คำสอน

เรื่องที่ 11: พลับพลา

[11-7] (อพยพ 25:1-9) การสร้างส่วนประกอบต่างๆของพลับพลา ที่ได้วางพื้นฐานของความเชื่อ 

(อพยพ 25:1-9)
“ ฝ่ายพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า ‘ จงสั่งชนชาติอิสราเอลให้นำของมาถวายแก่เรา ของนั้นให้รับมาจากทุกๆคนที่เต็มใจถวาย ของถวายซึ่งเจ้าจะต้องรับจากเขาคือ ทองคำ เงิน ทองสัมฤทธิ์ ด้ายสีฟ้า สีม่วง สีแดงเข้ม ผ้าป่านเนื้อละเอียดและขนแพะ หนังแกะตัวผู้ย้อมสีแดง หนังของตัวแบดเจอร์ และไม้กระถินเทศ น้ำมันเติมประทีป เครื่องเทศปรุงน้ำมันสำหรับเจิม และปรุงเครื่องหอม พลอยสีน้ำข้าวและพลอยสำหรับฝังในเอโฟดและทับทรวง แล้วให้เขาสร้างสถานบริสุทธิ์ถวายแก่เรา เพื่อเราจะได้อยู่ท่ามกลางพวกเขา แบบอย่างพลับพลาและเครื่องทั้งปวงของพลับพลานั้น เจ้าจงทำตามที่เราแจ้งไว้แก่เจ้านี้ทุกประการ ‘” 
 

ชีวิตที่น่าเศร้า 
 
บทกวีชื่อ 'เพลงสวดแห่งชีวิต' ของเฮ็นรี่ วัดสวอร์ท ลองเฟลโลได้เขียนไว้ว่า “บอกฉันหรือไม่ ในความเศร้าอันมากมาย ‘ ชีวิตนั้นไม่มีอะไรนอกจากความฝันอันว่างเปล่า!’” 
อย่างไรก็ตาม หากท่านคิดจริงๆเกี่ยวกับมัน ชีวิตของมนุษย์ช่างน่าเศร้าจริงๆ แม้ว่าชีวิตของทุกคนอาจจะดูเหมือนต้องสิ้นสุดลงด้วยการกลับลงไปเป็นฝุ่นผงโดยไร้ประโยชน์หลังจากมีชีวิตอยู่อย่างเดียวดายและไม่นานในถิ่นทุรกันดารของโลกนี้ แต่โลกนี้ไม่ใช่ปลายทางสุดท้าย จุดหมายสุด ท้ายของชีวิตทุกคนจะทนทุกข์ทรมานด้วยความกลัวอย่างเป็นนิรันดร์ในนรกเพราะความผิดบาป 
ผู้คนมักจะมีความแตกต่างกันไปในความตายของแต่ละคนและโลกหลังความตาย ผู้คนที่มีชีวิตอยู่โดยไม่มีเป้าหมายใดๆ ในขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ พวกเขาก็ต้องตกนรก ไม่สามารถได้พบพระเจ้าผู้ทรงช่วยพวกเขาได้ นี่คือชีวิต แต่หากสิ่งนี้เป็นทั้งหมดของชีวิตจริงๆ ชีวิตมันจะช่างน่าเศร้าและน่าสงสารอะไรเช่นนี้? 
พระเมสสิยาห์กำลังรอคอยชีวิตเช่นนั้นอยู่ หากผู้คนถูกขว้างลงสู่โลกเปิดนี้อย่างไม่ระมัด ระวัง ได้แต่ร่อนเร่ไปอย่างไร้จุดหมายและหายไปในความมืด พวกเขาจะถูกนำไปสู่การมีชีวิตที่น่าสงสารและน่าเศร้าจริงๆ เราสามารถตระหนักได้ทั้งหมดในสิ่งนี้ได้เพียงมองดูคนเหล่านี้รอบตัวเรา
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ผู้เขียนได้นั่งอยู่ในรถ ผู้เขียนได้เห็นคนแก่คนหนึ่ง อายุประมาณ 60 ปี เดินอยู่ตามถนน เดินอยู่ด้านหลังของผู้เขียน หัวของเขาเอียงลง และไหล่ของเขาก็ตก ทั้งหมดนั้นดูค่อนข้างโดดเดี่ยว เมื่อผู้เขียนได้บีบแตรรถแล้วกลับรถ ก็ได้เห็นว่าหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความเศร้า การได้เห็นการแสดงออกทางสีหน้าคนแก่คนนี้ ผู้เขียนจึงได้คิดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ชายแก่ผู้นี้อาจ จะรู้สึกว่าชีวิตของเขาช่างว่างเปล่าอะไรเช่นนี้ ความสิ้นหวังนี้อาจจะมีความรู้สึกของความว่างเปล่าเพิ่มเข้าไปอีก ทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตไร้ประโยชน์มากขึ้น ไม่เพียงแต่ชีวิตของชายผู้นี้เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมันเป็นชีวิตของทุกคนด้วยที่น่าสงสารจริงๆ 
ผู้คนไม่ได้ตระหนักว่าพวกเขาเริ่มแก่แล้วจากเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขาค้นพบรอยตีนกาของตนเองพวกเขาหลายคนได้เผชิญกับความยากลำบากมากมายในการมีชีวิตของพวกเขาโดยไม่มีโอกาสที่จะหยุดหรือกลับหลังหันได้ แม้ว่าพ่อแม่ของทุกคนได้มีชีวิตอยู่และทำงานหนักเพื่อลูกๆและครอบครัวของตน ไม่มีคำพูดใดๆจะสามารถบรรยายความเศร้าของพวกเขาได้เพราะเมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับพระอาทิตย์ตกดินก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เพื่อชีวิตของพวกเขาเลย 
ในการรับเอาอารมณ์ของพวกเขาไว้ ไม่ช้าพวกเขาก็จะท่วมท้นไปด้วยน้ำตา หลังจากเวลาผ่านไปมากมาย และหลังจากหลายปีผ่านไป ในท้ายที่สุดพวกเขาก็มีโอกาสที่จะมองกลับไป และเมื่อพวกเขาทำเช่นนี้ ความรู้สึกเดียวที่พวกเขาจะมีได้ คือความรู้สึกอ้างว้างจากฤดูใบไม้ผลิที่มาช้าที่เข้ากับความทรงจำของพวกเขา เมื่อใบไม้ร่วงลงยามฤดูใบไม้ร่วงมาถึงก็จะต้องพบกับฤดูหนาวที่พวกเขารัก พวกเขาก็ตระหนักถึงชีวิตของพวกเขา ที่จะหายไปในไม่ช้านี้ แน่นอนพวกเขาจะเสียใจว่ามันได้ใช้เวลามากที่ทำให้พวกเขาได้มาตระหนักถึงมัน เมื่อประมาณว่าพวกเขาได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีการได้พบกับพระผู้เป็นเจ้า คนพวกนี้มีความหวังอะไร? คนเช่นนั้นที่มาถึงจุดสิ้น สุดของตัวเองโดยไม่ได้พบกับพระเมสสิยาห์นั้นช่างน่าสงสารนัก 
ตัวของผู้เขียนเองได้ถูกนำไปสู่ชีวิตที่น่าสงสารมาก่อนและไม่เคยได้พบกับพระผู้เป็นเจ้า แล้วท่านล่ะ? หากท่านไม่ได้พบกับพระผู้เป็นเจ้าด้วยเช่นกันและท่านกำลังจะไปทางไหน? มีหลายคนในโลกนี้ผู้ที่เก็บความทุกข์ของตนเองเอาไว้เพราะพวกเขาไม่สามารถพบกับพระผู้เป็นเจ้าได้ 
เมื่อผู้เขียนคิดถึงผู้ที่ยังคงเก็บความทุกข์ของตนเอาไว้อยู่ทำให้รู้สึกเศร้าใจ หมูมันต้องหาอา หารให้ตนเองจนถึงสุดท้าย แต่ชีวิตของเรานั้นต่างจากหมู เพราะเราจะต้องใตร่ตรองและมองไปจากปัจจุบันถึงอนาคตอันเป็นนิรันดร์ด้วย หลายคนต้องพบกับวันสุดท้ายของตนด้วยความเศร้า แม้ว่าพวกเขาทราบว่ามีอาณาจักรสวรรค์อันเป็นนิรันดร์อยู่ พวกเขาก็ตระหนักว่าพวกเขานั้นไม่เหมาะสมที่จะได้เข้าไปในนั้น เพราะพวกเขายังมีบาปอยู่ การที่มีหลายคนที่มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเศร้าเช่น นั้นมันจึงทำให้ผู้เขียนรู้สึกโศกเศร้าและเป็นทุกข์สำหรับชะตาชีวิตอันน่าเศร้าของพวกเขา 
การที่พวกเขาไม่สามารถไปยังสถานที่ที่ได้จัดเตรียมโดยพระเจ้าได้ และการที่พวกเขาได้หายไปจากโลกนี้โดยไม่มีเป้าหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ที่สมบูรณ์ของตน เมื่อเราคิดถึงชีวิตเหล่านี้ เราก็ได้เพียงแต่สงสารจิตวิญญาณเหล่านี้และรู้สึกเศร้าใจในชะตาของพวกเขา นี่คือเหตุผลที่มักจะมีการเปรียบเทียบชีวิตเหมือนกับการเดินทางที่ขลุขละหรือข้ามมหาสมุทร เมื่ออ้างเข้ากับชีวิตของพวกเขา ตั้งแต่เกิดจนตายที่พยายามที่จะรอดชีวิตให้ได้จากโลกที่น่าขมขื่นนี้ ผู้คนกล่าวว่ามันเหมือนกับการมีชีวิตอยู่ในมหาสมุทรที่พวกเขาต้องทรมานดิ้นรน กรีดร้องเพื่อให้รอดชีวิต 
เมื่อเรานึกถึงตัวเองว่านี่คือชีวิตที่ต้องเป็นไปเราตระหนักอย่างแน่นอนที่ได้อธิบายความจริงของพลับพลานี้ให้แก่ทุกคนและช่วยพวกเขาให้พบกับพระผู้เป็นเจ้าทั้งหมดนี่จึงเป็นงานที่สำคัญ ทำไม? เพราะว่าพระเจ้าประทานความรอดจากบาปให้แก่คนเหล่านี้ที่เต็มไปด้วยบาป ผ่านระบบการสังเวยบูชา โดยทรงพบกับพวกเขาในบ้านของพระองค์เอง พลับพลาเป็นบ้านของพระเจ้าที่ตั้ง อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ในบ้านของพระเจ้านี้คือพลับพลา พระเจ้าทรงพบกับผู้ที่เต็มไปด้วยบาปผ่านพระคุณของการยกความผิดบาปที่สมบูรณ์โดยการถวายเครื่องบูชา พระเจ้าทรงบอกเราว่า “ เราจะให้เจ้าสร้างบ้านของเราที่ที่เราสถิตอยู่ และเราจะพบกับเจ้าในพลับพลานี้ บนพระที่นั่งกรุณา “ บ้านของพระเจ้าก็คือภายในพลับพลาเท่านั้นที่ทุกคนจะมีโอกาสได้พบกับพระเจ้า 
ความเชื่อในความจริงของพลับพลานี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่นได้ในโลกนี้ และมันเป็นสิ่งล้ำค่าทั้สุดที่ไม่สามารถซื้อขายได้ด้วยเงินตราใดๆ ผู้เขียนเชื่อว่าสำหรับเราผู้ที่มีความเชื่อของ คริสเตียนที่เชื่อว่าพระเยซู คริสต์ ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราได้มีความรู้ที่ถูกต้องและความเชื่อที่เหมาะสมในพลับพลาที่เป็นหนทางที่นำไปสู่ถนนของพระพร
 

เราดำรงชีวิตอยู่ในชีวิตแห่งพระพร 
 
หัวใจของผู้เขียนยังคงเต็มไปด้วยความคิดที่มีความสุข ผู้เขียนยังสงสัยว่าจะมีคนที่มีชีวิตอยู่ในชีวิตแห่งพระพรเช่นที่เราอยู่นี้อีกไหมแม้ว่าชีวิตยังคงอยู่ในความน่าสงสาร หลายคนก็ยังคงอยู่ใน ชีวิตของตนในขณะที่ยังคงลืมชะตากรรมของพวกเขาอย่างสมบูรณ์ แต่พระเจ้าทรงต้องการที่จะทำให้พวกเขาได้ตระหนักว่าพวกเขามีชีวิตอยู่อย่างดื้นรั้นเพียงใดต่อพระพักตร์พระเจ้า และทรงต้อง การให้พวกเขากลับใจใหม่ อีกนัยหนึ่ง พวกเขายังคงพยายามที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่ฟังข่าวประเสริฐที่พระเจ้าประทานมาให้เขาอย่างอิสระ และไม่ได้เปิดพื้นที่เล็กๆในหัวใจของตัวเองเลย 
บทอพยพบอกเราเกี่ยวกับภัยพิบัติทั้งสิบที่พระเจ้าทรงนำมาสู่ฟาโรห์ จำนวนทั้งหมดของภัยพิบัติได้ถูกนำไปสู่อียิปต์ พระเจ้าทรงบัญชาให้ฟาโรห์ปล่อยคนของพระองค์ที่อยู่ในอียิปต์ พระ องค์ทรงบอกให้ฟาโรห์ว่า หากเขาไม่เชื่อฟังพระองค์ พระองค์จะนำภัยพิบัติทั้งสิบมาสู่เขา แต่ฟาโรห์ไม่ฟังสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกแก่เขา ยังคงต่อต้านพระบัญชาของพระองค์ด้วยความดื้อดึง และจึงสิ้นสุดลงด้วยการได้รับภัยพิบัติทั้งสิบที่พระเจ้าสัญญาเอาไว้ ความดื้อดึงของฟาโรห์นั้นเป็นความ คิดที่ไม่ดีเลย เช่นกันนี้เหตุผลที่เขาให้อิสระแก่ประชาชนชาวอิสราเอลในท้ายที่สุดก็หลังจากที่ได้รับการลงโทษจากพระเจ้าเพราะเขาถูกยึดโดยซาตาน สิ่งนี้หมายถึงความคิดผิดๆที่พบในเราทุกคน
อย่างไรก็ตาม คนเช่นนั้นยังคงได้รับการยกความผิดบาปที่กำหนดขึ้นโดยพระเจ้าได้ในพลับพลาของพระองค์ และมีชีวิตอยู่พร้อมกับพระองค์ในความเชื่อ คนเหล่านี้ช่างดื้อดึงเพราะพวกเขายังคงปฏิเสธและไม่เชื่อในความจริงของพระเจ้าด้วยความดื้อดึงของลาโง่ นี่คือเหตุผลที่มีหลายคนที่ไม่สามารถพบกับความจริงของพระเจ้าได้ แล้วมีชีวิตอยู่เป็นผู้มีบาป และก็เผชิญกับความพินาศของตน ความเศร้านี้ทำให้ผู้เขียนตกอยู่ในความระทมทุกข์ หลายคนยังคงอยู่ในหนทางที่ดื้อดึงต่อพระพักตร์พระเจ้า 
เพราะว่าคนเช่นนั้นยอมจำนนอยู่ชั่วขณะหนึ่งเมื่อพวกเขาเผชิญกับความยากลำบาก แต่จาก นั้นก็กลับไปสู่สิ่งที่พวกเขาเคยเป็นมาก่อนที่จะปฏิเสธพระประสงค์ของพระเจ้าและกลับไปสู่หน ทางที่ดื้นรั้นของตัวเองอีกครั้ง พวกเขาจะเผชิญกับภัยพิบัติที่สองของตน ด้วยภัยพิบัติที่สองนี้พวกเขายอมจำนนเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะพวกเขาก็เริ่มที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้าอีกครั้งและท้าทายพระองค์ และดังนั้นพวกเขาจึงเป็นเป้าของภัยพิบัติที่สาม ตามมาด้วยภัยพิบัติที่สี่, ที่ห้า, ที่หก, ที่เจ็ด, ที่แปด และที่เก้า จนท้ายสุดพวกเขาก็ยอมจำนนหลังจากภัยพิบัติสุดท้ายและถูกทำลาย 
เมื่อภัยพิบัติสุดท้ายมาถึง มีหลายคนที่ทุกข์ทรมานจากนรกเพราะไม่เชื่อในสิ่งที่พระเมสสิยาห์ทรงทำเพื่อพวกเขา คนเช่นนี้มีชีวิตอยู่อย่างโง่งมเพียงใด? นี่คือเหตุผลที่ชีวิตของทุกคนนั้นช่างน่าสงสาร 
แม้ว่าชีวิตของผู้คนช่างน่าสงสารต่อพระพักตร์พระเจ้า ท่านจะต้องตระหนักว่าการได้พบกับพระเจ้าในพลับพลานั้นช่างเป็นพระพรที่ยิ่งใหญ่สำหรับท่าน
 

