนังสือทั้งสองเล่ม พระองค์จะส่งผู้ที่มีชื่อจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตขึ้นสวรรค์ แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่มีชื่อจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตก็จะถูกโยนลงนรกแทน พวกเราต้องมั่นใจที่จะรับรู้และเชื่อในความจริงที่พิพากษาโดยพระเจ้า.
เพื่อตัดสินว่า ผู้ใดจะถูกส่งขึ้นสวรรค์และผู้ใดจะถูกส่งไปนรก พระเจ้าจะทรงฟื้นชีวิตผู้ที่ตายทุกคนขึ้นมา และพิพากษาพวกเขา พระเจ้าทรงตัดสินพระทัยแล้วว่า พระองค์จะพิพากษาพวกเขาตามที่ชื่อของเขาได้จารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตหรือหนังสือแห่งการกระทำ (หนังสือแห่งการพิพากษา).
มีสถานที่สองแห่งที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ที่จะยืนต่อพระพักตร์พระองค์ทุกคนแล้ว พวกเขาจะอยู่ที่สวรรค์และนรกนรกคือบึงไฟที่มีถ่านหินและกำมะถันเผาไหม้อยู่ พระเจ้าทรงตัดสิน ว่าผู้ที่ไม่มีชื่อจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตจะถูกโยนลงไปในบึงไฟ ขณะที่ผู้ที่มีชื่อจารึกไว้ในหนัง สือห่งชีวิตจะได้รับการต้อนรับเข้าสู่สวรรค์.
ในสวรรค์ ต้นไม้แห่งชีวิตขึ้นอยู่ริมแม่น้ำที่มีน้ำแห่งชีวิต ซึ่งออกผลสิบสองชนิดตามแต่ละฤดูกาล ในสวรรค์อันแสนสวยนี้ วืสุทธิชนทั้งหลายจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร พวกเราต้องเชื่อในความจริงที่พระเจ้าตัดสินพระทัยให้ประทานสวรรค์ของพระองค์แก่วิสุทธิชนทั้งหลาย.
ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเยซูจะมีชื่อของเขาจารึกไว้ในหนังสือแห่งการกระทำ เพราะการกระทำทุกอย่างที่คนบาปทำไว้ขณะที่อยู่บนโลกนี้ได้ถูกจารึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ พระเจ้าตรัสแก่เราว่า พระ องค์จะโยนพวกเขาเข้าไปในบึงไฟ เพื่อลงทัณฑ์ความผิดบาปของเขาที่จารึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ และสำหรับความผิดบาปที่ไม่เชื่อในพระเยซู สิ่งที่สำคัญในที่นี้ก็คือ ชื่อของท่านและของผู้เขียนจะถูกจารึกไว้ในหนังสือเล่มใด.
ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ พวกเราต้องรู้ว่าชีวิตบนโลกนี้ไม่ใช่ทุกสิ่งที่มีอยู่ ดังที่บทสดุดี 90:10 บอกเราว่า “กำหนดปีของข้าพระองค์คือเจ็ดสิบ หรือสุดแต่เรื่องกำลัง ก็ถึงแปดสิบ แต่ช่วงชีวิตนั้นมีแต่งานและความลำบาก ไม่ช้าก็สูญไปและข้าพระองค์ก็จากไป.” แม้ว่าเราต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้เป็นเวลา 70 หรือ 80 ปี ไม่ช้าก็เร็วเราทุกคนจะได้ไปยืนต่อพระพักตร์พระเจ้า และเมื่อเรายืนต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าในที่สุด ทุกสิ่งที่ชื่อของเราถูกจารึกไว้ในหนังสือเล่มใด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแห่งชีวิตหรือหนังสือแห่งการกระทำ (หนังสือแห่งการพิพากษา) เราจะถูกตัดสินว่าเราจะได้เข้าไปในสวรรค์หรือถูกโยนลงไปในบึงไฟ เราต้องมารับรู้ว่าชีวิตในโลกนี้ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง.