ของถวายที่พระเจ้าทรงต้องการจากเรา 
 
พระเจ้าทรงรับสั่งให้โมเสสขึ้นไปบนภูเขาซีนายและประทานพระราชบัญญัติทั้งหมดให้แก่เขา แรกสุดพระองค์ประทานพระบัญญัติสิบประการให้แก่โมเสส : “อย่ามีพระอื่นใดนอก เหนือจากเรา ; อย่าทำรูปสลักสำหรับตนเป็นรูปสิ่งหนึ่งสิ่งใด ; อย่าออกนามของเราโดยไร้ประ โยชน์ ; จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ ; จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า ; อย่าฆ่าคน ; อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา ; อย่าลักทรัพย์ : อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน : และอย่าโลภ “ ในทำนองเดียวกันพระเจ้าทรงบอกพระราชบัญญัติอื่นให้ชาวอิสราเอลได้รักษาในทุกๆวัน นั่นก็คือพระบัญญัติ 613 ข้อและพระราชบัญญัติของพระเจ้าทั้งหมด
พระบัญญัติ 613 ข้อนี้ได้ปกปิดทิศทางเช่นที่ว่าจะต้องทำอะไรเมื่อชาวอิสราเอลต้องสูญเสียสัตว์เลี้ยงของตน, ต้องทำอะไรเมื่อฝูงสัตว์ของคนผู้นั้นได้ตกหลุมพลาง, ที่ว่าพวกเขาไม่ควรจะล่วงประเวณี, ที่ว่าหากพวกเขามีคนรับใช้ พวกเขาควรจะให้อิสระแก่พวกเขาในปีที่เจ็ด, ที่ว่าพวกเขาจะปล่อยคนรับใช้ผู้หญิงให้แต่งงานกับคนรับใช้ผู้ชายโสดและมีลูกเป็นต้น พระเจ้าทรงบอกพระราช บัญญัติตามหลักศีลธรรมที่ชาวอิสราเอลจะต้องรักษาโดยความเชื่อเช่นนั้นให้โมเสสในหมายสำคัญของพระเจ้าในทุกๆชีวิต 
จากนั้นพระเจ้าทรงบอกให้โมเสสลงไปจากภูเขา รวบรวมผู้อาวุโส และประกาศพระบัญ ญัติของพระองค์ ผู้คนชาวอิสราเอลได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าและสาบานด้วยเลือดของพวกเขาว่าพวกเขาจะเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ (อพยพ 24:1–4) 
จากนั้น พระเจ้าทรงเรียกโมเสสไปบนภูเขาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้พระองค์ทรงรับสั่งให้เขาสร้างพลับพลา 
พระเจ้าทรงตรัสกับโมเสสว่า “ จงสั่งชนชาติอิสราเอลให้นำของมาถวายแก่เรา ของนั้นให้รับมาจากทุกๆคนที่เต็มใจถวาย “ (อพยพ 25:2) จากนั้นพระองค์ทรงให้รายการของของถวาย “ของถวายซึ่งเจ้าจะต้องรับจากเขาคือ ทองคำ เงิน ทองสัมฤทธิ์ ด้ายสีฟ้า สีม่วง สีแดงเข้ม ผ้าป่านเนื้อละเอียดและขนแพะ หนังแกะตัวผู้ย้อมสีแดง หนังของตัวแบดเจอร์ และไม้กระถินเทศ น้ำมันเติมประทีป เครื่องเทศปรุงน้ำมันสำหรับเจิม และปรุงเครื่องหอม พลอยสีน้ำข้าวและพลอยสำหรับฝังในเอโฟดและทับทรวง “ (อพยพ 25:3–7) 
มีวัตถุประสงค์ที่เป็นรูปธรรมเบื้องหลังการบอกของพระเจ้าให้พวกเขานำของถวายมา วัตถุ ประสงค์นี้ถูกสร้างขึ้นบนโลกนี้เพื่อส่องแสงให้เห็นบ้านของพระเจ้า ที่เป็นที่ที่ไม่มีบาปและเป็นที่ที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่เพื่อว่าพระองค์จะได้พบกับประชาชนชาวอิสราเอลที่นั่นและทำให้บาปของพวก เขาหายไป อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงบอกให้พวกเขานำเงินไปสร้างอาคารเพื่อเป็นอนุสรณ์เหมือนกับคริสตจักรในปัจจุบันนี้ ผู้เผยพระวจนะผิดๆในปัจจุบันนี้ได้ประยุกต์ข้อ ความนี้ไปใช้ในทางที่ผิดเมื่อพวกเขาพยายามที่จะสร้างคริสตจักรของตนเพื่อตอบสนองความต้อง การของกิเสสตน 
ในทางตรงกันข้าม พระเจ้าทรงบอกชาวอิสราเอลให้นำของถวายเหล่านี้ให้พระองค์เพื่อว่าพระองค์จะทรงใช้มันเพื่อสร้างบ้านของพระองค์และอวยพระพรให้พวกเขาอย่างสมบูรณ์ที่นั่น ในความจริงเหตุผลที่พระเจ้าทรงรับของถวายนี้ก็เพื่อปลดปล่อยเราจากความผิดบาปของเราและช่วยเราให้รอดจากการพิพากษา มันสำหรับพระเจ้าเองที่จะทรงพบเราผู้ที่มีชีวิตที่น่าสงสาร ให้ได้รับการชำระบาปออกไป เพื่อทำให้บาปของเราหายไป และเพื่อทำให้เราเป็นคนของพระองค์ 
 

การซ่อนเร้นทางจิตวิญญาณหมายความถึง ของถวายที่พระเจ้าทรงบัญชาให้นำมาถวายพระองค์
 
ก่อนที่เราจะทำอะไร สิ่งแรกเราต้องใช้เวลาในการใตร่ตรองในความหมายทางจิตวิญญาณของถวายนี้ที่พระเจ้าทรงรับสั่งให้ถวายแก่พระองค์ หลังจากนี้ เราจะตรวจสอบความเชื่อของเราในแสงของมัน 
 

ทองคำ, เงิน และทองสัมฤทธิ์ 
 
ก่อนอื่นเราควรจะหาให้เจอว่าทองคำ, เงิน และทองสัมฤทธิ์ได้ใช้ที่ไหนในพลับพลา ทอง คำถูกใช้สำหรับที่บริสุทธิ์, ที่บริสุทธิ์ที่สุด และในชิ้นต่างๆที่ได้พบมัน รวมทั้งคันประทีป, โต๊ะของขนมปังหน้าพระพักตร์, แท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอม, พระที่นั่งกรุณา และหีบพระโอวาท ทอง คำหมายถึงความเชื่อในพระวจนะของพระเจ้า และเงินหมายถึงพระคุณของความรอด มันบอกเราว่าเราจะต้องมีความเชื่อที่เชื่อในของประทานของความรอดที่ประทานโดยพระเมสสิยาห์และความเชื่อ ที่เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าของเราทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราและทรงรับการพิพากษาเพื่อเรา 
ในทางตรงกันข้าม ทองสัมฤทธิ์นั้นถูกใช้สำหรับฐานของเสาพลับพลา, หมุดของมัน, ขัน และแท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอม เครื่องใช้ทองสัมฤทธิ์ทั้งหมดถูกฝังหรือตั้งไว้บนพื้น สิ่งนี้หมาย ความถึงการพิพากษาของบาปของผู้คน และทองสัมฤทธิ์บอกเราเช่นกันว่าเราถูกปรับโทษบาปโดยพระเจ้าเพราะไม่สามารถรักษาพระราชบัญญัติได้และเพราะความผิดบาปของเรา 
อะไรคือความหมายของทองคำ, เงิน และทองสัมฤทธิ์? พวกเขาบัญญัติพื้นฐานของความเชื่อในการได้รับของประทานของความรอดที่ประทานโดยพระเจ้า พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราว่าเราทั้งหมดเป็นผู้มีบาปผู้ที่ไม่สามารถรักษาพระราชบัญญัติได้ทั้งหมด บอกเราว่าเราจะตายเพราะความ ผิดบาปของเรา และบอกเราว่าแทนความตายของเราพระผู้เป็นเจ้าเสด็จมายังโลกนี้และทรงรับการปรับโทษบาปของเราในที่ของเราโดยการเสด็จมาเป็นเครื่องสังเวยบูชาของเครื่องสังเวยบาปที่ได้ถวายในพลับพลา 
ในการแก้ไขปัญหาบาปของพวกเขา ผู้มีบาปได้นำเอาสัตว์ที่ไร้มลทินไปที่พลับพลา และผ่านบาปของตนไปสู่มันโดยการวางมือลงบนหัวของมันตามระบบสังเวยบูชา เครื่องสังเวยบูชาที่ยอมรับเอาความผิดบาปของพวกเขาและจากนั้นก็หลั่งเลือดและถูกฆ่า ด้วยการทำเช่นนี้ ผู้คนชาวอิสราเอลผู้ที่ต้องตกนรก (ทองสัมฤทธิ์) สามารถได้รับการยกความผิดบาปของพวกเขาได้ (เงิน) และหลุดพ้นจากการปรับโทษบาปโดยความเชื่อ (ทอง) 
 

ด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี 
 
นี่คือสิ่งของที่ถูกใช้บ่อยๆ; ด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี ด้ายเหล่านี้ถูกใช้สำหรับประตูทางเข้าลานพลับพลา, ประตูของที่บริสุทธิ์ และใช้แบ่งระหว่างที่บริสุทธิ์และที่บริ สุทธิ์ที่สุด ด้ายทั้งสี่นี้ได้บอกความจริงแก่เราตามที่ได้พยากรณ์เอาไว้ในปฐมกาล 3:15 ที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาเป็นลูกหลานของผู้หญิง จะทรงเสด็จมายังโลกนี้และช่วยผู้มีบาปให้รอดจากบาปโดยการรับบัพติศมาและถูกตรึงบนไม้กางเขน และพระเจ้าจะทรงช่วยเราให้รอด 
ด้ายทั้งสี่นี้ไม่ได้ใช้สำหรับประตูทางเข้าของพลับพลาเท่านั้น แต่ยังใช้สำหรับเป็นเครื่องแต่งกายของมหาปุโรหิตและที่คลุมพลับพลาด้วย นี่คือพันธสัญญาของพระเจ้าที่พระเยซู คริสต์จะเสด็จมายังโลกนี้และช่วยเราให้รอดจากบาปของเราโดยการทำพระราชกิจของพระองค์ให้สมบูรณ์โดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และพระผู้เป็นเจ้าของเราทรงรักษาสัญญานี้และทรงช่วยเราให้รอดจากความผิดบาปของโลกนี้จริงๆ 
จุดที่สำคัญที่สุดของประตูพลับพลาก็คือด้ายสีฟ้า ทำไมพระเยซู คริสต์ เสด็จมายังโลกนี้เพื่อเป็นพระเมสสิยาห์ และจะต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน? เหตุผลก็เพราะพระองค์ทรงรับบัพติศมา ด้ายสีฟ้าหมายถึงบัพติศมาของพระเยซู ด้ายสีม่วงบอกเราว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ และด้ายสีแดงเข้มหมายถึงการถูกตรึงบนไม้กางเขนและการหลั่งพระโลหิต ด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดีเป็นวัตถุดิบพื้นฐานที่จะป็นในการสร้าง ที่รวบรวมของประทานของความรอดที่พระเยซู คริสต์ประทานมาให้โดยการเสด็จมายังโลกนี้เป็นพระเมสสิยาห์และรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไว้ที่พระองค์ 
หลายคนบนโลกนี้ได้เพียงแต่เน้นไปที่พระเยซู คริสต์ว่าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าโดยพื้นฐานของพระองค์เอง แต่พระเจ้าทรงบอกเราอย่างชัดเจนผ่านพลับ พลาว่าการสอนเช่นนั้นไม่สามารถเป็นความจริงทั้งหมดได้ 
อัครสาวกเปโตรกล่าวใน 1 เปโตร 3:21 ว่า “ เช่นเดียวกันนี้ พิธีบัพติศมาก็เป็นภาพที่รอดแก่เราทั้งหลาย (ไม่ใช่ด้วยชำระราคีแห่งเนื้อหนัง แต่โดยให้มีใจวินิจฉัยผิดและชอบอันดีจำเพาะพระเจ้า) โดยซึ่งพระเยซู คริสต์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย “
สิ่งนี้ยืนยันต่อเราว่าพระเยซู คริสต์ทรงทำตามคำสัญญาของพระองค์ของความรอดและทรงวางพื้นฐานของความเชื่อทั้งหมดโดยการได้รับบัพติศมาของพระองค์ ภาพที่รอดได้ช่วยเรา ใครคือพระเมสสิยาห์? พระเมสสิยาห์หมายถึงพระผู้ช่วยให้รอด กำลังบอกเราว่าพระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ ทรงรับบัพติศมาเพื่อรับเอาความผิดบาปของเราทั้งหมดไปและความผิดบาปของโลกไปไว้ที่พระ องค์ และในความจริงทรงรับมันไว้ที่พระองค์ด้วยบัพติศมาของพระองค์ 
พระเจ้าทรงบอกชาวอิสราเอลให้สร้างประตูทางเข้าลานพลับพลาโดยการทอด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี และวัตถุประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นพระ มหากษัตริย์แห่งมหากษัตริย์ทั้งปวงและพระผู้เป็นเจ้าของสวรรค์ ที่เสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังมนุษย์ก็เพื่อทำให้ความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีสมบูรณ์ พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมาในเนื้อหนังมนุษย์และทรงรับบัพติศมาที่จะทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าทั้งหมดสมบูรณ์จากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ผู้เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ 
สิ่งนี้คล้ายกับระบบการสังเวยบูชาของพันธสัญญาฉบับเก่าที่ยอมรับความผิดบาปของชาวอิสราเอลไปสู่มันโดยการวางมือของมหาปุโรหิตลงบนหัวของมันและที่รับการปรับโทษบาปเพื่อบาปเหล่านี้ในที่ของเรา อีกนัยหนึ่ง การที่พระเยซูเสด็จมาในพันธสัญญาฉบับใหม่เพื่อเป็นเครื่องสัง เวยบูชาของบาปเพื่อผู้มีบาปทั้งหมด, ทรงรับบัพติศมา, ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน และทรงแบกรับการปรับโทษบาปของโลกนี้ไว้ทั้งหมดนั้นเหมือนกับระบบการสังเวยบูชาของพันธสัญญาฉบับเก่า พระเยซูทรงทำให้ความจริงของด้ายสีฟ้าสมบูรณ์โดยการรับบัพติศมาจากยอห์นเหมือนเป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของมนุษยชาติไปที่พระองค์เพียงครั้งเดียวพร้อมกับบัพติศมาของพระองค์ 
เหตุผลที่คริสเตียนส่วนใหญ่ได้กลับไปสู่ผู้ที่เลวร้ายยิ่งกว่าผู้คนของศาสนาตามทางโลกก็เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะทราบและเชื่อในความจริงของด้ายสีฟ้าซึ่งเป็นบัพติศมาของพระเยซูได้ และดังนั้นก็ไม่ได้รับการยกความผิดบาปของพวกเขาสักครั้งเดียว เมื่อคริสเตียนไม่มีการตี ความที่ถูกต้องของบัพติศมานี้ที่พระเยซูทรงได้รับเพื่อรับเอาความผิดบาปของเราไปไว้ที่พระองค์ พื้นฐานของความเชื่อของพวกเขาไม่สามารถวางลงได้อย่างถูกต้องจากจุดเริ่มต้น
เพื่อให้ชัดเจน ด้ายสีฟ้าคือวิธีและความจริงที่พระเมสสิยาห์เสด็จมาโลกนี้และรับเอาความ ผิดบาปของเราไว้ที่พระองค์ และด้ายสีแดงเข้มหมายถึงพระโลหิตของพระเยซู เหตุผลที่พระเยซู ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน ทรงหลั่งพระโลหิตของพระองค์ และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนก็เพราะ ว่าความผิดบาปของเราได้ผ่านไปสู่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ มันเป็นเพราะว่าพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของเราไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ที่ทรงรับจากยอห์น พระองค์จึงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และมันเป็นเพราะว่าความจริงที่ว่าการสังเวยบูชาของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อเรานั้นจะไม่ไร้ประโยชน์ มันเป็นเพราะว่าพระเยซู คริสต์ผู้ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ทรงรับเอาการปรับโทษบาปไปทั้งหมดโดยบัพติศมาและการถูกตรึงบนไม้กางเขนของพระองค์ที่พระ องค์จะสามารถทำให้ความรอดของเราสมบูรณ์ 
ด้ายสีม่วงหมายความว่าพระเยซู คริสต์ ทรงเป็นพระเจ้า และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวง แม้ว่าพระเยซู คริสต์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งมหากษัตริย์ทั้งปวง (ด้ายสีม่วง) ทรงเป็นผู้แทนของมนุษยชาติ หากพระองค์ไม่ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา, และถ้าพระองค์ไม่รับเอาความผิดบาปไว้ที่พระองค์ (ด้ายสีฟ้า) โดยไม่ต้องสงสัยว่าพระองค์ทรงทรมานและเจ็บปวดจนสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพียงใด การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็จะไร้ประโยชน์ ผ้าป่านเนื้อดีบอกเราว่าพระวจนะของการพยากรณ์ที่พระเจ้าทรงกล่าวถึงในพันธสัญญาฉบับเก่านั้นสมบูรณ์ทั้งหมดในพันธสัญญาฉบับใหม่ 
 

คริสตศาสนาในปัจจุบันนี้ได้สูญเสียความหมายของด้ายสีฟ้า 
 
ในคริสตศาสนาในปัจจุบันนี้มีแนวโน้มไปในการเพิกเฉยต่อด้ายสีฟ้าในท่ามกลางด้ายทั้งสี่และได้ตีความพระวจนะของพระเจ้าไปตามอำเภอใจของใครผู้เดียว ความผิดบาปใหญ่ยิ่งนี้จะถูกลง โทษอย่างแน่นอน 
ด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีได้ถูกใช้สำหรับประตูทางเข้าลานพลับพลาได้บอกความจริงของความรอดแก่เรา ว่าพระเยซู คริสต์ พระเมสสิยาห์ของเราเสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์ และรับบัพติศมาและถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาปของเรา พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของเราทั้งหมดไม้ที่พระองค์
พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของเราไว้ที่พระองค์ได้อย่างไร? พระองค์ทรงรับมันไว้โดยบัพติศมาที่พระองค์ทรงรับจากยอห์น พระเยซูทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดที่แท้จริงของเราได้โดยการรับเอาความผิดบาปของเราไว้ที่พระองค์เท่านั้น นี่คือเหตุผลที่ประตูพลับพลาต้องทอด้วยด้ายทั้งสี่นี้ เพราะพวกเขาบอกเราว่าพระเยซู ทรงเป็นพระเจ้า ผู้เสด็จมาโลกนี้ทรงรับบัพติศมา หลั่งพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้ง
ดังนั้น ประตูของลานพลับพลาจึงทำจากด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี พระเยซูคือประตูของความรอดที่นำพวกเราไปสู่อาณาจักรสวรรค์ ประตูนี้คือประตูที่ทอจากด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี พระเยซูทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของผู้มีบาป บัพติศมาของพระเยซูและการถูกตรึงบนไม้กางเขนของพระองค์เป็นของประทานของความรอดที่ได้ช่วยผู้มีบาปให้รอดจากบาป 
เนื่องจากคริสตศาสนาในปัจจุบันนี้ไม่สามารถเข้าใจบัพติศมาของพระเยซูได้อย่างถูกต้องว่ามันไม่สามารถเผชิญกับพระเจ้าที่แท้จริงได้และสิ้นสุดลงเหมือนกับศาสนาตามทางโลกอื่นๆ ดัง นั้นเราจะต้องวางพื้นฐานความเชื่อที่หนักแน่นไว้บนความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มให้ได้เท่าที่ความเชื่อของเราจะให้ได้นี่คือพื้นฐานของความเชื่อที่เป็นความจริงที่พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมากยังโลกนี้และทรงช่วยท่านและผู้เขียนให้รอดจากบาปของโลกนี้ผ่านด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี 
พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้และทรงทำให้ของประทานของความรอดที่ได้ช่วยเราจากความผิดบาปของเราสมบูรณ์ด้วยบัพติศมาของพระองค์และพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน ในการระ บุให้ชัดเจนขึ้น พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังมนุษย์ ทรงรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ ทรงลบมลทินบาปของเราด้วยพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน และทรงรับการปรับโทษบาปของเราโดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเยซูนี้ทรงช่วยเราให้รอดโดยน้ำและพระโลหิต (1 ยอห์น 5:4–8) ที่เป็นพระผู้เป็นเจ้าของสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง โดยพื้นฐาน และทรงเป็นผู้ที่ประทานของประทานของความรอดที่ช่วยเราให้รอดให้เรา พระเยซูนี้ทรงช่วยเราให้รอดจากบาปทั้งหมดและการปรับโทษบาปที่ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่วัตถุดิบของการสร้างพลับพลากำลังบอกเรา 
ดังนั้น เราต้องตั้งความเชื่อของเราให้มั่นคงโดยการเชื่อในวัตถุเหล่านี้ ในการเชื่อในพระเยซูผู้เสด็จมาเป็นพระเมสสิยาห์ของเรา พระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราต้องเชื่ออย่างชัดเจนและแน่นอนด้วยหัวใจทั้งหมดของเราในบัพติศมาที่ทรงได้รับ, ในการปรับโทษบาปทั้งหมดที่พระองค์ทรงรับเพื่อเราบนไม้กางเขน, และในการฟื้นขึ้นมาจากความตาย ผู้ช่วยให้รอดผู้ประทานของประทานของความรอดให้เราได้รอดจากความผิดบาปของเราโดยบัพติศมาและพระโลหิตของพระองค์และที่ทรงหลั่งบนไม้กางเขน พระองค์ไม่ได้เป็นเพียงมนุษย์เท่านั้นแต่ทรงเป็นผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งที่ทรงสร้างมนุษยชาติและจักรวาลทั้งหมด เราต้องสารภาพความเชื่อของเราในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม 
ท่านเคยเล่มเกมใบ้คำไหม? เกมนี้เริ่มต้นจากผู้ที่ให้การ์ดที่มีประโยคเขียนเอาไว้ คนแรกอ่านประโยคในใจ และจากนั้นก็อธิบายประโยคอย่างเงียบๆ โดยทำปาก จากนั้นคนถัดไปก็อ่านปากและผ่านไปสู่คนที่สาม คนนี้อ่านปากของคนที่สองและผ่านไปสู่คนที่สี่ในวิธีเดียวกัน จนถึงคนสุด ท้าย จุดของเกมนี้ก็เพื่อให้คนสุดท้ายได้กล่าวประโยคเดิมได้อย่างถูกต้องเหมือนคนแรก เหตุผลที่เกมนี้สนุกก็คือประโยคแรกจะถูกเปลี่ยนแปลงไปได้โดยง่าย ตัวอย่างเช่น หากเกมเริ่มต้นด้วยประ โยคที่ว่า “ เปิดพัดลม “ หลังจากผ่านไปได้สอง สามคนแล้ว มันก็จะเปลี่ยนไป ในที่สุด คนสุดท้ายอาจจะกล่าวว่า “ เปลี่นเอาลาออกไป “ ซึ่งแตกต่างจากประโยคแรกอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น คริสตศาสนาในปัจจุบันจึงเป็นความเชื่อผิดที่ ก็เหมือนกับที่คนสุดท้ายนี้ได้ประโยคสุดท้ายที่แตกต่างกันมา เหมือนกับได้เล่นเกมใบ้คำนี้ ทำไมเป็นกรณีนี้ นี่เป็นเพราะว่ามันไม่สามารถวางพื้นฐานของความเชื่อบนความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม คริสตศาสนาในปัจจุบันนี้ได้วางพื้นฐานบนความเชื่อนี้ของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม เมื่อพื้นฐานของความเชื่อได้สะดุดไป ไม่ต้องสงสัยว่าเราเชื่อในพระเยซูอย่างรุนแรงเพียงใดและเราค้นหาที่จะประยุคต์คำสอนของพระองค์ของพระองค์เข้ากับชีวิตของเราได้อย่างไร เราไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้โดยง่าย 
เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงบอกชาวอิสราเอลให้นำของถวายมาถวายพระองค์เพื่อสร้างพลับพลา พระองค์ทรงบอกให้พวกเขานำทองคำ, เงิน และทองสัมฤทธิ์มาก่อน และจากนั้นก็ให้นำด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี วัตถุดิบที่ใช้สร้างทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เราได้เห็นว่าพระเยซูทรงช่วยเราให้รอดผ่านบัพติศมาของพระเยซูที่ทรงรับจากยอห์น, การหลั่งพระโลหิตของพระองค์จนถึงแก่ความตายบนไม้กางเขน และการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระองค์ 
ด้ายสีฟ้าไม่ได้ถูกใช้สำหรับประตูของลานพลับพลาเท่านั้น แต่ใช้สำหรับเสื้อคลุมของมหาปุโรหิตและเครื่องปกคลุมพลับพลา นี่คือข่าวประเสริฐที่กำลังบอกเราว่าพระผู้เป็นเจ้าของเราทรงบอกเราว่าพระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมายังโลกนี้อย่างไร และพระองค์ทรงช่วยท่านและผู้เขียนให้รอดจากความผิดบาปได้แท้จริงอย่างไร ดังนั้นมันบอกเราถึงความสำคัญขององค์ประกอบพื้นฐานของความเชื่อทั้งสี่นี้ นั่นก็คือ ด้ายสีฟ้า, สีม่วง, สีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี ที่เป็นความเชื่อที่แท้จริงของเรา เราจะต้องวางพื้นฐานของความเชื่อของเราอย่างหนักแน่นตามพระวจนะนี้ ดังนั้นเมื่อเราเชื่อในพระเจ้าและได้รับการยกความผิดบาปของเรา เราก็จะเป็นคนรับใช้ของพระองค์ผู้เผยแพร่พระวจนะเหล่านี้ต่อไป และเมื่อพระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา เราก็จะเป็นคนของความเชื่อที่สามารถยืนได้อย่างมั่นใจต่อพระพักตร์ของพระเจ้าได้ด้วยความเชื่อนี้ 
มันเป็นความจริงที่ว่าที่เกาหลียังคงมีบุคคลที่น่ารังเกียจที่คิดว่าของต่างชาตินั้นดีกว่า แนว โน้มนี้มีในหมู่นักทฤษฎีของประเทศของผู้เขียนเช่นกัน คือผู้ที่มีความมั่นใจในสิ่งที่เป็นทฤษฎีของตะวันตก ปฏิเสธคำพูดของตนและในพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาต้องอิสระจากความเขลานี้และต้องเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริงที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นประตูของความรอดของเรา วางในในพระองค์ เพื่อความจริงของบัพติศมาของพระผู้เป็นเจ้า ของพระโลหิต และความจริงที่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
เหมือนกับที่อัครสาวกเปาโลกล่าวว่า “ พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ “ (มัทธิว 16:16) หากท่านเชื่อในพระเจ้า และหากท่านเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเสด็จมายังโลกนี้เพื่อช่วยเราให้รอดจากบาปของเรา ท่านก็จะต้องรู้และเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงของความรอดโดยการรับเอาความผิดบาปของเราไปไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระ องค์, ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้งหนึ่ง บัพติศมาของพระ ผู้เป็นเจ้าของเราและพระโลหิตของไม้กางเขนนั้นเป็นพื้นฐานของความชื่อที่แท้จริงที่ทำให้เราได้รับของประทานของความรอด หากเราไม่สามารถเชื่อในความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มได้ตามพระวจนะของพระเจ้า เราจะเรียกมันว่าความเชื่อที่แท้จริงได้อย่างไร? 
 

พระราชบัญญัติคือเงาของสิ่งที่ดีที่กำลังจะมา 
 
การสร้างวัตถุที่มำพลับพลาได้แสดงให้เราเห็นว่าพระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังมนุษย์ ทรงรับเอาความผิดบาปของเราไปไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ ทรงรับการปรับโทษบาปเพื่อบาปของเราด้วยการถูกตรึงบนไม้กางเขน ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้ง และทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงสัญญาในพันธสัญญาฉบับเก่าว่าจะประ ทานของประทานของความรอดให้เราด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม ผู้ประทานพันธสัญญานี้ให้เราจึงเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากพระเยซู คริสต์ ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวงผู้ทรงรับบัพติศมาและถูกตรึงไม้กางเขนเพื่อผู้มีบาปทั้งหลาย อีกนัยหนึ่งพระเจ้าเสด็จมาหาเราเพื่อเป็นพระเจ้า พระเมสสิยาห์ของเรา ดังนั้น เราต้องวางพื้นฐานของความเชื่อของเราโดยการรู้จักและเชื่อในความจริงทั้งหมด เราจะต้องได้รับของประทานของความรอดทั้งหมดโดยการเชื่อในข่าวประ เสริฐของน้ำและพระวิญญาณ 
ทองคำ, เงิน และทองสัมฤทธิ์เป็นสิ่งที่ใช้สำหรับพลับพลาเช่นกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้หมายถึงพื้นฐานของความเชื่อของเรา ต่อพระพักตร์พระเจ้า เราจะต้องตกนรกโดยไม่มีทางเลือกเพราะความ ผิดบาปของเรา พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงประทานของประทานของความรอดให้แก่เราผู้ที่เชื่อเช่นพวกเรา พระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์น, ทรงถูกตรึงไม้กางเขน และทรงช่วยเราให้รอดโดยความผิดบาปของเราตามระบบการสังเวยบูชาเพื่อมนุษยชาติทั้งหมด มันไม่มีทางสำหรับเราที่จะหลีกเลี่ยงนรกได้เลย เพราะเราทราบเพียงแต่ว่าเราจะต้องถูกปรับโทษบาปของเราและไม่ทราบว่าเราจะมีความเชื่อที่ทำให้บาปของเราหายไปได้อย่างไร แต่มีของพระทานของความรอดในพระเจ้า การที่พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ ทรงยอมรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไปสู่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์, โดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และมันจึงได้แก้ปัญหาบาปของเราทั้งหมดและการปรับโทษบาป นี่คือของประทานของความรอด 
เรารอดจากบาปของเราโดยความเชื่อของเรา โดยการเชื่อว่าพระเจ้าทรงทำให้พระราชกิจของความรอดพระองค์สมบูรณ์และประทานของประทานของความรอดมาให้เรา นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าตรัสว่าให้นำความเชื่อของทองคำ, เงิน และทองสัมฤทธิ์มาถวายพระองค์ เพราะพระองค์จะทรงช่วยผู้ที่ต้องตกนรกโดยไม่มีทางเลือกได้รอดจากบาปโดยประทานของประทานของความรอดให้พวกเขา นี่คือเหตุผลที่พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเราให้รอดโดยการเสด็จมายังโลกนี้และรับเอาความผิดบาปไว้ที่พระองค์และแบกรับการปรับโทษบาปของเราทั้งหมดที่เราได้รอดทั้งหมดต่อพระพักตร์พระเจ้าโดยการเชื่อในของประทานของความรอดนี้ 
พระเยซู คริสต์เสด็จมาเป็นผู้ช่วยให้รอดที่สมบูรณ์ของเราในตอนนี้ เราจึงต้องมีความเชื่อที่หนักแน่นในของประทานของความรอดของพระองค์ เพราะด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีนั้นเป็นของประทานของความเชื่อ พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้เราได้เชื่ออย่างไร้กฎเกณฑ์และมืดบอดโดยไม่รู้อะไรเลย
 

ขนแพะ, หนังแพะแกะตัวผู้ย้อมสีแดง, และหนังตัวแบดเจอร์ 
 
สิ่งเหล่านี้ได้ถูกใช้เพื่อทำเครื่องปกปิดพลับพลา เครื่องปกปิดอันแรกได้ทอด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี เครื่องปกปิดอันที่สองคือขนแพะ จากนั้นก็เป็นหนังแพะแกะตัวผู้ย้อมสีแดง และสุดท้ายเป็นหนังของตัวแบดเจอร์ที่ถูกวางด้านบนสุด เครื่องปกปิดสี่ชั้นที่แตก ต่างกันได้คลุมพลับพลาในวิธีนี้ 
เครื่องปกปิดที่ได้วางไว้ชิ้นสุดท้ายบนพลับพลาคือหนังของตัวแบดเจอร์ ดังนั้นสิ่งที่ปรากฎบนพื้นผิวของเครื่องปกคลุมพลับพลาจึงเป็นหนังสีดำของตัวแบดเจอร์ ตัวแบดเจอร์เป็นนากทะเล ขนาดของหนังของมันก็เกือบเท่าๆกับมนุษย์ และหนังของมันกันน้ำได้ นี่คือเหตุผลที่ใช้หนังของมันปิดชั้นบนสุดของพลับพลาที่อาจจะดูไม่น่าประทับใจนัก แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นเครื่องหมายที่น่านิยมเลยที่จะยึดมันไว้ สิ่งนี้บอกเราว่าเมื่อพระเยซูเสด็จมาโลกนี้เพื่อเรา พระองค์ก็มาในรูปแบบที่ต่ำและรูปลักษณ์ของพระองค์ก็ไม่น่าปรารถนาเลย 
หนังแพะ แกะตัวผู้ที่ย้อมสีแดงก็บอกเราว่าพระเยซู คริสต์จะเสด็จมายังโลกนี้และเสียสละพระองค์เพื่อเรา ในขณะที่ขนแพะบอกเราว่าพระองค์จะทางช่วยเราให้รอดโดยการรับบัพติศมาโดยเป็นเครื่องสังเวยบูชาของเราและยอมรับความผิดบาปของเราไว้ที่พระองค์ และทรงเสียสละพระ องค์บนไม้กางเขน 
อีกนัยหนึ่งสิ่งที่ใช้ทำเครื่องปกคลุมพลับพลาเป็นพื้นฐานของความเชื่อของเรา ความจริงนี้ได้สร้างวัตถุดิบของความเชื่อที่ไม่สามารถพลาดได้เลยอย่างแน่นอน พระเยซู คริสต์เสด็จมายังโลกนี้เพื่อเป็นเครื่องสังเวยบูชาของเราเพื่อประทานของประทานของความรอดให้เราพันธสัญญาฉบับ เก่า พระเจ้าทรงสร้างระบบการสังเวยบูชาขึ้นเพื่อการยกความผิดบาปของชาวอิสราเอล สัตว์บูชาที่ไร้มลทิน (แพะ แกะ วัว) ได้ยอมรับบาปของชาวอิสราเอลได้ผ่านไปสู่มันด้วยการวางมือ และถูกฆ่าในที่ของพวกเขา หลั่งเลือดและถูกเผา แล้วจึงช่วยพวกเขาให้รอดจากบาปทั้งหมดของพวกเขา
พระเยซู คริสต์ เสด็จมายังโลกนี้เพื่อเป็นพระเมษโปดกของการสังเวยบูชาและยอมรับความ ผิดบาปของเราไว้กับพระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ นั่นก็คือ การวางมือ พระเยซูทรงแบกรับการปรับโทษบาปทั้งหมดของเราโดยการรับบัพติศมาและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและทรงช่วยเราให้รอดจากบาปของโลกนี้ ซึ่งเหมือนกับเครื่องสังเวยบูชาที่ถูกฆ่าโดยการหลั่งเลือดและเผาที่แท่นสำหรับเผาบูชาเพื่อรับเอาความผิดบาปของชาวอิสราเอลด้วยการวางมือ 
ตามที่ชื่อบนหนังสือแห่งการพิพากษาได้ลบออกไปโดยการทาเลือดของสัตว์สังเวยไว้ที่เชิงงอนของแท่นสำหรับเผาบูชา มันเป็นเพราะว่าพระเยซูทรงรับบัพติศมาและหลั่งพระโลหิตของพระ องค์ที่ทรงทำให้การไถ่บาปอันเป็นนิรันดร์ของเราสมบูรณ์โดยโลหิตนี้และลบมลทินบาปทั้งหมดของโลกนี้ไป สิ่งต่างๆของพลับพลาได้บอกเราถึงพระเยซู คริสต์และพระราชกิจของพระองค์ ซึ่งกำลังบอกเราว่าพระองค์ทรงช่วยเราให้รอดจากความผิดบาปของโลกนี้ พระวจนะที่พระเยซูทรงช่วยเราให้รอดจากความผิดบาปของเราคือความจริงทั้งหมด จากพันธสัญญาฉบับเก่าถึงพันธสัญญาฉบับใหม่ที่เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์จากข้อผิดพลาดใดๆ 
คริสเตียนมากมายที่ไม่เชื่อว่าพระเยซู คริสต์เสด็จมายังโลกนี้เพื่อเป็นเครื่องสังเวยบูชาและรับเอาบาปของเราไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ แต่พวกเขาเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไขในความตายของพระองค์บนไม้กางเขนเพียงเท่านั้น ความเชื่อของคริสเตียนเช่นนั้นไม่ถูกหลักของประตูทางเช้าลานพลับพลาที่ทอด้วยด้ายสีม่วง และสีแดงเข้มเท่านั้นโดยไม่ได้ใช้ด้ายสีฟ้า พวกเขามีเพียงความเชื่อผิดๆที่ไม่เห็นความจำเป็นสำหรับเครื่องปกคลุมที่ทำจากด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี และความเชื่อที่เชื่อว่าพวกเขาเครื่องปกคลุมทั้งหมดที่พวกเขาต้องการมีเพียงหนังแพะแกะตัวผู้ย้อมสีแดงและหนังตัวแบดเจอร์เท่านั้น 
เมื่อดูวาดภาพของพลับพลาที่บรรยายภาพไปทั่วโลกส่วนใหญ่จะทาสีในวิธีที่เราไม่สามารถค้นหาได้แม้แต่ร่องรอยเล็กน้อยของด้ายสีฟ้าเลย เนื่องจากผู้ที่วาดภาพนี้ไม่รู้จักข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ ประตูของทางเข้าลานพลับพลาในภาพวาดของพวกเขาจึงคลุมด้วยสีม่วงและสีขาวทั้งหมด แต่ความเชื่อเช่นนั้นไม่สามารถเป็นความเชื่อที่ถูกต้องต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ 
ด้ายที่ใช้มากที่สุดสำหรับประตูทางเข้าลานพลับพลาคือด้ายสีฟ้า ตามด้วยด้ายสีม่วง จากนั้นก็สีแดงเข้ม และจากนั้นด้ายสีขาว ดังนั้นเมื่อมองดูที่ประตูทางเข้าลาน ด้ายทั้งสี่จะต้องมีภาพออกมาให้เห็นเป็นหนึ่งเดียว แต่เนื่องจากมีผู้คนมากมายในโลกนี้ที่มีความเชื่อที่ปราศจากความรู้ในบัพติศมาของพระเยซูโดยสิ้นเชิง พวกเขาเพิกเฉยต่อด้ายทั้งสี่สีที่ใช้สำหรับพลับพลาและสร้างประตูทาง เข้าของพลับพลาด้วยด้ายทั้งสองสีแทน 
ด้วยการทำเช่นนั้น พวกเขาจึงหลอกลวงหลายคน ผู้ที่มีข้อจำกัดในความรู้ของพระเจ้าและค่อนข้างเพิกเฉยต่อพระวจนะของพระองค์ คนทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้พยากรณ์ผิดๆ พระเยซูทรงอ้าง อิงคนเช่นนี้โดยอธิบายว่าพวกเขาเหมือนข้าวละมานที่พญามารเอามาหว่านปนกับข้าวสาลี (มัทธิว 13:25) อีกนัยหนึ่งพวกเขาเป็นผู้ที่เผยแพร่คำโกหกโดยการไม่ให้มีด้ายสีฟ้าในภาพวาดประตูทาง เข้าลานพลับพลาของพวกเขา นี่คือเหตุผลที่หลายคนยังคงมีความผิดบาปอยู่แม้ว่าเชื่อในพระเยซู และเหตุผลที่ความเชื่อของพวกเขาได้แยกจากพระเยซู พวกเขาต้องถูกทำลายเพราะความเชื่อของตน
พื้นฐานของความเชื่อของเราต้องหนักแน่น หากได้นำเอาช่วงเวลาอันยาวนานของชีวิตทางศาสนามาเพื่อจิตวิญญาณของท่านมารวมกับพื้นฐานของความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนั้นจะทำเพื่ออะไร? ความเชื่อผิดๆสามารถและจะพังทลายลงในช่วงเวลาที่สังเกตเห็นได้ ไม่ต้องสงสัยว่าบ้านของเราจะสวยงามเพียงใดเราจะสร้างบ้านนี้มาบนพื้นฐานที่มีตำหนินี้เพื่ออะไรกัน? หากพื้นฐานความเชื่อของท่านมีตำหนิโดยไม่คำนึงว่าท่านรับใช้พระเจ้าด้วยความอุตสาหะเพียงใด ก็เหมือนกับที่ท่านได้สร้างบ้านบนทราย เมื่อพายุพัดมา เกิดลมและทำท่วมพัดพาเอามันให้พังทลายลงไปได้ 
ความเชื่อของผู้ที่มีพื้นฐานแข็งเป็นเช่นใด? มันจะไม่มีวันล้มไม่ว่าจะสะเทือนอย่างไร พระเจ้าทรงบอกเราว่าเรือนที่สร้างบนศิลาของความจริงที่ทอด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีจะไม่มีวันพังทลาย อะไรคือความเชื่อของศิลา? มันคือความเชื่อที่เชื่อในความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี ความเชื่อของผู้ที่สร้างบ้านของความเชื่อเช่นนั้นจะไม่มีวันพังลง หากเราเชื่อโดยไม่เข้าใจอย่างแท้จริงพระพระผู้เป็นเจ้าทรงทำอะไรไปเพื่อเราแล้ว ความเชื่อเช่นนั้นก็จะกลับไปเป็นความเชื่อทางศาสนาที่ผิดที่ไม่เป็นที่ต้องการของพระเจ้า
 