 

ผู้ที่มีชื่อจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิต
 
ขอพวกเราจงอ่านบทลูกา 16:19-26 ว่า “ยังมีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มด้วยผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี รับประทานอาหารอย่างประณีตทุกวัน ๆ และมีคนขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส เป็นแผลทั้งตัว นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี และเขาใคร่จะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีนั้น แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา อยู่มาคนขอทานนั้นตาย และเหล่าทูตสวรรค์ได้นำเขาไปไว้ที่อกของอับราฮัม ฝ่ายเศรษฐีนั้นก็ตายด้วย และเขาก็ฝังไว้ แล้วเมื่ออยู่ในแดนมรณาเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก เศรษฐีนั้นจึงแหงนดูเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสอยู่ที่อกของท่าน เศรษฐีจึงร้องว่า “อับราฮัม บิดาเจ้าข้า ขอเอ็นดูข้าพเจ้าเถิด ขอให้ลาซารัสมา เพื่อจะเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น ด้วยว่าข้าพเจ้าตรำทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้.” แต่อับราฮัมตอบว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าได้ของดีสำหรับตัว และลาซารัสได้ของเลว แต่เดี๋ยวนี้เขาได้รับความเล้าโลม แต่เจ้าได้รับความแสนระทมนอกจากนั้นระหว่างพวกเรากับพวกเจ้ามีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อว่าถ้าผู้ใดปรารถ นาจะข้ามไปจากที่นี่ถึงเจ้าก็ไม่ได้ หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ไม่ได้.’”
จากประโยคนี้ พระเยซูทรงสอนเราว่า สวรรค์และนรกมีอยู่จริง ดังเช่นเศรษฐีในประโยคนี้ มีหลายคนที่ไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของสวรรค์และนรก อับราฮัมทรงเป็นบิดาของความเชื่อ เมื่อกล่าวในที่นี้ว่า ขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส อยู่ที่อกของอับราฮัม หมายความว่า เช่นเดียวกับอับราฮัมผู้ที่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้า ลาซารัสก็เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขาเช่นกัน ได้ รับการอภัยต่อความผิดบาปของเขา และได้เข้าไปในสวรรค์ การใช้ชีวิตในโลกนี้ พวกเราทุกคนจำ เป็นต้องพิจารณาและไตร่ตรองถึงโชคชะตาของลาซารัสและเศรษฐี.
พระเจ้าตรัสแก่เราว่าทุกคนในโลกนี้ ชีวิตในโลกนี้ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าชีวิตนั้นจะมีแต่งานนั้นใช้ชีวิตอยู่ในโลก ไม่ใช่ว่าเขาหรือเธอจะใช้ชีวิตอยู่จนอายุ 70-80 ปี แต่ทุกสิ่งที่จะยังคงอยู่ของเขาหรือเธอในที่สุดก็แค่เพียงงานและความลำบาก.
ในการใช้ชีวิตของเราเราจึงต้องเตรียมตัวสำหรับชีวิตหลังความตายและเราต้องเผื่อแผ่ความ เชื่อของเราไปยังบุตรของเรา เพื่อว่าพวกเขาจะได้เข้าไปในแผ่นดินที่ดีนั้นด้วย ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าใจเพียงไรที่คนคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตในโลกนี้ จะยืนต่อพระพักตร์พระเจ้าเพียงเพื่อถูกพิพากษาโดยพระองค์และถูกโยนลงไปในบึงไฟ?
ไม่มีผู้ใดจะเปลี่ยนสิ่งที่พระเจ้าทรงตัดสินได้ ที่ผู้ที่ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ในหนังสือแห่งการกระทำจะถูกโยนลงไปในบึงไฟ มีเพียงหนทางเดียวสำหรับเราที่จะหลีกเลี่ยงบึงไฟ และนี่ก็คือการมั่นใจว่าชื่อของเราถูกจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิต เพื่อหนีจากบึงไฟ ไม่มีทางใดแต่ต้องมีชื่อของเราจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิต.
แล้วชื่อของเราจะถูกจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตได้อย่างไร? ดังเช่นลาซารัสได้อยู่ที่อกของอับราฮัม ดังนั้น เราต้องได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของเราโดยการเข้าใจและเชื่อในการกระทำอันชอบธรรมของพระเจ้า (โรม 5:18) โดยพระวจนะของพระองค์ แล้วเราจะได้เข้าไปในสวรรค์เพื่อ ที่จะมีชื่อของเราจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิต เราต้องเชื่อในพระเยซู ผู้ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์เอง และพระผู้ทรงโปรด ซึ่งหมายถึง ผู้ที่ช่วยชีวิตผู้ที่ตกอยู่ในความผิดบาป มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่ช่วยเราได้ เพราะความผิดบาปของเราจะต้องถูกพิพากษาโดยพระเจ้า และถูกโยนลงไปในบึงไฟ.