ไม้กระถินเทศ , น้ำมัน และเครื่องเทศ
 
เสาของพลับพลา, แท่นสำหรับเผาบูชา และไม้กรอบและสิ่งของของสถานบริสุทธิ์ที่ทำจากไม้กระถินเทศ ไม้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลมักจะหมายถึงมนุษย์ (ผู้วินิจฉัย 9:8–15, มาระโก 8:24) ไม้ ณ ที่นี้ก็หมายความถึงเราในรูปแบบของมนุษย์นั่นเอง นั่นก็คือกระถินเทศที่ถูกใช้ทำเสา, แท่นสำหรับเผาบูชา และพลับพลาก็บอกเราว่าเหมือนกับรากของต้นกระถินเทศที่มักจะถูกฝังอยู่ใต้ดิน พื้นฐานของเราจึงเป็นสิ่งที่เราต้องทำบาปตลอดเวลาโดยไม่มีทางเลือก ผู้คนจะต้องยอมรับว่าพวกเขายังคงไม่ชอบธรรมและทำบาปอยู่เสมอโดยไม่มีทางเลือก
ในเวลาเดียวกัน ไม้กระถินเทศก็หมายความถึงความเป็นมนุษย์ของพระเยซู คริสต์ด้วย พระเมสสิยาห์ผู้เสด็จมาในเนื้อหนังมนุษย์และทรงแบกรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไว้ และรับการพิ พากษาเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติทั้งหมด และดังนั้นพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า, เรือโนอา, โต๊ะของขนมปังหน้าพระพักตร์, แท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอม และไม้กรอบของพลับพลานั้นทำจากไม้กระถินเทศหุ้มทอง 
น้ำมันสำหรับจุดไฟและเครื่องเทศปรุงน้ำมันสำหรับเจิมและสำหรับปรุงเครื่องหอมหมาย ความถึงความเชื่อของเราที่ถวายต่อพระเยซู คริสต์ พระเยซู คริสต์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ผู้ช่วยท่านและผู้เขียนให้รอด ความหมายของพระนาม “ เยซู” คือ “ พระองค์ผู้จะช่วยคนของพระองค์ให้รอดจากบาปของพวกเขา “ และพระนาม “ คริสต์ “ หมายถึง “ พระองค์ผู้เจิม “ จึงบอกเราว่าพระเยซู คริสต์ทรงเป็นพระเจ้าและมหาปุโรหิตของสวรรค์ผู้ช่วยเราให้รอด พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์ ทรงเชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้า ทรงรับบัพติศมา ทรงสละพระ องค์เองบนไม้กางเขนเพื่อเรา และประทานของประทานของความรอดให้แก่เรา ภารกิจของมหาปุโรหิตที่พระเยซูทรงรับมาเพื่อประทานความรอดมาให้เรานั้นเป็นพระราชกิจที่สวยงามที่สุดจริงๆ
 

พลอยสีขาว และหินอื่นๆที่ติดที่ฝังในเอโฟดและทับทรวงของมหาปุโรหิต 
 
หินล้ำค่าที่แตกต่างกันทั้งสิบสองชนิดได้กล่าวถึงที่นี่ที่ฝังในเอโฟดและทับทรวงของมหาปุโรหิต อันดับแรกมหาปุโรหิตจะสวมเสื้อ แล้วก็สวมเสื้อคลุมสีฟ้า และจากนั้นก็สวมเอโฟดทับเสื้อคลุม จากนั้นทับทรวงจึงสวมทับบนเอโฟดอีกที ที่ใช้สำหรับสวมในระหว่างการสังเวยบูชา และทับทรวงนี้ฝังหินล้ำค่าทั้งสิบสองชนิด สิ่งนี่ได้แสดงให้เราได้เห็นว่าหน้าที่ของมหาปุโรหิตคือการโอบกอดรับชาวอิสราเอลเช่นเดียวกับคนอื่นๆทั่วโลก เข้าสู่อกของเขา เพื่อไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าและเพื่อถวายเครื่องสังเวยบูชาของพวกเขาให้แก่พระองค์ 
พระเยซูผู้ทรงเป็นมหาปุโรหิตแห่งสวรรค์อย่างเป็นนิรันดร์ ทรงโอบกอดชนชาติทั้งหลายของโลกนี้เข้าสู่พระอุระของพระองค์ ทรงอุทิศร่างกายของพระองค์เพื่อรับเอาความผิดบาปของเราไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์และทรงเสียสละเพื่อเรา และทรงอุทิศคนของพระองค์ให้แก่พระเจ้า พระบิดา หินล้ำค่าทั้งสิบสองชนิดที่ฝังอยู่บนทับทรวงจึงหมายถึงชนชาติต่างๆของโลกนี้ และมหาปุโรหิตที่สวมมันจึงหมายความถึงพระเยซู คริสต์ผู้ทรงช่วยและโอบกอดชนชาติต่างๆของโลกนี้เข้าสู่พระอุระของพระองค์ 
ดังนั้นสิ่งนี้เป็นของถวายที่พระเจ้าของเราทรงบอกแก่ชาวอิสราเอลให้นำไปสร้างพลับพลาให้พระองค์ นี่คือความหมายทางจิตวิญญาณเพื่อความจริงที่พระเจ้าทรงบอกกับพวกเขาให้สร้างพลับพลาซึ่งเป็นสถานที่ที่จะทรงสถิต ด้วยของถวายเหล่านี้ ผู้คนชาวอิสราเอลยังคงเป็นผู้มีบาปเสมอ เพราะพวกเขาไม่สามารถรักษาพระราชบัญญัติที่พระเจ้าประทานให้มาได้ นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าทรงบอกพวกเขาผ่านโมเสสให้สร้างพลับพลาและประทานระบบการสังเวยบูชาให้พวกเขา ที่การยกความผิดบาปได้รับผ่านระบบการสังเวยบูชาที่ประทานในพลับพลา อีกนัยหนึ่งพระเจ้าทรงลบมลทินบาปทั้งหมดของชาวอิสราเอลโดยการรับของถวายของพวกเขา ทรงใช้ของถวายเหล่านี้ในการสร้างบ้านของพระองค์ และจากนั้นก็ทำให้พวกเขาถวายเครื่อวสังเวยบูชาในนั้นตามการร้องขอของระบบสังเวยบูชา นี่คือวิธีที่พระเจ้าจะทรงสถิตในพลับพลาพร้อมกับประชาชนชาวอิสราเอล 
อย่างไรก็ตามมีคริสเตียนหลายคนบนโลกนี้ที่ไม่เชื่อในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี เมื่อพระเจ้าทรงบอกให้พวกเขานำทองคำ, เงิน และทองสัมฤทธิ์ไปถวายให้พระองค์ ทำไมพวกเขาไม่เชื่อในความจริงที่แสดงโดยของถวายเหล่านี้? 
เราไม่ต้องตกนรกเพราะความผิดบาปของเราหรือ? ท่านเชื่อในคริสตศาสนาว่าเป็นเพียงหนึ่งในศาสนาทั้งหลายของโลกนี้เพราะท่านไม่เคยยอมรับตัวของท่านเองว่าต้องตกนรกไหม? หากนี่คือวิธีที่ท่านเชื่อ ท่านก็จะต้องกลับใจใหม่และกลับไปสู่ข่าวประเสริฐของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี และท่านจะต้องตระหนักว่าท่านต้องตกนรกเพราะความผิดบาปเหล่านี้ และท่านจะต้องเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ 
ตอนนี้ท่านจะต้องเชื่อในข่าวประเสริฐของความจริง ที่ว่าท่านจะต้องตกนรก, ที่พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมายังโลกนี้เป็นพระเมสสิยาห์, ที่ยอมรับความผิดบาปของท่านไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์, ที่ทรงแบกรับความผิดบาปนี้ไปบนไม้กางเขนและทรงเสียสละพระองค์โดยทรงหลั่งพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน และทรงช่วยท่านและผู้เขียนให้รอดจากบาปและการปรับโทษบาปของเรา เราไม่สามารถวางพื้นฐานความเชื่อของเราทั้งหมดโดยไม่มีการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่ได้แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม 
 

เราจะต้องคิดถึงพื้นฐานของความเชื่อของเรา 
 
พระเจ้าทรงบอกเราให้มีความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม เราควรจะถามตัวเองว่าเรามีความเชื่อในด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้มหรือไม่ หรือเราเชื่อในความจริงที่แสดงในด้ายสีม่วงและสีแดงเข้มโดยที่ไม่มีด้ายสีฟ้าหรือไม่ 
เราจำเป็นต้องดูที่ตัวเองและดูว่าเรามีความเชื่อที่ผิดที่เข้ากับความชื่นชอบของเราหรือไม่ เมื่อพระเจ้าทรงบอกเราให้นำด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้มมาถวายพระองค์ ไม่ว่าโอกาศใดก็ตามเราจะไม่ถวายด้ายไนลอนสีดำให้พระองค์ใช่ไหม? “ พระองค์เจ้าข้า ด้ายที่พระองค์ทรงต้องการนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับพลับพลาเลย มันจะหายไปพร้อมกับสายฝน และมันมองดูไม่น่าสนใจ ลองดูด้ายไนลอนนี้แทน ข้าพระองค์รับรองได้ว่ามันจะอยู่อย่างน้อยห้าสิบปี หรืออาจจะ 100 ปีหากรักษามันดีๆ และหากพระองค์ฝังมันไว้ใต้ดิน รากมันก็จะออกไปกว่า 200 ปี มันวิเศษมากเลยใช่ไหม? “ 
ไม่ว่าในโอกาศใดๆนี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะกล่าวกับพระเจ้าใช่ไหม? เราจะต้องดูตัวเราเองอย่างดีและพิจารณาว่าเราได้รับเอาความเชื่อที่หลงตัวเองและพิสูจน์ไม่ได้ไว้หรือไม่ และหากเรามีความเชื่อเช่นนั้น เราจะต้องกลับใจใหม่เสียแต่ตอนนี้ อีกนัยหนึ่งเราต้องกลับหลังหัน 
มีคนมากมายที่คิดว่าคนเองเป็นคริสเตียนที่ดีจริงๆ แต่เมื่อมองให้ใกล้เข้าไปอีกความรู้ของ
พวกเขานั้นมีความผิดพลาดเป็นอย่างมากในความเชื่อของพวกเขา
 

ลัทธิเวทมนต์ที่ได้แพร่หลายในคริสตศาสนาในปัจจุบันนี้ 
 
ลัทธิเวทมนต์คือสิ่งที่คริสเตียนโดยทั่วๆไปเชื่อมากที่สุด คนเหล่านี้ไม่รู้จักพระวจนะของพระเจ้าที่แท้จริง เพราะพวกเขาไม่รู้จักพระวจนะของความจริงที่พระเมสสิยาห์ประทานมาให้ พวกเขาจึงเชื่อมันและเชื่อตามพระผู้เป็นเจ้าตามความรู้สึกและอารมณ์ของตนเอง และพวกเขาถูกโน้มน้าวใจว่าความรู้สึกเช่นนั้นคือความจริง เพราะพวกเขาอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างแรงกล้าด้วยตัวเอง และเชื่ออย่างยิ่งในอารมณ์และความรู้สึกของพวกเขาที่พวกเขารับรู้ได้ในการอธิษฐานของตน พวกเขาไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริงของพระเจ้า 
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเชื่อในพระเจ้าตามอารมณ์และความรู้สึกของผู้ใดผู้หนึ่งที่ผันแปลออกไปเรื่อยๆในความคิดของผู้นั้นคือความเชื่อของลัทธิเวทมนต์ ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าที่ถูกนำโดยความรู้สึกที่พวกเขามีเมื่ออดอาหาร, เมื่อพวกเขาปีนภูเขาไปอธิษฐาน, เมื่อพวกเขาทำบาป, เมื่อพวกเขาถวาย การอธิษฐานสารภาพบาป และเมื่อเป็นดังนั้น คนเหล่านี้จึงเป็นพวกลัทธิเวทมนต์ อีกนัยหนึ่ง การมีชีวิตของความเชื่อโดยการยึดความรู้สึกของผู้ใดผู้หนึ่งนั้นไม่ใช่ความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้มที่พระเมสสิยาห์ทรงกล่าวถึง 
บางที 99.9 เปอร์เซ็นต์ของคริสเตียนในปัจจุบันเคยมีประวัติเป็นพวกลัทธิเวทมนต์มาก่อน อีกนัยหนึ่ง มันไม่ใช่การกล่าวเกินจริงที่จะกล่าวว่าคริสเตียนทั้งหมดได้เชื่อตามลัทธิเวทมนต์ ยกเว้นคริสตจักรในยุคต้น ผู้ที่ไม่มีความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มได้ถูกหลอกไปให้คิดความ รู้สึกของพวกเขาเองนั้นเป็นความเชื่อในตัวเองไม่ว่าวิธีใด พวกเขาอ้างว่าได้เห็นและได้พบพระเจ้าในการอธิษฐานของพวกเขาและบอกเราว่าพวกเขารู้สึกสวยงามเพียงใดเมื่อพวกเขาสรรเสริญ 
พวกเขากล่าวว่า “ เราชุมนุมกันในการประชุมสรรเสริญนี้ และเรายกมือขึ้นและกลับใจในบาปของเราร่วมกัน เรายึดเอาไม้กางเขนและพิธีกรรมบางอย่าง และจากนั้นหัวใจของเราก็ลุกเป็นไฟ และพระคริสต์จึงมาเป็นผู้น่าชื่นชมอย่างแรง เรารู้สึกของพระคุณในหัวใจของเราสำหรับพระโลหิตที่พระเยซูทรงหลั่ง เราเชื่อมากขึ้นไปอีกที่พระเยซูทรงลบมลทินบาปของเราทั้งหมดออกไป และตระหนักมากขึ้นไปว่าทำไมพระองค์ทรงหลั่งพระโลหิตของพระองค์ เราเพียงแค่รักประสบ การณ์ทั้งหมด “ แต่เมื่ออารมณ์ของพวกเขาได้ลดลงในวันหนึ่ง พวกเขาก็กล่าวว่า “แต่ความรู้สึกต่างๆเหล่านั้นได้แห้งไปแล้ว และเรามีบาปในหัวใจของเรา “ไม่มีความเชื่ออื่นในเช่นนั้นที่จะเป็นได้นอกจากความเชื่อของลัทธิเวทมนต์
คริสเตียนทุกคนต้องมีความเชื่อที่เชื่อในความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้ม โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของนิกายทางศาสนาหรือสมาชิกนิกายทางศาสนาของผู้ใดผู้หนึ่ง ความเชื่อของผู้ที่ไม่มีความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มที่พระเจ้าทรงกล่าวถึงนี้เป็นความเชื่อของเวทมนต์และโชคลางคน เหล่านี้ไม่ได้ถวายความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้มต่อพระเจ้า แต่เป็นความเชื่อของด้ายไนลอน อีกนัยหนึ่งพวกเขานำเอาความเชื่อเวทมนต์ของตนถวายต่อพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลจากพระองค์และเป็นบางสิ่งที่พระเจ้าไม่ทรงแม้แต่ทอดพระเนตรมองเลย 
ท่านเคยเห็นเชือกหนาๆที่ใช้สำหรับดึงเรือที่สะพานปลาไหม? พวกลัทธิเวทมนต์จะถวายวัตถุเช่นนี้ให้พระเจ้าด้วยความยินดี เมื่อพระผู้เป็นเจ้าของเราทรงบอกเราให้นำด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีมา บางคนก็เอาเชือกหนาๆนี้มาถวายพระเจ้า โดยทูลพระองค์ว่า “ พระ องค์เจ้าข้า ยอมรับความเชื่อนี้ด้วย! “และบางคนก็นำแม้แต่โซ่เหล็กที่ใช้สำหรับเรือใหญ่ๆมาถวายพระองค์ พวกเขาถวายมันตรงพระบาทของพระผู้เป็นเจ้าแล้วขอร้องให้พระองค์ยอมรับมัน 
แต่พระเจ้าทรงบอกเราให้นำความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้มมา พระองค์ไม่ได้บอกเราให้เอาโซ่เหล็กมา หลายคนนำของที่พวกเขาคิดว่าดูดีในสายตาของตนหรือหาง่ายมาถวายพระองค์ แม้ว่ามีผู้คนที่ไปหาพระเจ้าด้วยโซ่เหล็ก, เชือก, ด้ายไนลอน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพระเจ้าจะยอมรับของถวายเพียงด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มเท่านั้น พระเจ้าทรงกำหนดว่าความเชื่อเดียวที่พระองค์จะทรงยอมรับก็คือความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม ดังนั้นเราจะต้องรับเอาความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้าไปต่อพระพักตร์พระเจ้า 
 

พระเมสสิยาห์ไม่ทรงรับของถวายอะไรก็ได้ 
 
ชาวอิสราเอลได้นำทองคำ, เงิน, ทองสัมฤทธิ์ และหินล้ำค่าทั้งสิบสองชนิดที่ฝังในเอโฟดและทับทรวงถวายต่อพระเจ้าเช่นกัน จึงมีบางคนที่เอาทองแดงและเหล็กไปถวายพระเจ้า หากพระเยซูทรงยอมรับสิ่งต่างๆทั้งหมดนั้น พระองค์ทรงเป็นที่ทิ้งขยะที่ใช้รีไซเคิลหรือ? ไม่อย่างแน่นอน! 
พระเยซูไม่ได้เป็นผู้ที่ยอมรับรอมรับเพียงขยะใดๆก็ได้ พระองค์ไม่ได้เป็นแหล่งรีไซเคิลที่จะรับเอาของไม่มีประโยชน์อะไรก็ได้ที่จะนำมาถวายพระองค์ พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ผู้ทรงต้องการประทานพระกรุณาของพระองค์ของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มที่จะยกความผิดบาปของเรามาให้เรา และผู้ทรงต้องการประทานความรักที่แท้จริงมาให้เรา นี่คือเหตุผลที่พระเยซูทรงได้รับเรียกว่าพระมหากษัตริย์แห่งความรัก พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งความรัก พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ของเราอย่างแท้จริง พระเมสสิยาห์นี้ทรงกำหนดความเชื่อที่ทรงต้องการจากเรา ทรงกำหนดรูบแบบลักษณะตามต้องการออกมาชัดเจน เพียงเมื่อเราไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วยความเชื่อนี้ พระองค์ก็จะประทานสิ่งที่ทรงสัญญาไว้ต่อเราให้เรามา 
เรายังเห็นในหมู่ผู้ที่เชื่อในพระเมสสิยาห์ตามความรู้ในพระองค์ที่ผิดๆของพวกเขาว่ามีบางคนที่ดื้นรั้นที่ไกลกว่าการอธิบายเอาไว้ พวกเขาเลวทรามและชั่วร้ายได้มากเท่ากับที่ฟาโรห์ผู้ที่ยืนยันความดื้อรั้นของเขาต่อพระพักตร์พระเจ้า เมื่อโมเสสกล่าวกับเขาว่า “ พระเยโฮวาห์ทรงเปิดเผยพระ องค์แล้ว ปล่อยให้คนของพระองค์ไปเถิด “ ฟาโรห์จึงโต้ตอบไปว่า “ ใครคือพระเยโฮวาห์นี้? “ 
เมื่อพระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่ทรงอธิบายแก่เขา มันแน่นอนว่ามันจะดีกว่าหากเขายอมแพ้อย่างรวดเร็วและยอมต่อพระองค์หลังจากที่คำนวนต้นทุนและผลประโยชน์แล้ว หากเขายังคงอยู่อย่างมั่น คงก็ไม่สามารถเชื่อและก็ยังยืนยันในความดื้นรั้นของเขาอยู่เขาจะพยายามยึดอยู่ชั่วขณะหนึ่งแต่หลัง จากผ่านภัยพิบัติไปสองครั้งแล้ว เขาก็ควรจะยอมแพ้ ฟาโรห์ช่างโง่เขลาและน่าสงสารเพียงใดที่ยัง คงยึดความดื้นรั้นและการไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าอยู่ แม้ว่าเขาได้รับภัยพิบัติของกบที่ปกคลุมชนชาติทั้งหมดของเขาอยู่? 
ไม่ใช่แค่กบเท่านั้น แต่ตัวเหาก็เป็นภัยพิบัติที่เกิดที่วังของฟาโรห์เช่นกัน ที่ใดก็ตามที่จะไปทางใดไม่ว่าซ้ายหรือขวา ในทุกที่ทั่วดินแดนอียิปต์เต็มไปด้วยตัวเหา และฟาโรห์ก็ยังไม่ยอมแพ้ จะมีใครรอดชีวิตอยู่ไหมเมื่อทุกที่เต็มไปด้วยตัวเหา? ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาควรจะตระหนักเช่นกันว่า “เพราะเราไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระองค์จึงแสดงให้เราได้ทราบว่าใครคือพระมหากษัตริย์ที่แท้จริงของโลกนี้ทั้งหมด แต่เราไม่มีอะไรเทียบเคียงกับพระองค์ได้ แม้เราเป็นกษัตริย์ของชนชาติที่ใหญ่ที่ สุดบนโลกนี้ และแม้ว่าเรามีกำลังไปครอบคลุมทั่วโลก พระเจ้าก็ทรงมีกำลังมากมายกว่าเรานัก และพระองค์ทรงนำภัยพิบัตินี้มาให้เราก็เพราะการไม่เชื่อฟังของเรา “นี่คือสิ่งที่ฟาโรห์ควรจะยอมแพ้ 
สิ่งฉลาดสำหรับฟาโรห์ที่จะต้องทำควรจะยอมจำนนโดยดีหลังจากได้เห็นว่าต้นทุนของการต่อต้านของเขานั้นมีมากเท่าใด หากเขาสรุปได้ว่าไม่มีทางที่เขาจะต่อต้านพระเจ้าโดยไม่คำนึงว่าเขามีพลังมากมายเพียงใด ทั้งหมดที่เขาต้องทำคือยอมแพ้ต่อพระองค์ โดยกล่าวว่า “ โอเค พระเจ้าพระองค์ทรงได้ที่แรกไป ข้าพระองค์จะเอาที่ที่สอง “ แต่เนื่องจากฟาโรห์ปฏิเสธที่จะยอมเช่นนั้น ประชาชาติและผู้คนทั้งหมดของเขาจึงถูกทำลายด้วยตัวเหา 
เพราะว่าสิ่งนี้ชาวอียิปต์จึงทำอะไรไม่ได้เลย เมื่อทุกคนถูกทรมานจากตัวเหาโดยไม่หยุดหย่อน ใครจะทำอะไรได้ในการกำจัดตัวเหา? เราสามารถจินตนาการได้ว่าชาวอียิปต์ที่ยากจนต่างวิ่งหนีไปรอบๆโดยพยายามเอาตัวเหาออกไป บางทีอาจจะเผาบ้านของพวกเขาเลยก็ได้ และกลิ่นเหม็นของตัวเหาที่ไม้ไฟก็จะคลุ้งไปทั่ว 
มีหลายสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ และมีหลายสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จึงทรงเป็นประธานของชีวิตและความตาย, ความสุขและความทุกข์ และพระพรและการสาปแช่ง เมื่อเป็นกรณีนี้ เราทั้งหมดจะต้องคิดอย่างมีเหตุผลและเข้าถึงการสรุปตามหลักที่จะละเลยและดื้อรั้น กว่าการสร้างความมั่นใจกับตัวเองและพยายามต่อต้านพระเจ้า เราจะ ต้องยืนยันในวิธีของตัวเองและพยายามที่จะโน้มน้าวผู้อื่น แต่เมื่อพร้อมกับพระเมสสิยาห์แล้วมันใช้ไม่ได้อีกต่อไป 
เราต้องคิดว่าคนแบบไหนที่ควรจะไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างแท้จริง เราต้องพิจารณาอย่างจริงจังว่าเราควรจะอยู่ต่อต้านพระเจ้าหรือหัวใจของเราควรจะนอบน้อมและสุภาพอย่างแท้จริง และเราต้องเข้าถึงบทสรุปสุดท้ายที่ว่าเราต้องอ่อนน้อมต่อพระพักตร์พระเจ้าทั้งหมด ต่อหน้ามนุษย์ เราอาจจะแสดงความดื้นรั้นออกมาและเผชิญกับผลลัพภ์ของมันในเวลานั้น แต่ต่อพระพักตร์พระเจ้า หัวใจของเราจะต้องอ่อนน้อมอย่างแน่นอน 
“พระเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำผิด “ ผู้ที่ยอมรับสิ่งนี้เป็นผู้ที่เลือกทางที่ถูกต้องแล้ว คนเหล่านี้คือผู้ที่สามารถรอดจาก ชีวิตที่ถูกสาปแช่งของพวกเขาได้ เพราะคนทั้งหลายที่ละทิ้งพระเจ้าเพราะบาปของพวกเขา วิธีที่จะได้รับการโอบกอดเข้าสู่พระหัตถ์ของพระเจ้าและได้รับการดูแลในชีวิตของพระองค์โดยประทานน้ำมาให้ได้เกิดใหม่โดยน้ำและพระวิญญาณ เมื่อชีวิตเช่นนั้นไร้ผลในถิ่นทุรกันดารของโลกนี้ เราจะคาดหวังอะไรได้จากชีวิตของเรา
มีหนทางเดียวสำหรับเรา ผู้ที่กลับไปสู่ฝุ่นผง และจะต้องตกลงไปในบึงไฟ ให้รอดโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณและจึงได้รับการยกความผิดบาปของเรา นี่เป็นเพราะชีวิตที่สิ้นหวังและไร้ความหวังผู้ที่ถูกกำหนดให้ต้องตกไปสู่ความพินาศอย่างเป็นนิรันดร์เพราะการยืนต่อต้านพระเจ้าและเพราะความผิดบาปของพวกเขาให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์อีกครั้งต่อพระพักตร์พระเจ้าผ่านความรักและความเมตตาจากพระองค์ ความรักของความรอด ดังนั้นเราจะ ต้องได้สวมในความรอดทั้งหมด 
ผู้ที่ใกล้ตายจะสามารถท้าทายพระเจ้าได้อย่างไร? เมื่อพระเจ้าทรงบอกเราให้นำของถวายเช่นนั้นมา เราจะต้องเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ เมื่อดูข้อความหลักข้างต้นที่พระเจ้าทรงบอกเราว่าอะไรที่เราต้องถวายพระองค์ เราทั้งหมดจะต้องมาตระหนักว่า “ อาห์ ดังนั้นนี่คือความเชื่อที่พระเจ้าทรงร้องขอให้เรานำไปถวายพระองค์ “ 
บนทับทรวงของมหาปุโรหิต มีหินล้ำค่าสิบสองชนิดฝังอยู่ และที่ทับทรวงของการพิพาก ษามีอูริมและทูมมิมฝังอยู่ ที่หมายความว่า แสงสว่าง และ ความสมบูรณ์แบบ ที่ได้ฝังอยู่เพื่อให้มหาปุโรหิตสามารถแบกรับการพิพากษาของบุตรชาวอิสราเอล 
สิ่งนี้มีความหมายอื่นใดไปไม่ได้นอกจากความจริงที่ว่ามีเพียงคนรับใช้ของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถผ่านการพิพากษาอันความชอบธรรมไปบนบุตรทางจิตวิญญาณของความเชื่อของพวกเขาโดยการให้แสงสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้สถิตในพวกเขาและพระวจนะของพระเจ้า 
เราจะต้องตระหนักทั้งหมดว่าต่อพระพักตร์พระเจ้านั้น ความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มนั้นคือความจริงโดยแท้และความรอดที่แท้จริง นี่คือความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มที่นำชีวิตมาสู่เราและนอกจากสิ่งนี้แล้วไม่มีอะไรที่จะประกอบเป็นความเชื่อของเราได้ สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับพระวจนะของพระเจ้าที่ชัดเจนและถูกต้อง 
 

สิ่งของต่างๆของพลับพลามีความสัมพันธ์กับความรอดจากบาปของมนุษย์ 
 
ผู้คนยังคงปฏิเสธที่จะเชื่ออย่างดื้อรั้นและมีความโง่เขลา แล้วอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา? พวกเขาไม่มีทางที่จะรอดเลย ต่อพระพักตร์พระเจ้า เราต้องขจัดความโง่ของเราออกไปก่อน และเราต้องทำใจของเราให้ว่างเปล่า เราต้องเอาความคิดและความดื้นรั้นของเราออกไปต่อพระพักตร์พระเจ้า และเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์และถวายหัวใจของเราให้แก่พระองค์แทน เราต้องไม่ต่อต้านพระเจ้า เราอาจจะทำเช่นนั้นต่อหน้าคนอื่น แต่เป็นคริสเตียนเราไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้โดยง่ายอย่างน้อยก็ต่อพระพักตร์พระเจ้า และยังมีผู้ที่โง่เขลาที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าและอ่อนน้อมต่อมนุษย์เท่า นั้น นี่คือสิ่งที่ผิดต่อพวกเขา เราต้องก้มหน้าของเราต่อพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสกับเราทั้งหมดนั้นถูกต้อง 
เราจะต้องเชื่อและมั่นใจในพระวจนะของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม ความเชื่อคือการวางในใจพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเราก้มตัวเราตรงพระบาทของพระเจ้า สารภาพปัญหาต่างๆของเราทั้งหมดต่อพระพักตร์พระองค์ และร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์ พระเจ้าจะทรงตอบเราอย่างแน่นอน จากนั้นเราต้องยอมรับสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อเราด้วยคำขอบคุณ อะไรคือสิ่งที่เกี่ยว กับความเชื่อ ในความไร้สาระและความบ้า เราสามารถแสดงบางสิ่งนอกจากด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม ที่เป็นด้ายตกปลาหรือโซ่โลหะ? การนำด้ายไร้ประโยชน์มาต่อพระพักตร์พระเจ้าและทูลพระองค์ว่า “ นี่คือความเชื่อของข้าพระองค์ นี่คือวิธีที่ข้าพระองค์เชื่ออย่างแรงกล้า นี่คือความเชื่อที่หนักแน่นที่ข้าพระองค์รักษาไว้เป็นประจำ “ นี่ไม่ใช่ความเชื่อแต่เป็นการสร้างความโง่เขลาออกมาต่อพระพักตร์พระเจ้า 
ผู้ใดผู้หนึ่งจะต้องวางความดื้นรั้นของเขาหรือเธอต่อพระพักตร์พระเมสสิยาห์ อีกนัยหนึ่ง ต่อพระพักตร์พระเจ้าเราต้องยืดหยุ่นต่อความต้องการของเขาหรือเธอ เราจะต้องตระหนักในตัวเราทั้งหมดต่อพระพักตร์พระเจ้า เราต้องตระหนักตามสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสแก่เราและพระองค์ทรงตัด สินพระทัยเพื่อเราได้อย่างไร ไม่มีอื่นใดนอกจากความเชื่อที่ถูกต้องของคริสเตียน การเชื่อฟังและการเชื่อตามพระวจนะของพระเจ้านั้นเป็นทัศนคติที่ถูกต้องและเป็นหัวใจของความเชื่อ นี่คือสิ่งที่เราต้องรักษามันไว้ในใจต่อพระพักตร์พระเจ้า 
แน่นอนว่าในหมู่พวกเรา อาจจะโอ้อวดความสำเร็จของตัวเอง แล้วเปรียบเทียบกับผู้อื่น หรือต่อต้านผู้อื่นอย่างสมบูรณ์ และยังท้าทายกันและกัน แม้ว่านี่คือการทำที่ไร้ประโยชน์ที่วัดว่าอะไรเหมือนกันโดยพื้นฐานต่อพระพักตร์พระเจ้า ในหมู่มนุษย์เราก็เช่นกันมีบางสิ่งที่เรามีทางเลือกเพียงน้อยนิดแต่มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง 
แม้แต่ลูกสุนัขก็ยังจดจำเจ้านายมันได้ และยอมรับเจ้าของของมันเองและเชื่อฟังพวกเขา อีกนัยหนึ่ง แม้แต่สุนัขก็ยังเชื่อฟังเจ้าของของมันนั่นเอง พวกมันจะจดจำว่าทำอะไรผิดไป ก้มหัวต่ำลงรับฟัง และพยายามที่จะกลับมาทำดีตามใจเจ้าของของมันโดยการทำอะไรก็ได้ที่น่ารัก แม้แต่สัตว์ก็ยังทำเช่นนั้น แต่มนุษย์กลับท้าทายพระเจ้าต่อไปโดยการรับเอาความเชื่อของความคิดของตัวเอง อีกนัยหนึ่ง พวกเขายังคงยึดติดในพระเจ้าอยู่แม้ว่าพวกเขายืนยันวิธีของตนเองและความคิดของตนเอง 
พระเจ้าทรงทำให้ความผิดบาปทั้งหมดของมนุษยชาติหายไป ด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสี แดงเข้ม และทั้งหมดที่ทรงบอกเราคือให้มีความเชื่อที่เชื่อในการทำงานของพระผู้เป็นเจ้าของเรา แต่ผู้คนยังคงหัวแข็งและท้าทายพระเจ้าอยู่ 
พระผู้เป็นเจ้าทรงบอกเราให้นำความผิดบาปทั้งหมดของเราไปใว้ที่พระองค์ พระองค์ทรงประทานการยกความผิดบาปให้เราโดยการทำให้บาปของเราหายไปด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม เมื่อพระเจ้าทรงบอกเราให้ถวายความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มต่อพระองค์ แต่ผู้ คนก็ยังไม่เชื่อในสิ่งนี้และปฏิเสธเจ้านายของตัวเอง คนเหล่านี้จะได้รับการสาปแช่ง
เมื่อพวกเขาถวายความเชื่อที่ไม่ใช่ความเชื่อตามพระประสงค์ต่อพระเมสสิยาห์ พระองค์ก็ทรงพิโรธเท่านั้น พวกเขายังคงนำความดื้อดึงไปต่อพระพักตร์พระเจ้าและทูลพระองค์ว่า “ ข้าพระ องค์รักษาความเชื่อนี้ของข้าพระองค์มานานและเป็นอย่างดี ได้โปรดแนะนำต่อข้าพระองค์สำหรับงานที่ดีนี้เถิด! “ พระเจ้าจะทรงแนะนำเพียงเพราะพวกเขาได้รักษาความเชื่อของตนเท่านั้นไหม ในเมื่อความเป็นจริงแล้วความเชื่อนี้ไม่มีประโยชน์เลย? 
มีหลายเวลาที่ความดื้อรั้นเข้ามาเรียกร้องในชีวิตของเราอย่างเหมาะสม แต่ความดื้อดึงของความเชื่อที่ผิดนั้นไม่มีประโยชน์ใดๆต่อพระพักตร์พระเจ้าเลย พระเจ้าทรงใช้ด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มในการทำให้ความผิดบาปของเราหายไป พระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่ได้กล่าวว่าพระองค์ทรงใช้เพียงด้ายสีม่วงเพียงอย่างเดียว หรือกล่าวว่าพระองค์ทรงใช้เพียงด้ายสีแดงเข้มอย่างเดียว และไม่ได้ใช้ไกลไปถึงโซ่โลหะด้วย ซึ่งก็เหมือนกับการที่ไม่ได้มีการกล่าวถึงเชือกไนลอน ภายในบ้านของพระเจ้า และภายในพระวจนะของความรอดของพระองค์ที่ประทานมาให้เรา พระเมสสิยาห์ทรงต้องการความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้มจากเรา 
คริสเตียนหมายถึงผู้ที่เชื่อในพระเยซู คริสต์ เราก็เช่นกันเป็นคริสเตียนเช่นกัน อย่างไรก็ตามมีหลายคนที่ยังไม่ได้เกิดใหม่ ผู้ที่ไม่ได้รับการยกความผิดบาป และผู้ที่ไม่มีความเชื่อในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม เพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของตน ซึ่งแทบจะเป็นคริสเตียนที่จะต้องตกนรกเพราะพวกเขาเชื่อในหนทางของตน พระเจ้าทรงละทิ้งคนเหล่านี้เพราะพวกเขาเชื่อตามศาสนาเท่านั้น ไม่ใช่คริสเตียนที่แท้จริง 
อย่างน้อยต่อพระพักตร์พระเจ้า เราต้องสัตย์ซื่อและตระหนักว่าตัวเราเองนั้นเป็นอะไรอย่าง แท้จริง ในทุกขณะ ทุกนาที ทุกวินาที เราต้องสารภาพว่าเราต้องตกนรกเพราะความผิดบาปของเรา ต่อพระพักตร์พระเมสสิยาห์เราต้องมีความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม การเชื่อเช่นนั้นคือสิ่งที่ถูกต้องที่ควรจะทำ และเมื่อใดก็ตามที่เราสารภาพว่าพระองค์ทรงรับบัพติศมาเพื่อปลดปล่อยเราจากบาปและได้รับการพิพากษาเพื่อบาปของเราโดยการถูกตรึงบนไม้กางเขนของพระองค์ เราต้องระลึกกับตัวเราเองถึงสิ่งที่พระเมสสิยาห์ทรงทำเพื่อเรา และตระหนักถึงความรอดของเราทุกเวลา นี่คือความเชื่อที่พระเจ้าทรงต้องการจากเรา 
เราจะไม่มีทางทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัยได้ถ้าเราไม่ทำตามที่พระเมสสิยาห์ทรงต้องการจากเราอย่างแท้จริง ทำไม? เพราะว่าตามที่พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดอย่างเป็นนิรันดร์ของเราผ่านด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม เราต้องเชื่อในทุกขณะในสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา เราต้องการความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มที่เป็นความจริงเพื่อการยกความผิดบาปของเราที่เราได้ทำไปทุกๆวัน 
 

พระเจ้าจะทรงพอพระทัยไหม หากเราถวายผลผลิตที่เกิดจาก ความพยายามของเราเองต่อพระองค์? 
 