ใครคือผู้ที่ไม่เคยทำความผิดใด ๆ ต่อพระพักตร์พระเจ้า และผู้ที่เป็นผู้บริสุทธิ์จากการกระ ทำ 100 เปอร์เซ็นต์ในบรรดาพวกเรา? ไม่มีใครเลย พวกเราต้องรู้ว่า เพราะเราเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง เราตกอยู่ในความผิดบาปโดยไม่มีทางเลือก และความผิดบาปของเรานี้ เราจะถูกโยนลงไปในบึงไฟ.
แต่พระเจ้าประทานพระเยซูมายังโลกนี้เพื่อช่วยเราให้รอดพ้นจากความผิดบาปของเรา เราผู้ที่ไม่สามารถช่วยได้แต่ถูกโยนลงไปในบึงไฟ พระนาม “พระเยซู” หมายถึง “ผู้ทรงช่วยประชาชนของพระองค์ให้รอดพ้นจากความผิดบาปของเขา” (มัทธิว 1:21) ดังนั้น เราจึงเข้าไปในสวรรค์ได้เพียงเพราะเราเชื่อในความจริงที่ว่า พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้และทรงช่วยเราให้รอดจากความผิดบาปของเราด้วยการกระทำอันชอบธรรมของพระองค์นี้.
 

แล้วผู้ใดจะถูกโยนลงไปในบึงไฟ?
 
วิวรณ์ 21:8 บอกเราถึงผู้ที่จะถูกโยนลงไปในบึงไฟว่า “แต่คนขลาด คนไม่เชื่อ คนที่น่าเกลียดน่าชัง คนที่ฆ่ามนุษย์ คนล่วงประเวณี คนใช้เวทมนต์ คนไหว้รูปเคารพ และคนทั้งปวงที่พูดมุสานั้น มรดกของเขาอยู่ที่ในบึงไฟและกำมะถันที่กำลังไหม้อยู่นั้น นั่นคือความตายครั้งที่สอง.”
เรื่องแรก พระคัมภีร์ไบเบิ้ลอ้างถึง “คนขลาด” นั้นคือใคร? คำนี้หมายถึง ผู้ที่เป็นชาวคริสต์แค่เพียงในนามที่ไม่ได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของเขาเพราะข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญ ญาณ และเขาจึงเกรงกลัวต่อพระพักตร์พระเจ้าแม้ว่าเขาจะเชื่อในพระเยซูเพียงไร พระเจ้าทรงตัดสินให้คนเช่นนี้ถูกโยนลงไปในบึงไฟ พระเจ้าทรงตัดสินให้คนไม่เชื่อ คนที่น่าเกลียดน่าชัง คนที่ฆ่ามนุษย์ คนล่วงประเวณี คนใช้เวทมนต์ คนไหว้รูปเคารพ และคนทั้งปวงที่พูดมุสานั้นถูกโยนลงไปในบึงไฟด้วยเช่นกัน.
มีผู้ที่ไว้รูปเคารพหลายคนในประเทศเกาหลี แม้แต่ในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่เห็นประ ชาชนเคารพรูปบูชาของพระเจ้าและอธิษฐานต่อหน้ารูปบูชานั้น ประชาชนทำเช่นนั้นเพราะเขาไม่รู้และโง่เขลา พระเจ้าทรงชังเมื่อประชาชนเคารพรูปบูชาราวกับว่ามันเป็นเทพเจ้า.
พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ (ปฐมกาล 1:27) มนุษย์จึงเป็นต้น แบบของสัตว์โลกทั้งปวง นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดเราต้องเชื่อในพระเจ้า เพราะเราเกิดมาจากพระฉายาของพระเจ้าเองเรายังคงอยู่ตลอดกาล ดังเช่นที่พระเจ้า ทรงคงอยู่ตลอดกาล มีโลกนิรันดรสำหรับเราหลังจากที่เราตายไป นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดพระเจ้าจึงตรัสแก่เราให้เคารพพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงเป็นนิรันดรเท่านั้น แล้วอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเราเคารพสิ่งที่เหมือนกับพระเจ้า? เราจะทำบาปครั้งใหญ่ต่อพระพักตร์พระเจ้า เพราะทำสิ่งที่พระเจ้าทรงชังที่สุด: การเคารพรูปบูชา มนุษย์จะโง่เขลาเบาปัญญายิ่งนัก เราต้องรู้ไว้ว่า พระเจ้าจึงตัดสินว่าผู้ที่มีความเชื่อที่ผิดนี้จะถูกโยนลงไปในบึงไฟทั้งหมด.