หากเราได้ถวายสิ่งต่างๆทางโลกให้แก่พระเจ้า เราจะไม่เพียงแต่รวบรวมพระพิโรธของพระเจ้ากับเราเท่านั้น แต่เรายังทำบาปอย่างใหญ่ยิ่งโดยการตระโกนท้าทายต่อต้านพระองค์ด้วย ความเชื่อเช่นนั้นคือการทรยศ เพราะมันเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะสร้างความพอพระทัยให้กับพระเจ้าได้ไม่ว่าจะล้ำค่าและราคาแพงเพียงใด การถวายของเช่นนั้นทางโลกให้แก่พระเจ้านั้นไม่ใช่ความเชื่อที่ถูกต้องที่สามารถได้รับคำแนะนำจากพระเจ้าได้ ไม่ต้องสงสัยว่าพวกเขาจะดีในทางโลกเพียงใด พระเจ้าก็ไม่ทรงยอมรับสิ่งต่างๆเช่นนั้น เราต้องมีความเชื่อที่พระเจ้าทรงต้อง การจากเราอย่างแท้จริงและถวายความเชื่อนี้ต่อพระองค์ 
ความเชื่อของเราจะต้องเป็นความเชื่อที่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้าตามที่มันเป็น ความเชื่อที่นำของถวายที่พระเจ้าทรงถามจากเราอย่างถูกต้อง ในทุกเวลาที่ผ่านไป เราต้องตระหนักในสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเราเช่นกัน และเราต้องยอมรับความบกพร่องและความขาดแคลนของเราเช่นกัน เราต้องจำพระพรที่พระเจ้าประทานมาให้เรา ที่พระองค์ทรงต้องการพบเราอย่างเต็มพระทัย และเราต้องทราบอย่างถูกต้องและเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อเรา 
เราต้องขจัดความเชื่อเวทมนต์ออกไป และเราต้องมีความเชื่อที่เชื่อในพระวจนะที่ตรัสโดยพระเจ้าเท่านั้น ของถวายของความเชื่อเป็นสิ่งที่เราต้องถวายต่อพระเจ้า เพียงเมื่อเราถวายของถวายของความเชื่อที่ถูกต้องต่อพระเจ้า พระองค์จะทรงพอพระทัย ทรงพบเรา และทรงยอมรับความเชื่อของเรา และเมื่อเราทำเช่นนั้นพระเจ้าจะทรงประทานพระพรที่พระองค์ทรงกำหนดและจัดเตรียมไว้ให้เราทั้งหมดต่อเรา 
เมื่อเราอยู่ในพระวจนะ เราต้องพิจารณาว่า “ อะไรคือความเชื่อที่พระเจ้าทรงต้องการจากเราอย่างแท้จริง? การอธิษฐานแบบใดคือแบบที่พระองค์ทรงปรารถนา? “ จากนั้นเราตระหนักว่าการอธิษฐานที่พระเจ้าทรงต้องการจากเรานั้นเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากการอธิษฐานในความเชื่อ พระผู้เป็นเจ้าทรงต้องการการอธิษฐานที่ถวายในความเชื่อของความรอดของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม ในความเชื่อที่ยอมรับสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงต้องการจากเราคือการอธิษฐานด้วยคำขอบคุณในความเชื่อ พระองค์ไม่ทรงยอมรับสิ่งใดที่เราทำขึ้นเองที่พยายามถวายพระองค์หรือทิ้งไว้ที่พระบาทของพระองค์เลย เราต้องตระหนักทั้งหมดว่าเราจะไม่มีทางทำเช่นนี้ 
พระเจ้าทรงบอกเราว่า “ ไม่ ไม่ นั่นไม่ใช่ความเชื่อที่เราต้องการจากเจ้า เราได้รับบัพติศมาและถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อเจ้า เราได้รับบัพติศมาเพื่อทำให้บาปทั้งหมดของเจ้าหายไป มันเป็นเพราะว่าเรารับเอาบาปของเจ้าไว้ที่เราเองก่อนที่เราจะรับการพิพากษาเพื่อบาปเหล่านี้และสิ้นพระ ชนม์บนไม้กางเขน เราเป็นผู้ช่วยให้รอด แต่เราเป็นพระเจ้าของเจ้าโดยพื้นฐานเช่นกัน เราเป็นพระ มหากษัตริย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวง แต่เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เรามายังโลกนี้และทำทุกสิ่งให้สมบูรณ์ เราอยากให้เราเชื่อเราอย่างแท้จริง ให้จดจำหน้าที่ของเราไว้ในหัวใจของเจ้า และในการสารภาพด้วยในทั้งหมดว่าเราเป็นพระเจ้าของเจ้าอย่างแท้จริง “ มันพร้อมกับความมุ่งมั่นที่พระเจ้าทรงประทานด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดีมาให้เรา และนี่คือความเชื่อที่พระเจ้าทรงต้องการจากเรา 
เราต้องมีความเชื่อที่แท้จริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม ท่านอาจจะคิดกับตัวเองว่า “ ดีแล้ว มันยังคงคุ้มค่าอยู่ เรายังคงทำได้ค่อนข้างดี และสิ่งต่างๆก็ไปได้ดี หากมันไม่เสียหาย ทำไมต้องซ่อมมันล่ะ? ทำไมเราต้องเชื่ออย่างถูกต้องในวิธีนี่? หากเราไม่เชื่อในวิธีนี้หรือวิธีนั้น มันไม่เหมือนกันหรือ? “ ไม่ มันไม่เหมือนกัน! หากท่านมีความเชื่ออื่นนอกจากในหัวใจท่าน แล้วท่านไม่รอดอย่างแน่นอน เพราะยังคงพบบาปเช่นนั้นในหัวใจ ท่านจะต้องกลับใจท่านและกลับไปสู่ความ เชื่อที่แท้จริงในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ 
หัวใจของผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐที่แท้จริงและของผู้ที่ไม่เชื่อแตกต่างกันโดยพื้นฐาน พระเจ้าทรงทราบสิ่งนี้กับเราผู้ที่เกิดใหม่เมื่อท่านได้รู้จักตัวเองท่านอาจจะหันกลับ “ พระเจ้า ข้าพระองค์มีบาปอย่างแท้จริง ได้โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วย “ เมื่อท่านกลับใจของท่านและค้นหาความรอดของท่าน พระเจ้าจะทรงพบท่านด้วยความจริงของพระองค์ 
 

พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงช่วยเราให้รอดจากความผิดบาปของเรา 
 
พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงรับบัพติศมาและทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อเรา ตามที่ได้เขียนในมัทธิว 3 ถึงสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงทำเพื่อเรา เราเชื่อมัน เราขอบพระคุณพระองค์สำหรับมัน เมื่อพระเยซูทรงรับบัพติศมา ความผิดบาปทั้งหมดของเราได้ผ่านไปสู่พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน ก็เพราะพระองค์ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราที่พระองค์จะทรงรับได้ไปสู่ไม้กางเขน พระองค์ทรงรับการพิพากษาเพื่อบาปของเราและเพื่อบาปของทั้งโลกด้วย 
เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงบอกเราให้ถวายเครื่องบูชาโดยการสร้างสิ่งต่างๆของพลับพลา หรือเมื่อใดก็ตามที่พระองค์ทรงบอกเราให้ทำอะไร พระองค์ทรงทำตามลำดับเสมอ พระองค์ทรงบอกเราว่า “ ให้เอาด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มมาถวายเรา “ ด้ายสีฟ้ามักจะมาก่อน และพระองค์ทรงตามสิ่งนี้ด้วยการกล่าวถึงผ้าป่านเนื้อดีที่กำลังบอกเราให้เชื่อในพระวจนะของพระเจ้า การเชื่อในพระโล หิตบนไม้กางเขนก่อนและจากนั้นก็เชื่อในบัพติศมาของพระเยซู อาจจะดูว่าทำเช่นนั้นก็ได้ แต่จริงๆแล้วมันผิด มันเป็นเพราะว่าพระเยซูทรงรับบัพติศมาก่อนที่พระองค์จะทรงหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน ผู้เขียนบอกท่านอีกครั้งว่าการเชื่อในพระโลหิตบนไม้กางเขนก่อนในบัพติศมาของพระองค์นั้นไม่ได้ พระเจ้าไม่ทรงยอมรับความเชื่อเช่นนั้น 
เมื่อพระผู้เป็นเจ้าพระชนม์ได้ 30 ปี พระองค์เสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์ ทรงรับบัพติศมาก่อนเพื่อรับเอาความผิดบาปของเราไป หลังจากทำเช่นนั้น พระองค์ก็ทรงแบกรับเอาความ ผิดบาปของโลกนี้ไปบนไม้กางเขน ทรงรับการพิพากษาด้วยการถูกตรึงบนไม้กางเขน และจากนั้นทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้ง เพื่อมาเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา ดังนั้นเราต้องเชื่อในสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงทำเพื่อเราตามรายการที่พระองค์จะทรงทำตามพระราชกิจของพระองค์ให้สมบูรณ์ นี่คือสิ่งที่เราต้องเชื่อ เพียงเมื่อความเชื่อของเราเป็นเช่นนั้นทั้งหมด ไม่สับสน ไม่อ่อนไหว และเมื่อเราเผยแพร่ข่าวประเสริฐออกไปสู่ผู้อื่น เราต้องทำตามนั้นด้วย อีกนัยหนึ่ง เราต้องเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ตามที่ทรงกำหนดไว้เพื่อเรา 
ของถวายอะไรที่พระเจ้าทรงขอให้ท่านนำไปถวายพระองค์? ท่านไม่ได้บอกท่านให้นำความเชื่อของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้านป่านเนื้อดีไปหรอกหรือ? ท่านมีความเชื่อเช่นนี้ไหม? หากท่านไม่มี ท่านเชื่อในทางกลับกันไหม? “ ถ้าเราไม่เชื่อในทางนี้หรือทางอื่น เรายังคงเชื่อ และนั้นคือทั้งหมดที่ต้องทำ เราเชื่อในด้ายสีแดงเข้มก่อน และจากนั้นในด้ายสีฟ้า และในด้ายสีม่วง “ หากนี่คือสิ่งที่ท่านเชื่อแล้ว ท่านจะต้องเชื่อใหม่ พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงยืนยันความเชื่อในทางตรงข้ามกันของท่านนี้
พระเจ้าของเราทรงเป็นพระเจ้าของการพิพากษา และพระเจ้าของความจริง พระองค์ไม่ทรงรับรองความเชื่อผิดๆ เพราะความเชื่อผิดๆไม่สามารถยืนหยัดเมื่อลำดับมันสลับกันได้ พระเจ้าไม่สามารถรับรองความเชื่อนี้แม้ว่าพระองค์ทรงต้องการที่จะทำ เหมือนกับที่เราไม่สามารถพยายามที่จะวางพื้นฐานหลังจากสร้างบ้านแล้ว มันเป็นเพราะว่าพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของเราไปพร้อมกับบัพติศมาของพระองค์ที่พระองค์จะถูกตรึงบนไม้กางเขนหลังจากนั้น 
ดังนั้นเราต้องเชื่อตามสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงบอกเรา นี่คือการวางพื้นฐานสำคัญของความเชื่อที่ถูกต้อง เพราะพระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดอย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม และชอบธรรม เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพระบัญชาของพระองค์กับเราได้ หากเราเชื่อในพระโลหิตของพระเยซูก่อน แล้วจากนั้นก็เชื่อในบัพติศมาของพระเยซู ความเชื่อนี้จึงผิด และความผิดบาปยังคงพบได้ในหัวใจของผู้ที่เชื่อเช่นนั้นอยู่ เพราะบาปของพวกเขาไม่ได้รับการชำระออกไปเพราะการเปลี่ยนลำดับของความเชื่อของตน นี่มันช่างมหัศจรรย์จริงๆไม่มีอะไรนอกจากความจริงอันน่าอัศจรรย์นี้ 
ต่อพระพักตร์พระเมสสิยาห์ เราหลายคนเคยเชื่อเพียงพระโลหิตของพระเยซูบนไม้กางเขนเพียงเท่านั้น เราเชื่อว่า “ พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราและแบกรับการพิพากษาทั้ง หมดไปโดยการหลั่งพระโลหิต ดังนั้นเราจึงรอดทั้งหมด ความรอดของเรามาจากพระคริสต์ผู้สิ้น พระชนม์เพื่อเราบนไม้กางเขน ใครก็ตามที่เชื่อในสิ่งนี้ในตอนนี้รอดจากบาปแล้ว “ จากนั้นเราตระ หนักถึงความหมายดั้งเดิมของบัพติศมาของพระเยซู ดังนั้นเราจึงเพิ่มความเชื่อที่ผิดเข้าไปในบนสุดของความเชื่อที่แท้จริงของเรา แล้วอะไรจะเกิดขึ้น? ความผิดบาปของเราไม่ได้หายไปโดยแท้จริง เนื่องจากความเชื่อเช่นนี้คือความเชื่อของผู้มีปัญญา มันจึงไม่สามารถเป็นความเชื่อแท้จริงและถูก ต้องของหัวใจของเราได้ 
หากความเชื่อของท่านเป็นเช่นนี้ ท่านต้องหันหลังกลับและเปลี่ยนมันอย่างรวดเร็ว แรกสุดท่านต้องยอมรับอย่างชัดเจนว่าความเชื่อของท่านไม่ถูกต้อง และจากนั้นท่านจะต้องสร้างพื้นฐานของความเชื่อของท่านใหม่อีกครั้ง ทั้งหมดที่ท่านจะต้องทำคือเปลี่ยนแปลงลำดับใหม่อีกครั้ง “ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ณ แม่น้ำจอร์แดน พระองค์เสด็จมายังโลกนี้เพื่อรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไป มันเป็นเพราะพระเยซูทรงรับบัพติศมาที่ความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ได้ผ่านไปสู่พระองค์ และเมื่อความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ได้ผ่านไปสู่พระ องค์ ความผิดบาปทั้งหมดของเราก็ผ่านไปสู่พระเยซูด้วยเช่นกัน และจากนั้น พระองค์ทรงหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขนเพื่อจ่ายค่าจ้างของบาปทั้งหมดของเรา “ นี่คือวิธีที่ท่านความจะเชื่อ 
“ใครจะมาสนใจว่าเราเชื่อในวิธีนี้หรือวิธีนั้น? ทั้งหมดก็คือการที่เราเชื่อในพระราชกิจทั้งสี่ของพระผู้เป็นเจ้า ทำไมจึงช่างดื้อรั้นและยังคงยืนยันในลำดับด้วย? “ ไม่ว่ากรณีใดๆ ท่านยังคงยึดติดอยู่กับแนวคิดนี้หรือไม่? จากนั้นท่านจะต้องรับเอาความจริงนี้เข้าสู่หัวใจของท่าน พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนหลังจากรับบัพติศมา และนี่คือความจริงที่ท่านจะต้องเชื่อมัน 
พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เคยยืนยันความอยุติธรรม พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงยืนยันความเชื่อของเราเพียงเมื่อเราเชื่อในสิ่งที่พระเมสสิยาห์ทรงทำเพื่อเราบนโลกนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ตรัสว่า “ เจ้าเชื่อในทั้งหมดนี้ที่เป็นงานทั้งสี่ของพระเยซู อาเมน เจ้าเชื่ออย่างถูกต้องหรือเชื่อในทางกลับกัน หรือเจ้าไม่ได้เชื่อในวิธีนี้ มันไม่เป็นไรหรอกของให้เจ้าเชื่อเท่านั้น อาเมน แล้วจาก นั้นเจ้าก็จะเป็นบุตรของเรา “ 
พระเยซู พระเมสสิยาห์เสด็จมายังโลกนี้ตามพระประสงค์ของพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาทรงทำตามที่พระบิดาทรงบอก นี่คือวิธีที่พระองค์ทรงมีพระชนม์อยู่ 33 ปีของชีวิตบนโลกนี้ พระองค์เสด็จมายังโลกนี้ ทรงทำพระราชกิจของพระองค์สมบูรณ์โดยการรับบัพติศมา, การถูกตรึงบนไม้กางเขน และการเป็นขึ้นมาจากความตาย และจากนั้นก็เสด็จขึ้นสวรรค์ และพระองค์ทรงประทานพระวิญ ญาณบริสุทธิ์มาให้เรา 
พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตในหัวใจเราผู้ได้รับการยกความผิดบาป และพระองค์ทรงยืนยันความเชื่อของผู้ที่เชื่อในสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงทำเพื่อพวกเขาตามที่มันเป็น นี่คือเหตุผลที่เราไม่สามารถเชื่อตามความคิดของเราได้ แม้ท่านและผู้เขียนเชื่อในพระเยซูอย่างแท้จริง ไม่ว่ากรณีใดๆท่านก็ไม่ได้เชื่อในลำดับที่สวนทางกันใช่ไหม? หากเป็นเช่นนั้น ท่านต้องเชื่อใหม่ให้ถูกต้อง
เมื่อท่านทำเช่นนั้น พระวิญญาณบริสุทธ์จะทรงทำงานในหัวใจของท่าน แม้ว่าเราเต็มไปด้วยปมด้อยต่างๆ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงยึดหัวใจของเราอย่างมั่นคง ทรงอยู่กับเราและประทานพระสิริของพระองค์ให้เราเมื่อเรามาอยู่ต่อพระพักตร์ของพระองค์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประ ทานพลังมาให้เรา พระองค์ทรงประทานกำลังให้เรา พระองค์ทรงสนับสนุนเรา พระองค์อวยพระพรให้เรา และเพื่อเราผู้ที่เชื่อ พระองค์ทรงสัญญาอนาคตอันสดใสให้เรา และพระองค์ทรงนำเราจากความเชื่อสู่ความเชื่อที่ทำให้เราได้สามารถเข้าสู่อาณาจักรอันเป็นนิรันดร์ได้ 
นี่คือสิ่งที่เราต้องการเมื่อเราเชื่อในสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงทำเพื่อเรา หรือเมื่อพระองค์ทรงบอกเราให้นำของถวายไปถวายพระองค์ นั่นก็คือเราต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงช่วยเราให้รอดโดยน้ำและพระวิญญาณ ของทุกชิ้นภายในพลับพลาเป็นของสำคัญเพราะว่ามันได้บอกเราอย่างสอดคล้องกันทั้งหมดถึงความลับของการเกิดใหม่โดยน้ำและพระวิญญาณ อีกนัยหนึ่ง พระเจ้าทรงต้องการบอกเราเกี่ยวกับสิ่งเดียวคือข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณผ่านสิ่งของต่างๆในพลับพลา 
 

เพราะพื้นฐานความเชื่อของเรานั้นมีความสำคัญมาก 
 
หากเราสร้างบ้านของความเชื่อโดยไม่มีการวางพื้นฐานของความเชื่อของเราอย่างมั่นคง ยิ่งเราเชื่อในพระเยซูนานเท่าใด ความผิดบาปของเราก็ยิ่งสะสมมากขึ้น ยิ่งเราถวายการอธิษฐานกลับใจใหม่มากเพียงใด ผู้มีบาปก็ยิ่งจะเป็นคนตีสองหน้ามากขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อเราเชื่อในของประทานของความรอดที่พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเราให้รอดผ่านด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี เราจะถูกเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้าที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้น เราต้องเชื่อทั้งหมดในความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี และเราต้องเป็นบุตรของพระเจ้าทั้งหมด 
คนทั้งหลายที่มีพื้นฐานของความเชื่อเช่นนี้จะนำเอาความเป็นพระในแสงสว่างออกมาได้แม้ว่าพวกเขาจะเต็มไปด้วยปมด้อยต่างๆก็ตาม อีกนัยหนึ่ง พวกเขาสามารรถทำภารกิจของการเป็นพระที่สมบูรณ์ออกมาได้อย่างแท้จริงตามการที่พวกเขาได้โอบอุ้มผู้คนของโลกนี้เข้าสู่อ้อมอกของตน อธิษฐานสำหรับการยกความผิดบาปต่อพระเจ้า และรับใช้ข่าวประเสริฐนี้ต่อพระพักตร์พระเจ้า
ในทางตรงข้าม เมื่อเวลาผ่านไปมากเท่าใดสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานความเชื่อที่ไม่ชัดเจน พวก เขาก็จะตีสองหน้ามากเท่านั้น พวกเขาเป็นสิ่งชั่วร้าย พวกเขาเป็นพวกตีสองหน้าทางศาสนา ตามที่พระผู้เป็นเจ้าทรงบอกเราว่าเราควรจะเราควรจะรู้จักต้นไม้จากผลของมัน ผลที่เกิดโดยคนที่น่ารัง เกียจ, เลวทราม และตีสองหน้า อย่างไรก็ตามพวกเราผู้ที่เกิดใหม่ไม่ใช่พวกที่ตีสองหน้าเลย พวกเขาเป็นคนสัตย์ซื่อ แม้ว่าพวกเขามีจุดอ่อนในตัวเอง พวกเขาก็มีความจริงใจจริงๆ พวกเขาตระหนักถึงความอ่อนแอของตนและการทำผิดของตน และพวกเขามักจะมีชีวิตอยู่ในท่ามกลางแสงสว่างเนื่อง จากพระผู้เป็นเจ้าของเราทรงรับบัพติศมาและทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อลบมลทินบาปของเรา และเนื่องจากพระองค์ทรงทำให้ความผิดบาปของเราหายไปโดยแท้จริง ด้วยการเชื่อในความจริงนี้เราได้รับการยกความผิดบาปของเรา แม้ว่าเราขาดแคลน แม้ว่าเรายังคงทำบาป และแม้ว่าเราอ่อนแอ ชีวิตของเรายังคงสว่างสดใสอยู่ เพราะหัวใจของเราไม่มีบาป เพราะว่าพื้นฐานของความเชื่อของเรานั้นไว้ใจได้ เนื่องจากปมด้อยของเรา เราอาจจะหลงผิดในเวลานั้น แต่เพราะเราเป็นผู้ไม่มีบาปที่แท้ จริง เราก็ไม่ได้หลงผิดเพื่อนำผู้อื่นและตัวเองให้ไปสู่ความพินาศ อย่างไรก็ตามเราก็เดินไปในหน ทางที่พอพระทัยพระเจ้า แม้ว่าเราขาดแคลน แต่เราก็ค่อยๆก้าวและรับใช้พระเจ้ามากขึ้น สิ่งนี้เป็นไปได้เพราะพระเยซูทรงช่วยเราอย่างสมบูรณ์ 
หากพระเยซู คริสต์ พระเมสสิยาห์ของเรา และผู้ช่วยให้รอดของเราไม่ทรงช่วยเราให้รอดทั้งหมดด้วยด้ายทั้งสี่ เราจะไม่รอดได้ทั้งหมด มันเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงช่วยเราให้รอด เราจึงรอด และมันเป็นเพราะว่าสิ่งนี้ที่เราเชื่อ เผยแพร่ข่าวประเสริฐ และสรรเสริญพระเจ้าโดยความเชื่อของเรา มันด้วยความเชื่อของเราที่เราขอบพระคุณพระเจ้า โดยความเชื่อของเราที่เรารับใช้พระองค์ และโดยความเชื่อที่เราเชื่อตามพระองค์ นี่คือผู้ที่เราจะเป็น อีกนัยหนึ่ง เราเป็นผู้ที่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าด้วยความเชื่อของเรา เราเป็นผู้ที่มีพื้นฐานความเชื่อที่มั่นคง 
คนทั้งหลายที่วางพื้นฐานความเชื่ออย่างไม่เหมาะสมจะต้องวางมันใหม่อีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่ฮีบรู 6:1–2 กล่าวว่า “ เหตุฉะนั้น ให้เราละประถมโอวาทของพระคริสต์ไว้ และให้เราก้าวหน้าไปถึงความบริบูรณ์ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาวางเป็นรากอีกเลย คือการกลับใจเสียใหม่จากการประพฤติที่ตายแล้ว และความเชื่อในพระเจ้า และคำสอนว่าด้วยบัพติศมาและการวางมือ และการเป็นขึ้นมาจากตาย และการพิพากษาลงโทษเป็นนิตย์นั้น “ 
ข้อความนี้บอกเราว่าอะไร? มันบอกเราให้รู้จักและยืนยันอย่างชัดเจนและให้วางพื้นฐานความเชื่ออย่างมั่นคงเพื่อคำถามที่ว่า “พระเยซู ทรงรับบัพติศมาทำไม? “บัพติศมานี้เป็นเหมือนกับการวางมือของพันธสัญญาฉบับเก่าไหม? “เราจะมีชีวิตใหม่อีกครั้งไหม? “ และ “ ะไรคือการพิพากษาอันเป็นนิรันดร์? “ มันบอกเราให้มีความเชื่อทั้งหมดและให้วางพื้นฐานของความเชื่ออย่างมั่นคงจากจุดเริ่มต้น เพื่อว่าเราจะไม่สะเทือนหรือถูกบังคับเพื่อวางพื้นฐานความเชื่อของเราอีกครั้งด้วยสิ่งต่างๆเหล่านี้ ความเชื่อที่เชื่อในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีคือความเชื่อทั้งหมดที่เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าของเราทรงทำให้ความรอดของเราสำเร็จอย่างสมบูรณ์ เราต้องยึดความเชื่อของเราบนพื้นฐานของความเชื่อนี้ และเราต้องเริ่มจากที่นั่น เราต้องวิ่งในลู่วิ่งของความเชื่อ 
บางคนตีความข้อความข้างต้นจากฮีบรูตามที่กล่าวว่าไม่สามารถกล่าวอีกครั้งว่าความผิดบาปของเราได้ผ่านไปสู่พระเยซู โดยบัพติศมาของพระองค์ และการที่ข้อความนี้ได้บอกเราว่าเราไม่จำเป็นต้องสร้างพื้นฐานของความเชื่ออีกครั้ง แต่พระเจ้าจะทรงบอกเราว่าไม่ต้องสร้างพื้นฐานของความเชื่อนี้อีกครั้งหากมันได้สร้างอย่างถูกต้องในที่แรกไหม? ข้อความนี้บอกเราว่าคนทั้งหลายที่ไม่มีพื้นฐานของความเชื่อที่ถูกต้องนี้ควรจะวางความเชื่อนี้ และคนทั้งหลายที่มีพื้นฐานของความเชื่อที่ถูกต้องควรจะทำให้มันหนักแน่นและมั่นคงยิ่งขึ้น 
พระเจ้าทรงรับสั่งให้โมเสสสร้างพลับพลาและยอมรับของถวายของผู้คนเพื่อช่วยเราให้รอด พระองค์ทรงรับสั่งให้ชาวอิสราเอลได้นำทองคำ, เงิน และทองสัมฤทธิ์ ; ด้ายสีฟ้า, สีม่วง , และสีแดงเข้ม, ผ้าป่านเนื้อดี และขนแพะ, หนังแพะ แกะตัวผู้ย้อมสีแดง, หลังตัวแบดเจอร์และไม้กระ ถินเทศ ไปถวายพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงประทานของประทานของความรอดให้เราโดยการปลดปล่อยท่านและผู้เขียนให้รอดจากบาปของโลกนี้เหมือนกับการวางสิ่งต่างๆเหล่านี้ ด้วยวิธีนี้ พระเจ้าทรงบอกชาวอิสราเอลอย่างแท้จริงให้นำของถวายนี้ไปให้พระองค์ สร้างพลับพลา กำหนด ระบบการสังเวยบูชา และยกความผิดบาปให้ชาวอิสราเอลผู้ถวายเครื่องสังเวยบูชาให้พระองค์ตามความต้องการของระบบการสังเวยบูชา 
 

ความเชื่อของเรานั้นสร้างขึ้นทั้งหมดโดยการเชื่อในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีที่บอกเราไว้ล่วงหน้าถึงความสมบูรณ์ของความรอดของเราโดยพระเยซู คริสต์ 
 
หากเราไม่ได้วางพื้นฐานของความเชื่อของเราอย่างมั่นคงเพียงครั้งหนึ่ง ความเชื่อของเราก็จะสะเทือนอย่างต่อเนื่องไม่สามารถเชื่อในความจริงอันสมบูรณ์ของพระเยซู คริสต์ได้ หากไม่มีความรู้ การตระหนักและความเชื่อในความจริงที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าของเราทรงช่วยเราให้รอดทั้งหมดแล้ว เราก็จะสิ้นสุดลงโดยความพยายามไปให้ถึงความรอดของเราด้วยความพยายามของตัวเราเอง ความเชื่อเช่นนั้นไม่ใช่ทั้งหมด แต่เป็นความผิดพลาด
ลองกลับไปดูฮีบรู 10:26–31 “เมื่อเราได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว แต่เรายังขืนทำผิดอีก เครื่องบูชาไถ่บาปก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย แต่จะมีความหวาดกลัวในการรอคอยการพิพากษาโทษและไฟอันร้ายแรง ซึ่งจะกินเอาบรรดาคนที่ขัดขวางนั้นเสีย คนที่ได้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติของโม เสสนั้น ถ้ามีพยานสักสองสามปาก ก็จะต้องตายโดยปราศจากความเมตตา ท่านทั้งหลายคิดดูซิว่าคนที่เหยียบย่ำพระบุตรของพระเจ้า และดูหมิ่นพระโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งชำระเขาให้บริสุทธิ์ว่าเป็นสิ่งชั่วช้าและประมาทต่อพระวิญญาณผู้ทรงพระคุณควรจะถูกลงโทษมากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด เพราะ เรารู้จักพระองค์ผู้ได้ตรัสว่า’การแก้แค้นเป็นของเรา เราจะตอบสนอง องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัส’และได้ตรัสอีกว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงพิพากษาประชาชนของพระองค์’ การตกอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์นั้นเป็นที่น่าหวาดกลัว” 
ข้อความนี้บอกเราว่าหากเราทำบาปด้วยความเต็มใจหลังจากได้รับความรู้ของความจริง ก็จะไม่มีการสังเวยบูชาบาปอีกต่อไป แต่มีการพิพากษาอันน่ากลัวแทน คนทั้งหลายที่ทำบาปด้วยความเต็มใจหลังจากได้รับความรู้ของความจริงหมายความถึงผู้ที่ไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณแม้ว่าพวกเขารู้จักมันก็ตาม เราต้องเชื่อในความจริงที่พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม ในความจริงที่พระองค์ทรงช่วยเราให้รอดด้วยทองคำ, เงิน และทองสัมฤทธิ์ และในความจริงที่สร้างหลังคาของพลับพลาด้วยเครื่องปกคลุมของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี ของขนแพะ, หลังแพะ แกะตัวผู้ย้อมสีแดง และหนังตัวแบดเจอร์ เราต้องทราบทั้งหมดในสิ่งต่างๆเหล่านี้อย่างชัดเจนและวางพื้นฐานของความเชื่อของเราอย่างมั่นคง 
พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงสัญญากับเราว่าพระองค์ทรงช่วยเราทั้งหมด และเมื่อเวลานั้นมาถึง พระองค์ทรงรับบัพติศมาเพื่อรับเอาบาปของเราไว้ที่พระองค์ ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย และทรงช่วยเราให้รอดจริงๆ เราจึงต้องรอดโดยสมบูรณ์โดยการเชื่อในพระเยซู คริสต์ผู้ทรงวางพื้นฐานของความรอดทั้งหมด 
แต่ผู้ที่รู้จักความจริงนี้และยังปฏิเสธที่จะเชื่อมัน จะต้องเผชิญกับการพิพากษาอันน่ากลัวของพระเจ้าเมื่อวันของการพิพากษาสุดท้ายมาถึง ร่างกายของพวกเขาจะไม่ตายแต่จะทุกข์ทรมานอย่างเป็นนิรันดร์ พระคัมภัร์ไบเบิ้ลบอกเราว่าจะมีความขุ่นเคืองอย่างเร่าร้อนเกิดกับพวกเขา และความทุกข์ทรมานของพวกเขาจะยิ่งใหญ่นักโดยไม่สามารถบรรยายได้ (มาละโก 9:49) มันบอกเราว่าจะมีการพิพากษาอันน่ากลัวอย่างแน่นอนที่จะรอเราอยู่ 
เมื่อไม่สามรถรักษาพระราชบัญญาติได้ก็จะนำไปสู่การพิพากษาอันน่ากลัว การพิพากษามันจะยิ่งใหญ่เพียงใดสำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในความรอดที่พระบุตรของพระเจ้าประทานมาให้? นี่คือเหตุผลที่เราต้องเชื่อทั้งหมดในพระยซู คริสต์ผู้ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้รับเอาความผิดบาปของเราทั้งหมดไปไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ ผู้ทรงแบกรับเอาความผิดบาปเหล่านี้ของโลกไปบนไม้กางเขนและแบกรับการปรับโทษบาปด้วยการถูกตรึงบนไม้กางเขนของพระองค์ ผู้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้งและผู้ทรงดำรงอยู่ในตอนนี้ 
 

ดังนั้นพื้นฐานของความเชื่อของเราจะต้องวางลงอย่างมั่นคง 
 
ทำไมพระเจ้าทรงบอกโมเสสให้สร้างพลับพลา? เมื่อเราดูของแต่ละชิ้นที่ใช้สำหรับพลับ พลา เราจะเห็นได้ว่ามันได้แสดงความจริงที่พระเยซู คริสต์เสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์ ทรงรับเอาความผิดบาปของเราไปพร้อมกับบัพติศมาของพระองค์ที่ทรงรับจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ทรงแบกรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไปบนไม้กางเขนและสิ้นพระชนม์เพื่อมัน ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้ง เสด็จขึ้นสวรรค์ และทรงประทับอยู่เบื้องพระหัตถ์ขวาของพระเจ้าพระบิดา และตอนนี้ทรงเป็นพระเจ้าอันเป็นนิรันดร์ของเรา จากประตูทางเข้า มีเสาและฐานทางสัมฤทธิ์ ทุกสิ่งของพลับพลาบอกเราถึงความจริงของข่าวประเสริฐ อีกนัยหนึ่งพันธสัญญาฉบับเก่าทั้งหมดกำลังบอกเราเกี่ยวกับข่าวประเสริฐของพระเยซู คริสต์, การสังเวยบูชาของพระองค์, ลักษณะเฉพาะของพระองค์ และพระราชกิจของความรอดของพระองค์ 
เนื่องจากพระเยซู ทรงกล่าวกับเราถึงข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ จากพันธสัญญาฉบับเก่าถึงฉบับใหม่ นั่นคือข่าวประเสริฐของด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี คนทั้ง หลายที่เชื่อในสิ่งนี้มักจะกล่าวถึงความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดีเมื่อ ใดก็ตามที่มีโอกาส เพราะพวกเขาได้ประกาศและได้ฟังบ่อยๆบางครั้งเราอาจลืมว่าความจริงความจริงนี้ล้ำค่าเพียงใด แต่ความจริงนี้มีความสำคัญอย่างไร? สมมุติว่าเราได้มีชีวิตอยู่ในยุคของกษัตริย์โซโลมอนที่ทองคำและเงินมีมากมายโดยพวกเขาไม่สนใจเหมือนมันเป็นเพียงหิน เพราะเราได้ฟังพระวจนะของความจริงนี้นี่ทุกวันในคริสตจักรของพระเจ้า เราอาจจะมารับเอาความรอดแต่โดยดี แต่ท่านจะต้องจดจำสิ่งนี้ ความจริงนี้ไม่สามารถได้ฟังในทุกที่ภายนอกคริสตจักรของพระเจ้า และหากไม่มีความรอดนี้ไม่มีใครสามารถรอดได้ และไม่มีการวางพื้นฐานของความเชื่ออย่างมั่นคงได้ 
ความเชื่อที่ท่านและผู้เขียนได้รอดก็คือความเชื่อในความจริงที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าของเราทรงช่วยเราให้รอดทั้งหมดและวางพื้นฐานของความเชื่อเราอย่างมั่นคงด้วยด้ายทั้งสี่ของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี ให้ผู้เขียนจะกล่าวซ้ำอีกครั้งว่าเราต้องเชื่อทั้งหมดในสิ่งนี้ในหัวใจของเรา พระเจ้าทรงสัญญากับเราและมันเป็นไปตามที่ทรงสัญญาเอาไว้ ว่าจะเสด็จมายังโลกนี้ที่กำ เนิดจากหญิงสาวคนหนึ่ง (ปฐมกาล 3:15) ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไว้ที่พระองค์ด้วยบัพติศมาของพระองค์ ทรงแบกรับการปรับโทษบาปของเราบนไม้กางเขน ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้ง และทรงช่วยเราให้รอดอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากสิ่งนี้คือความจริงที่ง่ายที่จะอธิบายและเข้าใจ เราจึงสามารถประกาศข่าวประเสริฐทั้งหมดนี้ไปทั่วโลกได้ทุกวัน แน่นอนว่ายังมีผู้ที่น่าสงสารที่ไม่รู้จักความจริงนี้ อย่างไรก็ตามก็ยังมีผู้ที่น่าสงสารมากขึ้นกว่าผู้ที่ไม่รู้จักความจริงนี้คือผู้ที่ไม่เชื่อแม้พวกเขายังคงอยู่ในคริสตจักรของพระเจ้าก็ตาม 
ยิ่งกว่านั้น ท่านได้รับการยกความผิดบาปของท่านที่แท้จริง ความคิดของท่านอาจจะยังคงชั่วร้ายอยู่ แต่อย่างน้อย หัวใจของท่านก็เริ่มอ่อนโยน แต่พวกที่ตีสองหน้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม้ว่าพวกเขาพยายามที่จะปรับแต่งตัวเองว่าเป็นคนอ่อนโยนโดยภายนอก แต่ยังมีสิ่งชั่วร้ายอยู่ภายในหัวใจของพวกเขาโดยพยายามหลอกลวงพระเจ้าและผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนอยู่ทุกๆวัน ท่านและผู้เขียนจะต้องวางพื้นฐานของความเชื่ออย่างมั่นคง เราต้องยืนต่อพระพักตร์พระเจ้าโดยการเชื่อมันอย่างมั่นคงและบนความรอดนี้ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงตั้งขึ้นเพื่อเราอย่างมั่นคง 
 