ประชาชนที่ถูกโยนลงไปในนรกจะตายสองครั้ง นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงตัดสิน พระองค์เอง การตายครั้งแรกมาถึงเมื่อสิ้นสุดชีวิตอันแสนลำบากของเขาในโลกนี้ หลังจากเดินอยู่ในโลกอันแสนเหนื่อยนี้ มักจะพูดกันว่าผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่บนเท้าทั้งสี่ข้างในตอนแรก แล้วเปลี่ยนเป็นสองข้าง แล้วสามข้างในที่สุด เพียงเพื่อจะตายในตอนสุดท้าย ไม่ใช่ใครนอกจากมนุษย์เอง.
หลังจากตายไปครั้งหนึ่งด้วยวิธีนี้ เมื่อประชาชนจะยืนต่อพระพักตร์พระเจ้าเช่นคนบาป เขาจะพบกับการพิพากษา และเมื่อถึงเวลาต้องตายครั้งที่สอง สิ่งที่ไม่เคยจบแต่จะเสร็จสิ้นตลอดไป จะมาถึงพวกเขา ในรูปแบบของการถูกโยนลงไปในบึงไฟ พวกเขาต้องตายในบึงไฟนี้ เขาจะหลุดพ้นจากความทรมานอย่างน้อยที่สุด แต่ในที่แห่งนี้ แม้ว่าเขาอยากจะตาย ความตายก็จะหนีไปจากเขา.
ทุกคนมีความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตตลอดไป ไม่เคยต้องเผชิญกับความตาย การคงอยู่ของมนุษย์นั้นนิรันดรจริง ๆ ดังเช่นที่มนุษย์ปรารถนา นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดพระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่ได้อธิบายไว้ว่าเมื่อคนเราตายคือ การตาย แต่เป็นการนอนหลับ เราจึงต้องหนีให้พ้นจากความตายครั้งที่สองที่จะโยนเราลงไปในบึงไฟ เราจึงต้องรู้เพียงว่าสิ่งที่เราต้องทำเพื่อที่ชื่อของเราจะได้จารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิต และเพื่อจะได้มีชื่อในหนังสือแห่งชีวิต เราต้องเชื่อในพระเยซูอย่างถูกต้อง.
ผู้คนมักจะคิดและพูดว่า พระเยซู พระพุทธเจ้า ขงจื๊อ และพระมูฮัมหมัดเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา จึงไม่เป็นไรที่จะใช้ชีวิตเฉกเช่นคนดี นั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดเขาจึงไม่เข้าใจว่า เหตุใดเราจึงคะยั้นคะยอให้เขาควรเชื่อเพียงพระเยซูเท่านั้นแต่นี่คือความคิดที่ผิดทั้งหมดท่านและผู้เขียนดีเทียบ เท่ากับทุกสิ่งในโลกนี้ ไม่ใช่สิ่งใดแต่เป็นสัตว์โลกและมนุษย์ต่อพระพักตร์พระเจ้า แต่เมื่อเรามองดูการประสูติของพระเยซู และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำขณะที่อยู่บนโลกนี้ เราก็จะรู้ว่าพระองค์มิใช่เพียงมนุษย์เฉกเช่นคนอื่น ๆ ทั้งสี่นั้น พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์เองผู้ทรงช่วยมนุษย์ เสด็จมายังโลกนี้ในรูปร่างของมนุษย์ ทรงรับเอาความผิดบาปของเราไว้ด้วยการรับบัพติศมาของพระองค์ ทรงรับการลงทัณฑ์ของความผิดบาปของเราในแผ่นดินของเรา และทรงปลดปล่อยมนุษยชาติจากความผิดบาปของเขาจนเสร็จสิ้น.
การประสูติของพระคริสต์ต่างจากการเกิดของมนุษย์ทั่ว ๆ ไป ทารกทุกคนเกิดมาจากความ สัมพันธ์ของชายคนหนึ่งกับหญิงคนหนึ่ง นี่คือการที่ทุกคนเกิดมาในโลกนี้ได้อย่างไร แต่พระเยซูทรงประสูติจากหญิงพรหมจารีคนหนึ่งที่ไม่รู้จักผู้ชาย เพื่อช่วยมนุษย์เรา และกระทำตามพระวจนะของผู้เผยแพร่พระวจนะที่บอกล่วงหน้ามากว่า 700 ปีโดยผู้เผยแพร่พระวจนะ อิสยาห์ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า พระองค์เอง จึงประสูติในโลกนี้ในร่างของมนุษย์ ในร่างของหญิงพรหมจารีคนหนึ่ง (อิสยาห์ 7:14) และขณะที่อยู่ในโลกนี้ พระองค์ไม่ได้เพียงแค่ฟื้นชีวิตคนตาย และรักษาคนป่วย และคนพิการเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงทำให้ความผิดบาปทั้งหมดในโลกหายไปด้วย.
พระเจ้า พระผู้เป็นเจ้าแห่งการสร้าง ผู้ทรงสร้างจักรวาลทั้งปวง เสด็จมายังโลกนี้ และเป็นมนุษย์ชั่วขณะหนึ่ง ทรงช่วยมนุษย์ทุกคนให้รอดจากความผิดบาป เหตุผลที่เราต้องเชื่อในพระเยซูก็เพราะ ประการแรก พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์เอง ประการที่สอง เพราะพระองค์ทรงรับความผิดบาปของเราทั้งหมดไว้ เพื่อว่าชื่อของเราจะได้จารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิต และทรงทำให้เราเป็นบุตรผู้ไร้มลทินบาปของพระเจ้า การประสูติในโลกนี้เพียงครั้งเดียว เราทุกคนต้องตายเพียงครั้งเดียว และหลังจากการตายของเรา เราต้องถูกพิพากษาทุกคน.
แต่พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ ทรงรับเอาความผิดบาปของเราทั้งหมดไว้ด้วยการรับบัพติศมาของพระองค์ที่ทรงรับจากยอห์น ทรงรับการพิพากษาบนไม้กางเขนในแผ่นดินของเรา และทำให้เราที่เชื่อในพระองค์ได้ใช้ชีวิตพร้อมกับพระองค์ตลอดไปในแผ่นดินสวรรค์ชั่วนิรันดร เพื่อปลดปล่อยเราจากการพิพากษาความผิดบาปของเรา พระเจ้า พระองค์เองทรงชำระล้างความผิดบาปของเราให้เรา นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดเราทุกคนต้องเชื่อในพระเยซู พระองค์เดียวที่ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด.
พระเยซูมิทรงเป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น เพราะพระเจ้าทรงสัญญาแก่มนุษย์ว่า พระองค์จะทรงช่วยเขาให้รอด และเพื่อกระทำตามพระสัญญาที่พระองค์เสด็จมายังโลกนี้ในกายมนุษย์ทางร่างของหญิงพรหมจารีคนหนึ่ง และเพราะพระองค์ทรงช่วยทุกคนให้รอดจากความผิดบาปของเขาจริง ๆ เราทุกคนต้องเชื่อในพระเยซู ผู้ทรงเป็นพระเจ้า เมื่อเราเชื่อในพระเยซูอย่างถูกต้อง ชื่อของเราจะถูกจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิต พระเจ้าตรัสแก่เราว่า มีเพียงผู้ที่กลับมาเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณเท่านั้นที่มนุษย์จะมองเห็น และได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ เราทุกคนต้องเชื่อในพระเยซู.
 

พระเยซูทรงเป็นหนทางไปสู่สวรรค์
 
เราจึงต้องรู้ว่าพระเยซูทรงทำให้ความผิดบาปของเราทั้งหมดหายไปได้อย่างไร การเสด็จมายังโลกนี้ ทรงรับบัพติศมาโดยยอห์นที่แม่น้ำจอร์แดน (มัทธิว 3:13-17) พระองค์ทรงรับการรับบัพติศมาจากยอห์น เพื่อว่าพระองค์จะทรงรับความผิดบาปของมนุษย์ทั้งหมด (รวมทั้งความผิดบาปของท่านและของผู้เขียนทั้งหมด) จากมือของยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมา ตัวแทนของมนุษย์ ความผิดบาปทุกอย่างของมนุษย์ทั้งปวงจะส่งไปยังพระเยซู หลังจากที่รับเอาความผิดบาปของโลกทั้งหมดไว้ที่พระองค์เองโดยยอห์นแล้ว พระเยซูทรงหลั่งพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน และทรงสิ้น พระชนม์บนไม้กางเขน แล้วพระองค์จะทรงฟื้นขึ้นจากการสิ้นพระชนม์ในสามวัน.
พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงสัญญาว่า ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในพระองค์จะได้รับชีวิตนิรันดร พระเจ้าทรงตัดสินว่าผู้ใดก็ตามที่เชื่อในความจริงที่ว่า พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของเขาหรือเธอไว้ที่พระองค์เอง และทรงรับการลงทัณฑ์เพื่อความผิดบาปเหล่านี้บนไม้กางเขนจะไม่ถูกโยนลงไปในบึงไฟ แต่จะมีชื่อจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตแทน.
พระเยซูตรัสไว้ในยอห์น 14:6 ว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา.” มนุษย์ต้องเชื่อในพระเยซูผู้ทรงเป็นหนทางไปสู่สวรรค์ พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ทรงเป็นพระเจ้าของเรา พระเยซูทรงเป็นผู้เดียวและเป็นความจริงเดียวในโลกนี้และพระเยซูทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งชีวิต เพื่อให้มั่นใจว่าชื่อของเราถูกจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตและเราจะได้รับการต้อนรับให้เข้าไปแผ่นดินสวรรค์ เราทุกคนต้องเชื่อในพระเยซู.
เพราะพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของเราทั้งหมดไว้ที่พระองค์เอง โดยการรับบัพติศมาของพระองค์จากยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมา ที่แม่น้ำจอร์แดนจริง ๆ เราต้องเชื่อในพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากการไถ่บาป และนี่เป็นเพราะพระเยซูทรงทำให้การช่วยให้รอดของเราทุกคนสำเร็จโดยการถูกตรึงบนไม้กางเขนและการหลั่งพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขนเป็นการลงทัณฑ์เพื่อความผิดบาปของเรา ที่ท่านและผู้เขียนได้เข้าไปในสวรรค์ในขณะนี้.
พระเยซูทรงตัดสินผู้ที่ถูกโยนลงไปในบึงไฟ ผู้ที่ไม่เชื่อและผู้ที่ถูกโยนลงไปในบึงไฟอย่างแน่นอน เขาไม่เพียงแต่จะถูกโยนลงไปในบึงไฟเพราะความไม่เชื่อของเขาเท่านั้น แต่บุตรหลานและพงศ์พันธุ์ของเขาก็ต้องถูกโยนเช่นกัน เพื่อเป็นคนดีทั้งร่างกายและจิตใจจริง ๆ ทุกคนต้องกระทำและเชื่อในพระเยซูจริง ๆ.
 

ถ้าพระเยซูมิทรงรับบัพติศมา จะเกิดอะไรขึ้น?
 
พระเจ้าทรงเป็นผู้เดียวที่ประทานพระพรของพระองค์ หรือสาปแช่งมนุษย์ทุกคน นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดเราต้องเชื่อในพระองค์ ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดชีวิตของหลาย ๆ คนจึงตกระกำลำ บาก เหตุใดชนชาติต่าง ๆ ในโลกนี้จึงตกต่ำ? นี่ก็เพราะพระองค์ทรงสาปแช่งผู้ที่เกลียดชังพระองค์และเคารพรูปบูชาจนถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน แต่พระองค์ยังตรัสอีกว่า พระองค์จะอวยพระพรแก่พันชั่วอายุคนที่รับใช้และรักพระเจ้าและเก็บรักษาพระบัญชาของพระองค์. (อพยพ 20:5-6)
ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่า ถ้าผู้ที่เชื่อในพระเยซูบางครั้งบางคราว เขาหรือเธอก็จะเป็นสุขโดยไม่มีเงื่อนไข ผู้นั้นต้องเชื่อในพระเยซูด้วยความรู้เรื่องพระองค์ที่ถูกต้อง ถ้าประชาชนเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า พระองค์เอง ผู้เสด็จมายังโลกนี้ พระองค์ทรงชำระล้างความผิดบาปของเขาทั้งหมดด้วยการรับเอาความผิดบาปไว้ที่พระองค์เองด้วยการรับบัพติศมาของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่แท้จริงของเขาโดยการถูกตรึงกางเขนในแผ่นดินของเขา – ถ้าเขาเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าของเขาเองและพระผู้ช่วยให้รอดของเขาเองในระยะสั้น ๆ - พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะอวยพระพรผู้ที่เชื่อเช่นนั้นชั่วอายุคน.
ในขณะเดียวกัน พระเจ้าทรงสัญญากับเราว่า พระองค์จะสาปแช่งผู้ที่ไม่เชื่อในพระเยซูจน ถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคนนี่คือเหตุผลว่าเหตุใดทุกคนต้องเชื่อในพระเยซู ไม่ว่าเขาหรือเธอจะเป็นอย่าง ไร และเหตุใดทุกคนต้องรู้จักและเชื่อในความจริงแห่งการกลับมาเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้ที่มีความเชื่อเช่นนี้จะได้รับการอภัยต่อความผิดบาปของเขา ได้รับชีวิตนิรันดร ได้เข้าไปในสวรรค์ ดีเทียบเท่ากับที่ได้รับพระพรทั้งหมดที่พระเจ้าประทานให้แก่อับราฮัมขณะที่อยู่บนโลกมาก่อน.
เราทุกคนต้องอาศัยอยู่บนพระวจนะนี้ที่พระเจ้าทรงตัดสินให้เรา และความเชื่อของเราต้องเป็นไปตามพระวจนะที่จารึกไว้โดยสิ้นเชิง เราต้องรู้และเชื่อในความจริงที่ว่า ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าจะถูกโยนลงไปในบึงไฟ แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่เชื่อจะมีชื่อจารึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิต และถูกต้อนรับเข้าไปในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ และเราต้องเชื่อว่า พวกเราที่เชื่อจะมีชีวิตอีกครั้ง เราที่กลับมาเกิดใหม่ได้เพียงเพราะข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ.
เพราะไม่มีผู้ใดสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ถ้าปราศจากน้ำ ข่าวประเสริฐของน้ำนั้นสำคัญต่อการช่วยเราให้รอดพร้อมกับข่าวประเสริฐของพระโลหิต เมื่อพระเยซูทรงรับบัพติศมา พระองค์ทรงรับเอาความผิดบาปของเราทั้งหมดไว้ที่พระองค์เอง และพระองค์ทรงจุ่มลงไปในน้ำและเสด็จขึ้นมาจากน้ำ สิ่งนี้หมายความถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงถูกพิพากษาเพื่อความผิดบาปของเราทั้งหมดบนแผ่นดินของเรา และการเสด็จขึ้นมาจากน้ำของพระผู้เป็นเจ้าเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นคืนพระชนม์ สิ่งนี้ยังหมาย ความถึงการฟื้นขึ้นจากความตายของเราเอง ของผู้ที่เชื่อ.
เราเชื่อมาตลอดว่าพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของเราไว้ด้วยการรับบัพติศมาของพระองค์ ถ้าพระเยซูไม่ได้ทรงรับบัพติศมาของพระองค์ จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา? จะไม่มีหนทางให้เราได้หนีไปจากบึงไฟ ดังเช่นถ้าไม่มีฝน ก็ไม่มีผู้ใดได้ใช้ชีวิตในโลกนี้ โลกยังคงอยู่เพราะน้ำ ถ้าเช่นนั้น การรับบัพติศมาของพระเยซูจึงสำคัญสำหรับเราเพียงไร และการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนก็สำคัญเช่นกัน ประโยคนี้หมายความว่า พระองค์ทรงถูกพิพากษาเพื่อความผิดบาปของเราแทนเรา ถ้าเราต้องการหลุดพ้นจากคำสาปแช่งและการพิพากษาของพระเจ้า เราต้องเชื่อในพระเยซูโดยสิ้นเชิง และถ้าเราต้องการได้รับการชำระล้างความผิดบาปของเรา เราต้องเชื่อว่า ความ ผิดบาปของเราทั้งหมดถูกผ่านไปยังพระเยซู ขณะที่พระองค์ทรงรับบัพติศมา.
ความเชื่อของชาวคริสต์ไม่เคยเป็นศาสนาประเภทที่ทำให้ประชาชนตกอยู่ในความกลัว ทุกคนต้องเชื่อในพระเยซู ผู้ที่กลับมาเกิดใหม่ต้องเข้าไปในคริสตจักรของผู้ที่กลับมาเกิดใหม่ และรับฟังพระวจนะเพื่อถูกเลี้ยงดูด้วยความเชื่อ.
คนบางคนอ้างว่า เขาต้องเชื่อในพระเยซูและทำความดีเพื่อได้รับการช่วยให้รอด และเพื่อได้รับพระพร แต่ทุกสิ่งนี้เป็นเพียงการอ้างของคนพูดมุสา แน่นอน เราต้องใช้ชีวิตดังเช่นชาวคริสต์ที่ดีทำความดี แต่ก็เกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานของการช่วยให้รอดของเรา ธรรมชาติของเรานั้นช่างร้ายกาจจนเราไม่สามารถใช้ชีวิตของเนื้อหนังของเราได้โดยสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นเพราะผู้ที่อ้างว่า เขาต้องได้รับการช่วยให้รอดเพราะการทำความดี นั้นเป็นคนพูดมุสาทั้งหมด ผู้ที่ไม่รู้เรื่องข่าวประ เสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และหลอกลวงประชาชน.
เมื่อเรารู้ตัวเราเองว่า เรามักจะทำบาป เมื่อเราพิจารณาถึงการรับบัพติศมาที่พระเยซูทรงรับและไม้กางเขนที่พระองค์ทรงแบกไว้เพื่อเราจากที่จารึกไว้เป็นพระวจนะของพระเจ้า และเมื่อเรายอมรับทุกสิ่งทั้งหมดนี้ จึงมีเพียงเราที่เป็นผู้ชอบธรรม ที่มีจิตใจไร้มลทินบาป และมีคุณสมบัติได้เข้าไปในสวรรค์ ก่อนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสิงสถิตอยู่ในตัวเราและนำทางเรา จะไม่มีใครเคยเป็นคนดี ไม่ว่าเราจะพยายามเพียงใดก็ตาม.
พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดโดยการทำให้ความผิดบาปของเราหายไป แทนที่จะโยนพวกเราลงไปในบึงไฟที่ลุกไหม้ตลอดกาล พระองค์จะจารึกชื่อของเราไว้ในหนังสือแห่งชีวิต ประทานฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ให้เรา และดังเช่นเจ้าสาวทั้งหลายที่แต่งตัวเพื่อเจ้าบ่าวของหล่อน พระ องค์จะประทานบ้านที่สวยที่สุดและสะอาดที่สุด รวมทั้งสวนและดอกไม้ต่าง ๆ ให้เรา และพระองค์จะทรงขจัดโรคภัยต่าง ๆ จากเราและทรงใช้ชีวิตพร้อมกับเราตลอดไปในแผ่นดินของพระองค์ เราต้องเชื่อในพระเยซูเพื่อพระพรของชีวิตหลังความตายของเรา แต่เราต้องเชื่อในพระองค์เพื่อชีวิตในปัจจุบันของเราด้วย เพื่อพระพรของลูกหลานของเราเช่นกัน เราต้องเชื่อ.
ท่านต้องการได้รับการต้อนรับเข้าไปในสวรรค์ หรือท่านต้องการถูกโยนลงไปในบึงไฟ? มรดกประเภทไหนที่ท่านจะมอบให้ลูกหลานของท่านเอง? แม้ว่าท่านจะเผชิญกับความลำบากและความทุกข์ทรมานที่จะต้องเชื่อในพระเยซู ท่านก็ต้องเชื่อในพระองค์ ถ้าทำเช่นนั้นจะนำมาซึ่งพระพรอันยิ่งใหญ่มาสู่ท่านและลูกหลานของท่าน.
วิสุทธิชนผู้เป็นที่รักของข้าพระองค์ จากพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าตรัสแก่เราถึงเหตุ ผลว่าเหตุใดเราต้องเผยแพร่ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และเหตุผลที่ว่าเหตุใดครอบครัวของเราจึงต้องได้รับการช่วยให้รอดด้วยเช่นกัน ข้าพระองค์ขอขอบคุณพระเจ้า.