ความเชื่อที่อยู่อย่างมั่นคงเหมือนกับองค์ประกอบต่างๆของพลับพลา 
 
พระเจ้าทรงบอกเราให้นำของถวายเช่นนั้นและสร้างพลับพลาของพระองค์ ท่านและผู้เขียนจะต้องเป็นคนของความเชื่อทั้งหมดผู้ที่เชื่อว่าพระเยซู คริสต์เสด็จมายังโลกนี้และทรงช่วยเราให้รอดทางจิตวิญญาณ เราต้องยืนหยัดอย่างมั่งคงต่อพระพักตร์พระเจ้าโดยการมีความเชื่อที่เหมือนกับการสร้างสิ่งต่างๆที่ใช้สำหรับพลับพลา ท่านเชื่อไหม? ท่านมีความเชื่อเช่นนี้โดยแท้จริงไหม? ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณยังคงประกาศต่อไปโดยคริสตจักรของพระเจ้า เพราะว่านี่คือพื้น ฐานของความเชื่อที่แท้จริง ผู้เขียนจึงไม่สามารถเน้นมันได้เพียงพอ 
คริสตจักรมากมายและลัทธิต่างๆของโลกนี้ยังคงเพิกเฉยต่อความจริงที่พระเยซูทรงยอมรับความผิดบาปทั้งหมดไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ และเชื่อในพระโลหิตของไม้กางเขนแทน แม้ในกรณีนี้พระผู้เป็นเจ้าของเราก็ยังคงยอมให้เราได้ค้นพบความเชื่อที่แท้จริง เหตุผลที่พระเยซูทรงถูกตอกเล็บและถูกตรึงบนไม้กางเขนก็เพราะว่าพระองค์ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ณ แม่น้ำจอร์แดน มันเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงยอมรับความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ให้ผ่านไปสู่พระองค์ด้วยบัพติศมาของพระองค์ที่ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน 
ความเชื่อของผู้ที่อ้างว่าได้รับการยกความผิดบาปโดยการเชื่อในพระโลหิตบนไม้กางเขนเพียงอย่างเดียวจึงเป็นความเชื่อที่ผิด โดยไม่ต้องดูว่าพวกเขาจะศรัทธามากเพียงใด ความเชื่อที่เชื่อในพระโลหิตบนไม้กางเขนเพียงเท่านั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาบาปของพวกเขาได้ โดยไม่ต้องสงสัยว่าพวกเขาพยายามประกาศมันออกไปให้ผู้คนให้เชื่อในพระเยซูด้วยเสียงอันดังเพียงใด หรือถวายการอธิษฐานกลับใจใหม่เพียงใด มันได้สร้างพื้นฐานที่พังลงมาโดยง่ายเมื่อฝนตกหนัก, ลมพัด และน้ำท่วมมาถึง 
ตัวของผู้เขียนเองไม่ได้ฟังรายละเอียดของบัพติศมาของพระเยซูมากนักกว่า 10 ปีในตอนที่เริ่มเชื่อในพระเยซู อย่างไรก็ตาม พระเยซูทรงพบกับผู้เขียนด้วยพระวจนะของความจริง และผู้เขียนสามารถเกิดใหม่ได้โดยน้ำและพระวิญญาณ ตอนนี้ผู้เขียนทราบว่ามีมีหลายคนทั่วโลกที่ค้นหาความจริงนี่แต่ยังเข้าถึงมันไม่ได้ ผู้เขียนอยากจะกล่าวกับพวกเขาทั้งหมดว่าพวกเขาอาจจะได้ฟังความจริงของน้ำและพระวิญญาณ และเพื่อว่าพวกเขาจะได้รับการยกความผิดบาปของตนโดยการเชื่อมันด้วยหัวใจของพวกเขา
ก่อนที่ท่านจะเกิดใหม่ ท่านอาจจะถูกนำชีวิตทางศาสนา ในเวลานั้น ท่านอาจจะได้ยินเรื่องของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี ไม่เพียงเท่านั้น ท่านอาจจะได้ฟังข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณด้วย อาจจะมากไปถึงการที่บาปของเราได้ผ่านไปสู่พระเยซูในตอนที่ทรงรับบัพติศมา 
มันมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคริสตเตียนที่จะรู้จักและเชื่อในความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดีตามที่มันเป็น มีเพียงพื้นฐานของความเชื่อที่วางโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีเท่านั้นที่สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงและหนักแน่นด้วยความเชื่อของเรา หากท่านไม่เชื่อเช่นนั้นแล้ว มันจะสายเกินไป ทั้งหมดที่ท่านจะต้องทำก็คือเชื่อมันแม้แต่ตอนนี้ เพียงเมื่อท่านเชื่อท่านก็จะรอดทั้งหมด วางพื้นฐานความเชื่อของท่านอย่างมั่งคงและสร้างความเชื่อของท่านบนพื้นฐานนี้ 
 

คนทั้งหลายที่อยู่ในคริสตจักรของพระเจ้าจะต้องวางพื้นฐานของความเชื่อของตน อย่างมั่นคงเช่นเดียวกัน 
 
มัทธิว 24:40 กล่าวว่า “ เมื่อนั้นสองคนจะอยู่ที่ทุ่งนา จะทรงรับคนหนึ่ง และทรงละคนหนึ่ง “ เมื่อเรายืนยันที่จะเชื่อในความจริงและข่าวประเสริฐเช่นเดียวกับคริสตจักรของพระเจ้าแล้ว อะไรที่จะน่าสลดใจได้อีกหากบางคนในพวกเขาได้ถูกละไว้? 
เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้านั้นชาญฉลาดและสุภาพ ความเชื่อจึงไม่สามารถบีบบังคับผู้ใดได้ด้วยการบังคับขู่เข็ญ เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าที่ประกาศไปสู่ท่านอย่างสุภาพ ท่านจะต้องเชื่อมันด้วยจิตใจที่เป็นธรรม ปรับใจของท่านให้เป็นกลางในความจริงที่ท่านต้องการจะได้ฟังจากพระวจนะของพระเจ้า เมื่อผู้คนชาวอิสราเอลได้ฟังสิ่งที่โมเสสบอกกับพวกเขา พวกเขาไม่ได้คิดว่ามันเป็นคำพูดของพวกเขาเองแต่มันเป็นพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้เมื่อท่านทราบเกี่ยวกับสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าทรงกล่าวเอาไว้ ท่านจะต้องตรวจดูให้แน่ใจว่าท่านเชื่อมันตามพระวจนะของพระเจ้าโดยแท้จริงหรือไม่ ท่านจะต้องพิจาณาพระวจนะด้วยจิตใจดีและเชื่อในสิ่งที่มันบอกอย่างแท้จริง 
พระคัมภีรืไบเบิ้ลบอกให้ผู้ที่เชื่อของเมืองเบโรอาให้รับพระวจนะของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ ผู้ที่เชื่อในเมืองเบดรอา “ชาวเมืองนั้นสุภาพกว่าเมืองเธสะโลนิกา ด้วยเขารับพระวจนะของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวันหวังจะรู้ว่า ข้อความเหล่านั้นจะจริงดังกล่าวหรือไม่ “ (กิจการของอัครทูต 17:11) พวกเขาเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าอย่างมีเหตุผลตามที่ถูกสอนมา 
ความเชื่อที่แท้จริงมาจากความมีเหตุผลและจิตใจที่เป็นกลางที่ค้นหาโลก มันมีเหตุผลไหมที่บังคับให้เชื่อตรงข้ามกับความต้องการของท่าน? แม้ผู้ใดบังคับให้คนอื่นเชื่อ สำหรับคนเช่นนั้นที่ถูกบังคับก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่ผู้อื่นบอกให้เชื่อ สิ่งนี้จึงไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ต่อพระพักตร์พระเจ้าทุกสิ่งขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผู้นั้นเชื่อบนความต้องการของเขาหรือเธออย่างเป็นอิสระ หากผู้ใดไม่เชื่อเมื่อเขาหรือเธอถูกบอกให้ทำเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะไม่มีหนทางใดที่คนนี้จะตกนรกเลย 
ดังนั้น ผู้มีบาปทุกคนในโลกนี้ควรจะได้รับความสงสารของเรา แต่หากพวกเราบางคนไม่เชื่อในพระวจนะของพระองค์ตามที่มันเป็นแล้ว แม้ว่าเราอยู่ในหลังคาเดียวกันกับคริสตจักรของพระเจ้าก็ตาม พวกเขาก็จะน่าสงสารมากยิ่งกว่า จะมีใครที่น่าสงสารมากกว่าผู้ที่ต้องตกนรกได้อีก แม้ว่าพวกเขายังคงอยู่ในคริสตจักรเดียวกับคริสตจักรของพระเจ้าทางกายพร้อมกับเราก็ตาม? 
พระเยซูทรงมีสาวกทั้งสิบสอง และมีเพียงยูดาสเท่านั้นที่ไม่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์และผู้ช่วยให้รอด และยูดาสมักจะเรียกพระเยซูว่าอาจารย์เสมอ เปโตรก็เช่นกัน เคยเรียกพระเยซูว่าอาจารย์ในช่วงเวลาหนึ่งด้วย และท้ายที่สุดเขาก็มาเชื่อและสารภาพว่า “ พระองค์เจ้าข้า พระ องค์ทรงเป็นพระคริสต์ และพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้ช่วยให้รอดผู้เสด็จมาทำให้บาปของข้าพระองค์หายไป พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของความรอด “ 
อีกนัยหนึ่ง ความเชื่อของเปรโตนั้นแตกต่างจากของยูดาส หลังจากยูดาสทรยศพระเยซูและขายพระองค์ไปเขาก็ฆ่าตัวเอง แม้ว่ายูดาสเคยเป็นสาวกร่วมกับสาวกอีกสิบเอ็ดคน แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ไม่สามารถตระหนักได้ว่าพระเยซูคือพระคริสต์ที่แท้จริง และก็ต้องตกนรก ในทางตรงข้าม เปรโตรอดโดยการตระหนักในพระเยซู คริสต์และเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอด ตามความจริงที่ว่าเขาเป็นผู้ที่ไม่มีความอดทนและมีปมด้อยมากมาย 
เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรอดจึงขึ้นอยู่ว่าคนผู้นั้นรู้จักความจริงและเชื่อมันในหัวใจของเขาหรือเธอหรือไม่ ผู้ที่ไม่สามารถเชื่อในความจริงได้เมื่อเขาหรือเธอไม่รู้จักมัน อย่างไรก็ตาม หากผู้คนไม่เชื่อความจริงแม้ว่พวกเขารู้จักมัน พวกเขาก็จะต้องได้รับการลงโทษอันใหญ่ยิ่ง (ลูกา 12:48) นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าทรงบอกเราว่าพื้นฐานความเชื่อของเราจะต้องถูกต้องและชัดเจน
 

ความเชื่อของเราเป็นอย่างไร? 
 
ตอนนี้ความเชื่อของเรามีความแข็งแรงหรือยัง? มันมั่นคงไหม? ท่านเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยท่านให้รอดอย่างสมบูรณ์ไหม? พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงช่วยเราให้รอดอย่างแน่นอนโดยน้ำและพระวิญญาณ นี่คือบางสิ่งเป็นพิเศษที่นิกายของเรากำลังสอนอยู่เท่านั้น แต่มันเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาในพันธสัญญาฉบับเก่าและสิ่งที่พระเยซูทรงทำให้สมบูรณ์จริงๆในพันธสัญญาฉบับใหม่ นั่นคือวิธีที่พระคริสต์ทรงช่วยเราให้รอดจริงๆ 
พระเยซูทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวง (ด้ายสีม่วง) ผู้เสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์ ทรงรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไปกับพระองค์พร้อมกับการรับพติศมาของพระองค์ (ด้ายสีฟ้า) ทรงแบกรับเอาบาปเหล่านี้ไปบนไม้กางเขนและทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน (ด้ายสีแดงเข้ม) ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้ง และทรงช่วยเราให้รอด พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงทำเช่นนั้นในพันธสัญญาฉบับเก่า และทรงช่วยเราโดยทรงทำตามคำสัญญานี้จริงๆในพันธสัญญาฉบับใหม่ ท่านเชื่อไหม? ไม่มีสิ่งใดมากไปกว่านี้ในการวางพื้นฐานอันมั่นคงของความเชื่อนี้
มีคริสเตียนเป็นร้อยล้านคนทั่วโลก และส่วนใหญ่ยังมีพื้นฐานความเชื่อที่เปราะบางนัก เราสามารถค้นหาได้ว่าผู้คนมีความเชื่อที่ถูกต้องหรือไม่โดยค้นหาผ่านหนังสือคริสเตียนที่มีอยู่แล้วใน ตอนนี้ ผู้เขียนหนังสือเหล่านี้ตั้งใจที่จะเป็นผู้นำของคริสตศาสนาและด้วยการอ่านหนังสือของพวกเขา เราจะพบได้ว่าพวกเขามีความรู้ที่ถูกต้องของความเชื่อหรือไม่ หากผู้นั้นเป็นเพียงหนึ่งในผู้นำที่ไม่มีความรู้หรือไม่เชื่อในความจริงแม้ว่าเขารู้มันก็ตาม แล้วทุกคนที่เชื่อตามผู้นำเช่นนั้นก็จะต้องตกนรกความจริงอันน่าเศร้าก็คือว่ายากที่ใครสักคนในหมู่ผู้คนเป็นล้านๆคนนี้จะรู้จักความเชื่อที่แท้จริง นี่คือเหตุผลที่พวกเราบางคนที่รู้จักความจริงนี้จะต้องเผบแพร่ข่าวประเสริฐออกไปทั่วโลก 
พระเจ้าทรงทำงานผ่านเรา ท่านและผู้เขียนไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะประกาศข่าวประเสริฐออกไปได้ เพราะการไม่ได้ประกาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณนี้ไปทั่วโลกก็เหมือนกับการทำบาปอันใหญ่ยิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า ในความเป็นจริง หากเราไม่เชื่อตามและรับใช้งานของความเชื่อนี้โดยแท้จริงแล้ว เราก็กำลังทำบาปอย่างใหญ่ยิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า นี่คือบาปของการส่งผู้คนลงนรกแม้ว่าเราทราบว่าเราหยุดมันได้ มันเป็นบาปได้โดยง่ายและให้อภัยไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนตกนรกจากความไม่รู้ของพวกเขาเพราะพวกเราผู้ที่ทราบความจริงและปิดปากไม่พูดอะไร 
หากเราไม่ทำงานนี้สำเร็จ คนเหล่านี้จะต่อต้านเรา เพราะมันเป็นงานที่เราได้รับมอบหมาย พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราว่า“ แต่ถ้าคนยามเห็นดาบมาแล้วแต่ไม่เป่าแตร ประชาชนจึงไม่ได้รับเสียงตักเตือน และดาบก็มาพาคนหนึ่งคนใดไปเสีย คนนั้นถูกนำไปด้วยเรื่องความชั่วช้าของเขา แต่เราจะเรียกร้องโลหิตของเขาจากมือของยาม” (เอเสเคียล 33:6) เราผู้ที่รู้จักและเชื่อก่อนจะต้องทำหน้าที่ของการเป็นคนยามนี้
ผู้เขียนขอขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าสำหรับการประทานข่าวประเสริฐนี้ให้เราและสำหรับการทำให้เราได้รู้จักความจริงนี้ ขอขอบพระคุณพระองค์มากกว่านี้เมื่อผู้เขียนได้ตระหนักว่าเราใกล้ชิดกับโลกนี้มากกว่าผู้ที่รู้จักความจริงนี้และเชื่อในข่าวประเสริฐนี้ เราได้ประกาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณออกไปสู่บาทหลวงและฆราวาสหลายคนที่เชื่อไปทั่วโลก แต่ทุกวันนี้เราได้รับการยืนยันในความจริงที่ว่าไม่มีผู้ใดที่รู้จักและเชื่อในความจริงของข่าวประเสริฐนี้มาก่อน ผู้ประกาศข่าวประเสริฐของความจริงของน้ำและพระวิญญาณได้เกิดขึ้นไปทั่วโลกโดยพวกเรา พวกเขาจึงมีพื้นฐานความเชื่ออันมั่งคงเหมือนกับเราเช่นเดียวกันและเผยแพร่ความเชื่ออันมั่งคงนี้ออกไป 
หากมีผู้คนที่เผยแพร่ข่าวประเสริฐอยู่มากมาย เราก็อาจจะหายใจได้โดยง่ายขึ้นและได้พัก ผ่อนในการประกาศข่าวประเสริฐของเราได้มากขึ้น แต่น่าเศร้าที่ยังมีคนมากมายในโลกนี้ที่ไม่รู้จักและไม่เชื่อในความจริงนี้ เมื่อเราตรวจสอบในรายละเอียดเราพบได้ว่ามีนักปฏิรูปในประวัติศาสตร์ของโลกนี้ที่ได้สร้างพื้นฐานทางพระคัมภีร์ไบเบิ้ลไว้ผิดที่ในระหว่างการปฏิรูป และทุกสิ่งที่เชื่อตาม นั้นจึงผิดที่ผิดทางด้วย การไม่คำนึงถึงความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นมาก็ยังคงมีต่อไปดังนั้นประวัติ ศาสตร์ของคริสตศาสนาจะต้องเขียนขึ้นใหม่ 
ผู้เขียนหวังและอธิษฐานว่าท่านจะยืนต่อพระพักตร์พระเจ้าทั้งหมดบนพื้นฐานความเชื่ออันมั่นคง และบนพื้นฐานของความเชื่อนี้ท่านจะมีชีวิตเพื่อประโยชน์ของการรับใช้ข่าวประเสริฐที่แท้ จริง เมื่อท่านมีชีวิตเพื่อข่าวประเสริฐ หัวใจของท่านก็จะเต็มไปด้วยความปิติยินดีโดยถ้วนทั่ว เมื่อผู้ ใดที่อยู่เพื่อข่าวประเสริฐ หัวใจของเขาก็จะเปลี่ยนรูปไปสู่หัวใจทรงจิตวิญญาณ และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะสถิตอยู่ในหัวใจของท่านและทำงานอยู่ในนั้น มันจะท่วมท้นไปด้วยความปิติยินดี 
หากท่านไม่มีชีวิตอยู่เพื่อข่าวประเสริฐแต่อยู่เพื่อความปรารถนาในเนื้องหนังของท่านแม้ว่าท่านได้รับการยกความผิดบาปแล้วและได้รู้จักข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณแล้ว ชีวิตของท่านก็จะไม่มีความหมายใดๆ เป็นชีวิตที่ว่างเปล่า 
ผู้เขียนขอขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการประทานข่าวประเสริฐอันล้ำค่านี้มาให้เรา และสำ หรับการประทานความรอดมาให้อย่างอิสระ มันเป็นคำอธิษฐานและความหวังของผู้เขียนที่ท่านจะได้ตรวจสอบความเชื่อของท่านอีกครั้ง และได้รับของประทานของความรอดอันสมบูรณ์ผ่านด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดีนี้