សេចក្តីអធិប្បាយ

เรื่องที่ 11: พลับพลา

[11-8] (อพยพ 27:9-19) สีของประตูทางเข้าลานพลับพลา

(อพยพ 27:9-19)
“เจ้าจงสร้างลานพลับพลา ให้รั้วด้านใต้มีผ้าบังลานนั้นทำด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียดยาวหนึ่งร้อยศอก ให้มีเสายี่สิบต้นกับฐานทองสัมฤทธิ์รองรับเสายี่สิบฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้น ให้ทำด้วยเงิน ทำนองเดียวกัน ด้านทิศเหนือให้มีผ้าบังยาวร้อยศอก เหมือนกันกับเสายี่สิบต้น และฐานทองสัมฤทธิ์ยี่สิบฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้น ให้ทำด้วยเงิน ตามส่วนกว้างของลานด้านตะวัน ตก ให้มีผ้าบังยาวห้าสิบศอก กับเสาสิบต้น และฐานรองรับเสาสิบฐาน ส่วนกว้างของลานด้านตะวัน ออก ให้ยาวห้าสิบศอก ผ้าบังด้านริมประตูข้างหนึ่งให้ยาวสิบห้าศอก มีเสาสามต้น และฐานรองรับเสาสามฐาน อีกข้างหนึ่งให้มีผ้าบังยาวสิบห้าศอก มีเสาสามต้น และฐานรองรับเสาสามฐาน ให้มีผ้าบังตาที่ประตูลานยาวยี่สิบศอก ผ้าสีฟ้า สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อละเอียด ประกอบด้วยฝีมือของช่างด้ายสี กับเสาสี่ต้นและฐานรองรับเสาสี่ฐาน เสาล้อมรอบลานทั้งหมด ให้มีราวสำหรับยึดเสาให้ติดต่อกันทำด้วยเงิน และให้ทำขอด้วยเงิน ฐานรองรับเสานั้นทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ด้านยาวของลานนั้นจะเป็นร้อยศอก ด้านกว้างห้าสิบศอก สูงห้าศอก กั้นด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด และมีฐานทองสัมฤทธิ์ เครื่องใช้สอยทั้งปวงของพลับพลาพร้อมทั้งหลักหมุดของพลับพลา กับหลักหมุดสำหรับรั้วที่กั้นลานทั้งหมด ให้ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ “  
 
 
มีความเตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างความเชื่อของผู้ที่เกิดใหม่และของคริสเตียนโดย ทั่วๆไป : เป็นที่ทราบและเชื่อมาก่อนหน้านี้ว่าพระเจ้าทรงลบมลทินบาปของเราทั้งหมดไป และต่อมาก็เชื่อในพระเยซูตามความคิดของผู้ใดผู้หนึ่ง เพียงการปฏิบัติตามเรื่องทางศาสนาเท่านั้น ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าว่าเป็นเพียงสิ่งทางศาสนานั้นมีความรุ่งเรืองอย่างมากกว่าผู้ที่เผยแพร่ความจริงแท้ออกไปซึ่งพวกเรารู้สึกท้อแท้ในการได้เห็นผู้คนของความเชื่อผิดๆที่เผยแพร่การสอนผิดๆออกไป พวกเขายังมีความรู้สึกท้อแท้เพราะพวกเขาทราบอย่างชัดเจนว่ามีคริสเตียนมากมายที่ตกลงไปสู่ศาสนาผิดๆของการต้มตุ๋นหลอกลวงเช่นนั้น ผู้เขียนก็มีความรู้สึกท้อแท้เช่นนี้อยู่พักหนึ่ง เพราะผู้เขียนได้เกิดใหม่โดยแท้จริงโดยการได้พบกับความจริง และขอขอบพระคุณพระเจ้าอย่างมากสำหรับการใช้ให้ผู้เขียนได้เป็นเครื่องมือในภาระกิจของพระองค์ และเพราะว่าหัวใจของผู้เขียนมีความปรารถนาต่อความจริงของพระเจ้าที่จะเผยแพร่ออกไปกว้างขวางและกระจายไปมากขึ้น เมื่อผู้เขียนได้เห็นหลายคนนำชีวิตทางศาสนาของตนจากการถูกคนโกหกหลองลวง ผู้เขียนจึงมีความเศร้าอย่างสุดซึ้งจริงๆ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ชัดเจนก็คือว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นอยู่ในใจของผู้เขียน และด้วยจุด บกพร่องของผู้เขียน หัวใจของผู้เขียนจึงไม่มีบาป ดังนั้น ในหัวใจของผู้เขียนจึงมีแต่คำขอบคุณและไม่รู้สึกละอายต่อข่าวประเสริฐที่ผู้เขียนเชื่อ เมื่อผู้เขียนได้ประกาศข่าวประเสริฐนี้ออกไปสู่ผู้คนทั่วโลก หากผู้เขาได้ฟังพะวจนะของความจริงนี้และเชื่อมันพวกเขาก็จะไม่รู้สึกละอายต่อพระเจ้าและผู้คนด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อพวกเขาเชื่อในความจริงนี้ พวกเขาเป็นบุตรของพระเจ้าอย่างแท้จริง
ท่านสามารถมีพระพรเช่นเดียวกันนี้ด้วยความเชื่อ แม้ว่าท่านไม่ได้ศึกษาทางทฤษฎี หากเพียงท่านเชื่อในความจริงของข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ ท่านก็จะได้รับการยกความผิดบาป ได้เป็นบุตรของพระเจ้า และได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าสู่หัวใจของท่าน และด้วยพระวิญ ญาณบริสุทธิ์นี้ท่านสามารถเดินไปพร้อมกับคนรับใช้ของพระเจ้าได้ นี่คือความจริงที่ชัดเจนและการเชื่อตามนี้คือความเชื่อที่แท้จริง
แม้ว่าผู้เขียนได้มีชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยคนโกหก เพราะในหัวใจหัวใจของผู้เขียนเองมีความเชื่อที่แท้จริง ผู้เขียนจึงสามารถประกาศข่าวประเสริฐของความจริงออกไปได้จนถึงขณะนี้ ตั้ง แต่ที่ผู้เขียนได้เริ่มประกาศพระวจนะในหัวข้อของพลับพลาออกไป ผู้เขียนจึงได้รู้จักรายการโกหกอย่างชัดเจน และผู้เขียนจึงได้แยกความจริงออกจากความเท็จได้ นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนได้ยืนยันความจริงของพลับพลานี้ จากการได้เผยแพร่ความจริงออกไปผ่านพลับพลามันได้นำเอาความปีติยินดีอันมากมายมหาศาลมาให้ผู้คนที่สามารถแยกแยะระหว่างความจริงและความเท็จได้
ในการเขียนหนังสือเล่มนี้เรื่องพลับพลา ภาระกิจที่ยากที่สุดสำหรับผู้เขียนคือการพยายามที่จะต้องให้ความสนใจเรื่องคำศัพท์ ผู้เขียนได้เสียสละเป็นอย่างมากในประเด็นนี้โดยการดูที่ข้อความเดิมของมัน เพื่อให้มั่นใจว่าความยากของคำศัพท์ที่แทรกอยู่นั้นมีความสัมพันธ์กับพลับพลาโดยไม่ ให้นำไปสู่ข้อมูลผิดๆและไม่ให้ผู้อ่านได้รับความผิดพลาดใดๆ ตามความเข้าใจของผู้เขียนเองและตามความรู้ของพลับพลาผู้เขียนเป็นห่วงในบางสิ่งในงานนี้ คือไม่แน่ใจว่าจะสามารถอธิบายความ มายของพลับพลาให้ออกมาชัดเจนและล้ำค่าเพียงใด เพราะรูปแบบของพลับพลาและจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ในนั้นจะต้องได้รับการอธิบายให้แก่ผู้ที่มีความรู้จำกัด
แน่นอนว่ามันอาจจะดีหากผู้คนสามารถเข้าในและเชื่อได้เร็วที่สุดหลังจากได้ฟังในครั้งแรก แต่กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จขึ้นเพียงวันเดียวเหมือนกันนี้ ในทุกๆสิ่ง การเผยแพร่ความจริงของความ เชื่อและความเชื่อที่แท้จริงก็ไม่สำเร็จภายในวันเดียวเช่นกัน แต่มันจะค่อยเป็นค่อยไป เหมือนเราขุดหลุมไปทีละน้อย ดังนั้นผู้เขียนจึงรู้สึกเป็นห่วงโดยเฉพาะใจการขุดหลุมลึกเกินไปในตอนเริ่มต้น เพราะทุกคนไม่สามารถจะเข้าใจมันได้เหมือนกัน และนี่จึงเป็นหนึ่งใน ความท้าทายที่น่ากลัวมากที่กำลังเผชิญอยู่ขณะที่ผู้เขียนเขียนหนังสือเล่มนี้อยู่
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดหนังสือเล่มนี้ก็ออกมาโดยไม่มีปัญหาใดๆด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าผู้เขียนมีความรู้สึกเป็นสุขและขอบคุณมันเพียงใด ผ่านหนังสือเล่มนี้และจากการแยกแยะความจริงออกจากความเท็จผู้เขียนจะเปิดเผยความล้ำค่า และความชัดเจน และความแน่นอนให้แก่ผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณในปัจจุบันนี้ได้รอดได้ และใน ทางตรงกันข้าม ก็ได้เปิดเผยว่าศาสนาและความเชื่อที่ไร้ประโยชน์ชของผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐอื่นๆที่ไม่ใช่ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณนั้นเป็นอย่างไร ผู้เขียนจึงของพระคุณพระเจ้าทั้ง หมดที่ทรงช่วยให้รอดจากบาปของผู้เขียนเอง
ทุกวันนี้ยังมีพวกอีแวนเจลิสต์ผู้ที่อ้างว่าตนไม่มีบาปได้อย่างไม่มีเงื่อนไขเพียงพวกเขาเชื่อในพระเยซู หัวใจของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความเชื่อที่หาไม่พบและสิ่งลวงตา ในขณะที่ศึกษาเรื่องพลับพลาอยู่ผู้เขียนตระหนักได้ชัดเจนขึ้นว่าความเชื่อผิดๆนั้นไร้ประโยชน์อย่างไร และเพราะการตระหนักนี้เอง ผู้เขียนขอขอบพระคุณพระเจ้ามากขึ้นสำหรับความรอดของผู้เขียนเอง
 
 
ประตูทางเข้าและรั้วของลานพลับพลา
 
จากข้อความหลัก เราพบได้ในความจริงที่ว่าความยาวของลานพลับพลานั้นเป็น 45 เมตร และกว้าง 22.5 เมตร (75 ฟุต) เพราะหนึ่งคิวบิตคือความยาว 0.45 เมตร (1.5 ฟุต) ลานของพลับ พลาได้ล้อมรอบด้วยเสา 60 ต้นในทุกด้าน ความสูงของเสาแต่ละต้นคือ 2.25 เมตร (7.5 ฟุต) ตรงประตูทางเข้าทางทิศตะวันออก วัดความกว้างได้ 9 เมตร และตามที่รั้วที่เหลือทั้งหมด (ประมาณ 126 เมตร (115 ยอร์ด) จาก 135 เมตร (123 ยอร์ด)) นั้นล้อมรอบด้วยผ้าป่านเนื้อดี
ประตูทางเข้าลานพลับพลาเป็นผ้าทอสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี และวัดได้ความกว้าง 9 เมตร สูง 2.25 เมตร (7.5 ฟุต)อีกนัยหนึ่ง ด้ายที่แตกต่างกันทั้งสี่นี้ได้ทอขึ้นมาในความกว้างและความยาวบนผ้าป่านเนื้อดี และด้ายสีม่วงมีความสูง 2.25 เมตร และสีแดงเข้มก็ถูกทอขึ้นสูง 2.25 เมตร (7.5 ฟุต) ตามด้วยด้ายสีขาวที่ทำขึ้นหนาและทนทานเหมือนกับพรมที่สูง 2.25 เมตร (7.5 ฟุต) ด้วยวิธีนี่ผ้าป่านวัดได้ สูง 2.25 เมตร (7.5 ฟุต) และกว้าง 9 เมตร (30 ฟุต) จึงกั้นไว้ที่เสาทั้งสี่ของลานพลับพลาไปทางทิศตะวันออกของมัน
ในการเข้าไปสู่ภายในลานพลับพลาผู้คนจึงต้องดึงพรมที่ขึงเอาไว้ ไม่เหมือนกับประตูทาง เข้าอื่น ประตูทางเข้าพลับพลาไม่ได้เป็นไม้ แม้ว่าเสาของมันจะทำด้วยไม้ แต่ประตูทางเข้านั้นขึงด้วยผ้าที่ทอจากด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี
ท่านอาจจะเคยไปทัวร์ละครสัตว์มาก่อน และได้เห็นว่าเต๊นท์ของทัวร์ละครสัตว์นั้นขึงอย่าง ไร ประตูของมันมักจะทำด้วยผ้าหนาๆ พระตูทางเข้าลานพลับพลาก็สร้างขึ้นคล้ายๆกับประตูนี้ ตาม ที่มันได้สร้างขึ้นด้วยด้ายหนาๆมันจึงไม่ต้องเปิดโดยการดึงหรือผลักเหมือนกับประตูอื่นๆ เพียงแต่ดึงขึ้นเพื่อเข้าไปข้างในแทนก็พอ ในกรณีนี้จึงไม่ใช่ในกรณีของลานพลับพลาเท่านั้น แต่เป็นประตูทางเข้าที่บริสุทธิ์และที่บริสุทธิ์ที่สุดภายในพลับพลาด้วย
ทำไมพระเจ้าทรงบอกชาวอิสราเอลให้สร้างประตูสามที่คือทางเข้าลานพลับพลา, สถาน บริสุทธิ์และสถานบริสุทธิ์ที่สุด ที่ทอด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี? เราต้องค้นพบถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่ซ่อนอยู่ในพระบัญชานั้นให้ชัดเจน หนังสือฮีบรูบอกเราว่าสิ่งที่ดีของพันธสัญญาฉบับเก่าเป็นเงาของความจริงที่กำลังมาถึง นั่นคือพระเยซู คริสต์ (ฮีบรู 10:1)
ด้วยเหตุนี้ ประตูทางเข้าลานพลับพลาจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับบัพติศมาของพระเยซู คริสต์, ความตายของพระองค์บนไม้กางเขน และลักษณะเฉพาะของพระองค์ ดังนั้น เมื่อเรามีปัญหาในการทำความเข้าใจในพันธสัญญาฉบับเก่า เราสามารถเข้าใจได้โดยการเข้าให้ถึงพันธสัญญาฉบับใหม่ มันยากที่จะค้นหาว่ามันเป็นเงาของกันและกันได้อย่างไร แต่เมื่อเราดูว่าอะไรหรือผู้ใดเป็นเงา เราจะตระหนักได้ทั้งหมด เราต้องตระหนักทั้งหมดให้ชัดเจนว่าพระผู้ช่วยให้รอดของผู้มีบาปที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมเอาไว้ในพันธสัญญาฉบับเก่านั้นเป็นผู้ใด รู้จักพระองค์ตามที่มันเป็นตามรายละ เอียดแท้จริงของพลับพลาและเชื่อว่าพระองค์ทรงทำงานเพื่อช่วยเราให้รอดจากความผิดบาปของเรา
แล้วใครคือความแท้จริงของพลับพลา ผู้เสด็จมาเป็นผู้ช่วยให้รอดของผู้มีบาป? เป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากพระเยซู คริสต์ เมื่อเราตรวจสอบว่าพระเยซู คริสต์ผู้ช่วยให้รอดของเราเสด็จมายังโลกนี้และช่วยเราให้รอดจากบาปของเราได้อย่างไร เราก็จะพบความจริงอย่างแน่นอนที่พระองค์ทรงช่วยผู้มีบาปให้รอดผ่านด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม
ในการทำความเข้าใจความรอดของผู้มีบาปของพระเยซู ความรู้และความเชื่อในความจริงที่แสดงในสีของพระตูทางเข้าลานพลับพลานั้นมีความสำคัญที่สุด เมื่อค้นหาข้อมูลในพลับพลา สิ่งแรกที่เราต้องตระหนักก็คือว่าประตูของลานของมันได้สร้างขึ้นจากด้ายทั้งสี่ และเมื่อเราแก้ปัญหาความลับของประตูทางเข้าได้ เราก็จะเข้าใจได้อย่างหนักแน่นถึงงานทั้งหมดของพระเยซู คริสต์ จากการได้ดูที่ประตูทางเข้าที่ทอจากด้ายทั้งสี่นี้เราก็สามารถเข้าใจได้เช่นกันว่าเราจะต้องทราบและเชื่อในพระเยซูอย่างชัดเจนเพียงใดและความเชื่อแบบใดเป็นความเชื่อที่ผิด
ทางด้านนอกของลานพลับพลาได้ทำให้เราได้นึกถึงคอกแกะ พระเยซู พระเมสสิยาห์ของเรา คือประตูคอกแกะของพระเจ้าในความเป็นจริง และทรงมาเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี (ยอห์น 10:1–15) เมื่อเราคิดถึงเสารอบๆลาน เราก็นึกถึงพระเมสสิยาห์โดยแท้จริง ผู้ทรงเป็นประตูและผู้เลี้ยงที่ดีของแกะของพระองค์คือเหล่าวิสุทธิชนผู้ที่เกิดใหม่
คนเลี้ยงแกะโดยแท้จริงคือผู้ที่ดูแลรอบๆคอกแกะเพื่อปกป้องแกะของพระองค์และได้ทำประตูที่นั่น และพระองค์ทรงปกป้องแกะของพระองค์ผ่านประตูนี้ คนเลี้ยงแกะได้ปิดผู้ร่วมสามัคคีธรรมพร้อมกับแกะของพระองค์และปกป้องพวกเขาผ่านประตูนี้ ในความจริง ผู้ที่ไม่ใช่แกะของพระองค์ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าไปในประตูนี้ได้ คนเลี้ยงแกะนั้นให้ความแตกต่างระหว่างแกะและหมาป่า นี่คือเหตุผลที่แกะต้องการคนเลี้ยงแกะ
มันยังเป็นไปได้ที่แกะบางตัวปฏิเสธที่จะให้คนเลี้ยงแกะเป็นผู้นำ แกะเช่นนั้นก็จะเข้าไปสู่หนทางของความตาย โดยคิดว่ามันคงสวยงามและเป็นหนทางที่ดี ซึ่งในความจริงมันกลับอันตรายและไม่น่าไว้ใจ เพราะพวกเขาไม่ฟังเสียงของคนเลี้ยงแกะและปฏิเสธการนำจากพระองค์ แท้จริงแล้วแกะเหล่านี้สามารถมีชีวิตของตนที่เหลืออยู่และได้รับการดูแลอย่างดีจากคนเลี้ยงแกะได้ และสามารถมีชีวิตของตนที่สวยงามได้เพราะพระองค์ ความจริงแล้วคนเลี้ยงแกะของเราก็คือพระเยซู คริสต์ ผู้ทางเป็นพระเมสสิยาห์ของเรานั่นเอง
 
 
พระเยซู คริสต์ทรงแสดงให้เราได้เห็นประตูทางเข้าพลับพลาทั้งสี่สี
 
ฉากที่ได้ทำขึ้นตรงประตูทางเข้าของลานพลับพลานั้นทอจากด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี ด้ายสี่สีที่แตกต่างกันนี้ได้ถูกใช้เพื่อทำประตูของพลับพลา มันเป็นสัญลักษณ์ของภารกิจทั้งสี่ที่พระเมสสิยาห์เสด็จมายังโลกนี้ ที่จะทรงทำให้การช่วยแกะที่หลงทางทั้งหมดให้รอดจากบาปของพวกเขาไปเป็นคนของพระเจ้านั่นก็คือ ชาวอิสราเอลทางจิตวิญญาณทั่วโลกนั่นเอง
หากเราทราบจริงๆว่าพระเมสสิยาห์ของเราที่เสด็จมาหาเราพร้อมกับพระราชกิจทั้งสี่นั้นคือผู้ใดแล้ว ความจริงที่ไม่ชัดเจนก็คือเราได้ชำระความผิดบาปของเราออกไปทั้งหมดโดยความเชื่อนี้ได้ระบุชีวิตที่เหลืออยู่ของเราให้ประกาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณออกไปและจะได้เข้าไปสู่สวรรค์ด้วยความจริงนี้ ดังนั้น ทุกคนจะต้องรู้จักพระวจนะของความจริงที่พระเมสสิยาห์เสด็จมาหาเราโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและทรงช่วยเราให้รอดจากความผิดบาปทั้งหมดของเรา
ท่านต้องการที่จะได้รับการยกความผิดบาปของท่านโดยการเชื่อในพระราชกิจทั้งสี่นี้ของพระเมสสิยาห์ไหม? เรามาลองเรียนรู้เกี่ยวกับพลับพลากัน คนทั้งหลายที่รู้จักพระราชกิจทั้งสี่นี้จะเป็นคนชอบธรรมโดยแท้จริงโดยการได้รับการยกความผิดบาปที่ทอขึ้นจากด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้าและผ้าป่านเนื้อดี
ผู้คนชาวอิสราเองจะต้องเชื่อว่าพระเมสสิยาห์ทรงเสด็จมาอย่างแท้จริงในอนาคตและทำพระราชกิจทั้งสี่นี้ให้สมบูรณ์โดยดูที่ประตูทางเข้าพลับพลาที่ทอขึ้นจากด้ายที่แตกต่างกันทั้งสี่สีนี้
 
 
ความจริงที่ผู้มีบาปทุกคนจะต้องเชื่อ
 
หากเราได้มองไปที่ผ้าป่านเนื้อดีที่แขวนอยู่ที่ลานพลับพลา เราก็จะตระหนักได้ถึงความจำ เป็นสำหรับพระผู้ช่วยให้รอดของเราโดยการตระหนักว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์เพียงใด ทุกคนที่มารู้จักความบริสุทธิ์ของพระเจ้า จะยอมรับมันโดยไม่มีทางเลี่ยง โดยกล่าวว่า “ พระเจ้า ข้าพระองค์ตระ หนักว่าข้าพระองค์ต้องตกนรกเพราะบาปของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์เป็นบาปอันใหญ่ยิ่งนัก “ เมื่อดูผ้าป่านเนื้อดีที่แขวนเหนือเสาของลานพลับพลา ผู้คนก็จะตระหนักได้ถึงบาปที่พบในหัวใจของพวกเขาและตระหนักได้ว่าพวกเขานั้นไม่เหมาะสมกับการมีชีวิตกับพระเจ้าโดยแท้จริง เพราะมันช่างสะอาดและมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เมื่อใดก็ตามที่หัวใจของคนทั้งหลายไม้ได้พยายามโดย ตรงในการไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า บาปของพวกเขาก็มักจะถูกเปิดเผย ดังนั้นผู้คนจึงไม่เต็มใจที่จะต้องไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าเท่าใดนักเพราะพวกเขากลัวว่าบาปของตนจะถูกเปิดเผย
แต่เมื่อผู้คนที่มีบาปเช่นนั้นได้ตระหนักว่าผู้ช่วยให้รอดของพวกเขาได้แก้ปัญหาความผิดบาปของตนด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มแล้ว พวกเขาก็จะสามารถไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างมั่นใจด้วยความมั่นใจอันใหญ่ยิ่งของความรอดและความหวังในหัวใจของพวกเขา
ความจริงทั้งสี่ที่ได้แสดงในประตูทางเข้าของพลับพลาบอกเราว่าพระเมสสิยาห์เสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์ ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ไปพร้อมกับพระองค์ด้วยบัพติศมาที่ทรงรับจากยอห์น และทรงหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน คนทั้งหลายผู้ที่รู้จักและเชื่ออย่างถูกต้องในความจริงของประตูทางเข้าลานพลับพลาทั้งสี่สีสามารถได้รับการยกความผิดบาปอันเป็นนิรันดร์ได้โดยข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ บัพติศมาของพระเยซู และการถูกตรึงบนไม้กางเขนของพระเยซูเป็นความรอดที่เหมือนกับประตูทางเข้าพลับพลาทั้งสี่สี ที่เป็นความจริงที่พระคริสต์ทรงช่วยเราทั้งหมดให้รอดจากความผิดบาปของเราด้วยบัพติศมาของพระองค์และพระโลหิตบนไม้กางเขน
ด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีได้แสดงถึงพระราชกิจทั้งสี่ของพระเมสสิยาห์ที่ทรงช่วยผู้มีบาปให้รอดจากความผิดบาปของพวกเขา ความจริงของความรอดที่พระเจ้าทรงประทานมาให้แก่มนุษยชาติได้เปิดเผยอยู่ในด้ายสีฟ้าสีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีนี้ คนทั้งหลายที่มีบาปในหัวใจตนได้รับการยกความผิดบาปของตนโดยการเชื่อในความจริงของความ รอดที่เปิดเผยในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณนี้
มีศาสนามากมายนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นในโลกนี้อย่างรวดเร็ว ศาสนาตามทางโลกนี้ได้สร้างคำสอนของตนขึ้นมาจากความคิดของตนเอง ทั้งหมดได้ทำให้ผู้คนพยายามเข้าถึงความบริสุทธิ์ แต่ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สามารถชำระบาปของพวกเขาได้โดยศาสนาตามทางโลกเหล่านี้ เหตุผลก็คือพวกเขาได้สร้างและเชื่อในคำสอนของความรอดของตนตามความคิดของตน โดยไม่ทราบว่าพวกเขาเต็มไปด้วยบาปเพียงใด เพราะว่าทุกคนนั้นเต็มไปด้วยมากมากมายที่ไม่สามารถบริสุทธิ์ได้ด้วยของพวกเขาเอง โดยไม่ต้องสงสัยว่าพวกเขาพยายามอย่างหนักที่จะกำจัดบาปโดยพื้นฐานธรรมชาติของตนอย่างหนักเพียงใด มันไม่มีใครที่จะได้รับสิ่งนี้ได้เลย นี่คือเหตุผลที่ทุกคนต้องการผู้ช่วยให้รอดอย่างแท้จริงผู้สามารถปลดปล่อยเขาหรือเธอให้พ้นจากความผิดบาปได้ นั่นคือเหตุผลที่ทุกคนต้อง การพระเยซู ท่านต้องตระหนักว่ามนุษย์เราไม่มีผู้ช่วยให้รอดที่แท้จริงที่ไม่ใช่พระเยซู คริสต์
เพราะว่าพระราชบัญญาติของพระเจ้าไม่ยอมให้ผู้มีบาปได้เข้าไปสู่บ้านของพระเจ้า เราจึงต้องทราบและเชื่อว่าพระเมสสิยาห์ทรงลบมลทินบาปของเราทั้งหมดออกไปอย่างแท้จริง
ข่าวประเสริฐที่ได้ยกความผิดบาปของมนุษยชาติออกไปทั้งหมดเพียงครั้งเดียวนั้นจึงเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ การวางความเชื่อในศาสนาตามทางโลกของผู้หนึ่งผู้ใดไปที่คำสอนทางศาสนาก็จะนำให้เขาหรือเธอได้เข้าไปสู่ความยุ่งยากบนจำนวนของบาปของเขาหรือเธอ เพราะพระเจ้าของเราทรงปรับโทษบาปในทุกๆความชั่วช้าของผู้มีบาปทุกคนอย่างไม่มีทางพลาด
ความจริงที่ได้เปิดเผยโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดีได้สำเร็จโดยข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณในยุคของพันธสัญญาฉบับใหม่ ท่านเคยได้ยินผู้ใดอ้างว่าประตูทางเข้าลานพลับพลาสร้างขึ้นโดยด้ายสีแดงเข้มเพียงอย่างเดียวหรือด้ายสีม่วงและสีแดงเข้มไหม? หากเป็นเช่นนั้นท่านต้องทราบนับจากนี้ไปว่าประตูประตูทางเข้าพลับพลาได้ทอขึ้นมาจากด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีโดยแท้จริง พระเจ้าทรงรับสั่งอย่างชัดเจนกับชาวอิสราเอลให้สร้างประตูของลานพลับพลาด้วยผ้าที่ทอจากด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี
เนื่องจากหลายคนมีความเข้าใจผิดในประตูทางเข้าของลานพลับพลาว่าทอขึ้นจากด้ายสี แดงเข้มเพียงอย่างเดียว พวกเขาจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาความลึกลับของพระราชกิจทั้งสี่ของพระผู้เป็นเจ้าได้ นี่คือเหตุผลที่พวกเขามีบาปในหัวใจแม้จะเชื่อในพระเยซู ก็ตาม ทราบเสียแต่ตอนนี้ว่าพระคริสต์ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของท่านไปผ่านพระราชกิจของพระองค์ทั้งสี่ของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี และเชื่อในความจริงนี้ งานของความรอดได้สำเร็จโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีนี้ ท่านต้องทราบว่าพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของท่านไปด้วยพระราชกิจทั้งสี่นี้ การกำหนดมาตรฐานการยกความผิดบาปของท่านในขณะที่ยังคงเพิกเฉยในความจริงนี้มันไม่ถูกต้องนัก
บางคนอ้างอย่างผิดๆว่ามีผู้ที่สามารถรอดโดยไม่มีเงื่อนไขในการเชื่อในพระเยซูว่าทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดเพียงเท่านั้น โดยพวกเขาไม่ได้นึกถึงสิ่งที่เป็นความหมายของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มที่ใช้สำหรับประตูทางเข้าลานพลับพลาเลย ในความเป็นจริงเมื่อเราถามผู้นำในคริสตศาสนาเกี่ยวกับพระราชกิจทั้งสี่ของพระเยซู เราจะพบว่าพวกเขาหลายคนไม่ทราบ พวกเขากล่าวว่าพวกเขาเชื่อเพียงหน้าที่ตามด้ายสีแดงเข้มเท่านั้นหากพวกเขาเชื่อมากอีกสักอย่างก็อาจจะกล่าวว่าเชื่อในหน้า ที่ของด้ายสีม่วงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงทำพระราชกิจสำหรับความรอดของมนุษยชาติให้สำเร็จโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี เราจึงต้องเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าของเราทรงทำหน้าที่ของความรอดของเราทั้งสี่อย่างจนสำเร็จ ผู้ใดก็ตามที่มีหัวใจที่ปรารถนาใคร่รู้ความจริงที่เปิดเผยในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีของประตูทางเข้าพลับพลาจะสามารถรู้จักมันและเชื่อมันได้ในความเป็นจริง
“เราจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีได้อย่างไร? “ หากท่านได้ถามคำถามนี้กับใครบางคนในการค้นหาความจริงของด้ายเหล่านี้และผ้าป่าน ท่านอาจถูกตำหนิกลับว่า “ ท่านต้องไม่พยายามที่จะรู้จักพระคัมภีร์ไบเบิ้ลลึกเกินไปในราย ละเอียด มันอาจจะนำอันตรายมาให้ท่านได้ “ และความสงสัยของท่านก็จะหายไป หลายคนอาจจะสูญเสียความใคร่รู้ของตนเองในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีด้วยความรู้สึกท้อใจ และท่านจะไม่มีทางได้พบพระเมสสิยาห์ผู้ทรงเปิดเผยในรายละเอียดเหล่านี้ผ่านประตูทางเข้าได้เลย
คนทั้งหลายที่พยายามพบกับพระเมสสิยาห์โดยไม่ได้ตระหนักถึงบทบาทของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีจึงเป็นเพียงนักศาสนาที่เชื่อในคริศศาสนาเท่านั้นซึ่งเป็นผู้ที่เชื่อตามศาสนาทางโลกโดยไม่ได้ทราบถึงความจริง ในการเข้าไปในบ้านของพระเจ้า เราต้องทราบอย่างถูกต้องถึงความจริงของพระราชกิจทั้งสี่ของความรอดของพระเจ้าที่ได้เปิดเผยในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีที่ใช้สำหรับประตูทางเข้าลานพลับพลา และคนทั้งหลายที่ได้พบความจริงนี้จะต้องตระหนักว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้มันสมบูรณ์ด้วยข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณในช่วงเวลาของพันธสัญญาฉบับใหม่
พระเจ้าทรงบัญญาให้โมเสสทอประตูทางเข้าลานพลับพลาด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดง เข้มและผ้าป่านเนื้อดี แล้วอะไรคือความหมายทางจิตวิญญาณของสิ่งนี้? แต่ละสีของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดีได้ใช้สำหรับประตูทางเข้าลานพลับพลาคืองานของพระเยซูที่ทรงทำเพื่อเราในการทำให้ความผิดบาปของเราหายไป ด้ายเหล่านี้และผ้าป่านจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อกันและกัน ดังนั้นผู้ที่ให้ความสนใจและเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณจึงสามารถเชื่อในการยกความผิดบาปอันเป็นนิรันดร์ตามพระราชกิจทั้งสี่ของพระเยซูได้
ด้วยเหตุนี้การไม่พยายามที่จะรู้จักและเพิกเฉยต่อความจริงของความรอดที่แสดงในสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มที่เป็นการแสดงความเมินเฉยของผู้ใดผู้หนึ่งอย่างสมบูรณ์ต่อพระเมสสิยาห์และเหมือนกับเป็นศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์ ในความจริงหลายคนยังเมินเฉยต่อความจริงที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี และยังกลับไปสู่คริสตศาสนาตามทางโลก หากคนเหล่านี้มองพระราชกิจทั้งสี่ของพระเยซูด้วยความแตกต่างกัน นี่จึงเป็นหลักฐานที่พวกเขาเป็นผลของศาสนาตามทางโลกผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ อย่างไรก็ตาม เคราห์ดีที่ยังมีความหวังสำหรับเราอยู่ เพราะในโลกนี้มีหลายคนที่ยังคงมองหาข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณอยู่
เมื่อผู้คนมีความรู้ของความจริงของการยกความผิดบาปทางจิตวิญญาณที่เปิดเผยโดยประตูทางเข้าลานพลับพลาแล้ว พวกเขาก็สามารถได้รับพระพรของสวรรค์ทางจิตวิญญาณได้ เพราะความเชื่อนี้เป็นความเชื่อแท้จริงที่เป็นที่ต้องการที่เราต้องทราบและเชื่อเพื่อได้พบพระเมสสิยาห์เราจะต้อง อยู่ในนั้นไม่เพียงแต่ครั้งเดียว แต่ตลอดไปเลย หากท่านเป็นคริสเตียนอย่างแท้จริง ท่านต้องให้ความสนใจในความจริงนี้
ผู้ใดก็ตามที่ต้องการเข้าสู่บ้านของพระเจ้าจะต้องค้นพบความจริงที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีให้ได้และสรรเสริญพระเจ้าตามนั้น
 
 
พระเมสสิยาห์ผู้ทรงเสด็จมาเป็นผู้ทำให้การพยากรณ์สมบูรณ์
 
พระเจ้าทรงพยากรณ์ด้วยพระวจนะของพระองค์ที่พระเมสสิยาห์ตะทรงเกิดใหม่ผ่านกายของหญิงพรหมจารีย์ อิสยาห์ 7:14 กล่าวว่า “ เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำ คัญเอง ดูเถิด หญิงพรหมจารีย์คนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล “ อีกนัยหนึ่งมีคาห์ 5:2 กล่าวว่า พระเมสสิยาห์จะทรงเกิดใหม่อีกครั้งใน เบธเลเฮม “ เบธเลเฮม เอฟราธาห์เอ๋ย แต่เจ้าผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดายูดาห์นับเป็นพันๆ จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่ปกครองในอิสราเอล ดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล “ พระเมสสิยาห์เสด็จมาโลกนี้จริงๆตามคำพยากรณ์โดยพระวจนะของพันธสัญญาฉบับเก่านี้ พระองค์เสด็จมาในเนื้อหนังมนุษย์ตามความสมบูรณ์ของการพยากรณ์ตามพระวจนะของพระเจ้า
จุดใดของประวัติศาสตร์มนุษย์ ที่พระเมสสิยาห์เสด็จมาไหม? เมื่อใดที่พระเยซูเสด็จมา ยังโลกนี้? พระองค์เสด็จมายังโลกนี้ในช่วงเวลาของการปกครองของจักรพรรดิ์โรมันออกัสตัส (ช่วง 27 ปีก่อนคริสตกาล – 14 ปี หลังคริสตกาล) พระองค์เสด็จมายังโลกนี้เพื่อปลดปล่อยท่านและผู้ เขียนให้รอดจากบาปและการปรับโทษบาปโดยการได้รับบัพติศมาจากยอห์นและได้ถูกตรึงบนไม้กางเขนและหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน
พระเยซูเสด็จมาเป็นผู้ช่วยให้รอดของมนุษยชาติเมื่อชาวอิสราเอลได้เปลี่ยนไปเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิ์โรมัน และเมื่อออกัสตัสได้ครอบครองมัน เนื่องจากอิสราเอลเป็นอาณานิคมของโรมัน มันก็ต้องทำตามคำสั่งของพวกโรมัน ในเวลานี้จักรพรรดิ์ออกัสตัสได้สั่งให้ทุกคนทั่วจักร วรรดิ์โรมันได้กลับไปบ้านเกิดของตนเองและไปลงทะเบียนสำมะโนครัว การลงทะเบียนนี้จึงเริ่ม ต้นทันทีทันใดตามคำสั่งของออกัสตัส เพราะว่าการสำมะโนประชากรได้ค้นหาบัญชีของทุกคนและแต่ละคนที่มีชีวิตอยู่ในอาณาจักร รวมทั้งที่อยู่ที่อิสราเอล ชาวอิสราเอลจึงได้กลับมาสู่บ้านเกิดของตน จากตอนนี้ พระเยซู คริสต์ทรงทำงานอยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแล้ว
 
 
ดูที่ความสมบูรณ์ของพระวจนะของพันธสัญญาฉบับเก่าสิ!
 
ในเวลาของดินแดนยูดาห์ พระเมสสิยาห์ทรงกำเนิดในครรภ์ของหญิงพรหมจารีย์มารีย์ หญิงคนนี้ได้หมั้นกับโยเซฟ ทั้งมารีย์และโยเซฟต่างมาจากชนเผ่ายูดาห์ เหมือนกับที่พระเจ้าทรงสัญญากับชนชาติทั้งสิบสองของอิสราเอล กษัตริย์จะยังคงเกิดจากชนชาติยูดาห์เพียงเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อจักรพรรดิ์โรมันออกัสตัสได้ออกคำสั่งให้สำมะโนประชากร มารีย์เป็นชนเผ่ายูดาห์ได้อุ้มท้องของเธอแล้ว เมื่อเวลาของเธอใกล้เข้ามาและเกือบจะคลอด เธอจึงต้องไปที่บ้านเกิดของโยเซฟและลงทะเบียนสำมะโนประชากรที่นั่นจากคำสั่งของจักรพรรดิ์ ดังนั้นมารีย์จึงมุ่งไปที่เบธเลเฮมพร้อมกับโยเซฟตามที่คาดว่าจะกำเนิดบุตรเวลาใดก็ได้ เมื่อมารีย์เจ็บท้องคลอด พวกเขาจึงหาห้องให้เธอ แต่ไม่สามารถหาได้ในเมืองเลย พวกเขาจึงใช้ที่ใดก็ได้ที่ใช้ได้แม้ว่าจะเป็นคอกม้าก็ตาม และมารีย์ก็ให้กำเนิดเด็กชายเยซูที่คอกม้า
พระเยซูทรงกำเนิดขึ้นในคริสต์ศักราชที่ 1 พระเจ้าผู้ทรงฤทธินุภาพได้เสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์ พระผู้ช่วยให้รอดของมนุษยชาติเสด็จมาในที่ที่สัตว์อาศัยอยู่ นี่จึงหมายความว่าพระเยซูทรงประสูติในที่ที่ต่ำที่สุดในการเสด็จมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา และทั้งหมดนี้ได้กำ หนดเอาไว้โดยแผนการของพระเจ้าแล้วก่อนการสร้างสรรพสิ่ง แม้ว่าผู้คนอาจจะไม่รู้จักว่าพระยา เวห์ พระเจ้าทรงเคลื่อนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าพระเจ้าทรงเสด็จมายังโลกนี้เพื่อช่วยพวกเขาให้รอดโดยแท้จริง ดังนั้น พระเจ้าทรงทำให้มันเป็นไปได้สำหรับทุกคนให้ตระหนักว่าพระองค์จะทรงช่วยเขาหรือเธอให้รอดโดยการทำให้พระองค์ตกต่ำลงมายังโลกนี้เกิดในร่างกายมนุษย์เพื่อปลดปล่อยมนุษยชาติให้รอดจากบาปของพวกเขา
แล้วทำไมพระเยซูทรงประสูติในที่ของเบธเลเฮม? ในทุกเวลาทั้งหมด เราอาจจะสงสัยว่าทำไมพระองค์ทรงประสูติในคอกม้า และทำไม เมื่อใดที่ชาวอิสราเอลถูกเอาชนะจากพวกโรมันเพื่อเป็นเมืองขึ้น? แต่เราสามารถพบได้ในไม่ช้าว่าทั้งหมดนี้ได้อยู่ภายใต้การจัดการปกครองอย่างระมัดระวังของพระพระองค์ในการค่อยๆปลดปล่อยผู้คนให้รอดจากบาปของพวกเขา
เมื่อโยเซฟและมารีย์ลงทะเบียนสำมะโนประชากรในบ้านเกิดของตน พวกเขาจึงได้เตรียมหลักฐานที่ยืนยันว่าพวกเขามาจากเมืองนี้จริงๆ และเอกสารของพวกเขานั้นระบุได้ถูกต้อง พวกเขาจึงสามารถลงทะเบียนได้เพียงเมื่อพวกเขาจัดเตรียมหลักฐานสำคัญที่จะยืนยันว่าบรรพบุรุษของพวกเขานั้นได้อาศัยอยู่ที่นั่นจริงและเป็นเจ้าของบ้าน และบันทึกรายละเอียดของครอบครัวของพวกเขาเอาไว้ตรงสำมะโนประชากร ไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถสร้างเรื่องขึ้นมาหรือปรับแต่งได้ พระเจ้าทรงต้องการมั่นพระทัยว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์จะได้รับการพิสูจน์ตามการเกิดของประเยซู ตามการบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ระบุแน่ชัดถึงโยเซฟและมารีย์ (มิทธิว 1:1–16, ลูกา 3:23–38) ทั้ง หมดเป็นงานของพระเจ้าที่ทรงทำให้การพยากรณ์ของพระวจนะของพันธสัญญาฉบับเก่าสมบูรณ์
มีคาห์ 5:2 กล่าวว่า “ เบธเลเฮม เอฟราธาห์เอ๋ย แต่เจ้าผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดายูดาห์นับ เป็นพันๆ จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่ปกครองในอิสราเอล ดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล “ วันที่การประสูติมาถึง และพระผู้ช่วยให้รอดทรงประสูติในเมืองเบธเลเฮมตามคำทำนายอย่างชัดเจนโดยทำให้โยเซฟและมารีย์มาถึงเมืองนั้นที่พระเจ้าทรงให้คำทำนาย สมบูรณ์ การที่พระเยซูทรงประสูติในเมืองเล็กๆเบธเลเฮมก็เพื่อทำให้การพยากรณ์ของพระวจนะในพันธสัญญาฉบับเก่านั้นสมบูรณ์
ร้อยปีก่อนที่พระเยซู จะทรงประสูติขึ้นในเมืองเล็กๆเบธเลเฮม พระเจ้าประทานพระวจนะของการพยากรณ์ของพระองค์ผ่านผู้พยากรณ์ของพระองค์มีคาห์ ซึ่งแสดงไว้ข้างต้น (มีคาห์ 5:2) ศาสดาพยากรณ์อิสยาห์ได้ทำนายเอาไว้ประมาณ 700 ปีก่อนการเสด็จมาของพระผู้เป็นเจ้าของเราเช่นกันว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมาหาคนของพระองค์เพื่อเป็นผู้ช่วยให้รอดของผู้มีบาปได้อย่างไร (อิสยาห์ 53) ตามที่พระเยซูทรงประสูติในเมืองเบธเลเฮมอย่างแท้จริงตามคำพยากรณ์ของพระเจ้าผ่านผู้เผยพระวจนะมีคาห์ พระองค์ทรงทำให้พระวจนะของการพยากรณ์ของพระองค์สมบูรณ์
คำพยากรณ์นี้สมบูรณ์ตามความจริงทางประวัติศาสตร์เมื่อมารีย์และโยเซฟได้กลับไปบ้านเกิดของพวกเขาเพื่อลงทะเบียนประชากรพระเจ้าทรงทำให้พระวจนะของพระองค์สมบูรณ์โดยการทำให้เวลาเด็กกำเนิดขึ้นมาตรงเวลาที่มารีย์ไปถึงที่เมืองเบธเลเฮมพอดี เพื่อว่าเธอจะได้ไม่มีทางเลือกที่จะต้องกำเนิดบุตรที่เมืองนี้
เราค้นพบได้ที่นี่ว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ที่ตรัสพระวจนะของการพยากรณ์ของพระองค์ต่อเราและทำให้พระวจนะนั้นสมบูรณ์ จากสิ่งที่ เราค้นพบได้ว่า “ ผ้าป่านเนื้อดี “ ได้ใช้สำหรับประ ตูทางเข้าลานพลับพลานั้นมีความหมายถึงความประณีตและความดีของพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าทรงวางแผนความรอดของมนุษยชาติเอาไว้อย่างละเอียดก่อนการสร้างสรรพสิ่ง และพระองค์ทรงทำให้มันสมบูรณ์โดยไม่มีความล้มเหลวตามพระวจนะของการพยากรณ์ของพระองค์
เราจึงตระหนักได้ว่าพระวจนะของพันธสัญญาฉบับเก่านั้นคือพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง และตระหนักว่าพระวจนะของพันธสัญญาฉบับใหม่นั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้าเช่นเดียว กัน เราตระหนักได้อีกเหมือนกับที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงปกครองและเคลื่อนย้ายประวัติศาสตร์ทั้งหมดของจักรวาลทั้งหมดและโลกนี้ อีกนัยหนึ่ง เราพบได้ว่าตามที่พระเจ้าทรงสร้างจักรวาลทั้งหมด พระ องค์ทรงแสดงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงปกครองผู้คนทั้งหมด, ประวัติศาสตร์ทั้งหมด และเงื่อนไขทั้งหมดของทุกคนโดยทั่ว พระเจ้าทรงแสดงให้เราเห็นว่าไม่มีอะไรสามารถได้รับได้ตามประสงค์ของผู้ใดผู้หนึ่งได้โดยไม่ต้องสงสัยว่ามันคืออะไรถ้าพระองค์ไม่ทรงอนุญาต
เมื่อพระเยซูประสูติบนโลกนี้ ทรงประสูติในที่ที่เป็นของสัตว์ เพราะไม่มีห้องในโรงแรม และพระองค์ทรงประสูติในเมืองเบธเลเฮมจริงๆ เราต้องตระหนักว่าทุกสิ่งเป็นความสำเร็จที่สวย งามตามพระวจนะของของการพยากรณ์ของพระเจ้าที่ทรงเตรียมไว้ตามความสมบูรณ์ของพระองค์
ดังนั้น เราต้องเชื่อว่าผู้ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของจักรวาลนี้คือพระเจ้าของเรา ผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงปลดปล่อยความผิดบาปของเราไป ความจริงนี้คือพระวจนะของพระเจ้าที่ทรงแสดงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงปกครองทั้งหมด เพราะพระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของทั้งหมด
มันจึงได้รับการยืนยันแล้วว่าการประสูติของพระเยซูในเมืองเล็กๆเบธเลเฮมไม่ใช่เหตุบัง เอิญ และไม่ใช่บางสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างไร้กฎเกณฑ์โดยการจัดการของพระวจนะของพระคัมภีร์ไบเบิ้ล นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสไว้และเป็นสิ่งที่พระเจ้าเองทรงทำให้มันสมบูรณ์ผ่านพระเยซูเช่นกัน
เราต้องรู้จักสิ่งนี้และเชื่อมัน เราต้องรับมันเข้าสู่หัวใจของเราและเชื่อว่าความรอดของพระเมสสิยาห์ของเราคือความจริงที่สมบูรณ์โดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี พระเจ้าทรงแสดงให้เราเห็นว่าการยกความผิดบาปไม่ใช่บางสิ่งที่ได้มาโดยเหตุบังเอิญ แต่มันเป็นการได้รับโดยพระราชกิจทั้งสี่ของพระเยซูที่ทรงเตรียมไว้ในการปกครองของพระเจ้า
สิ่งนี้ได้แสดงให้เราได้เห็นเช่นกันว่าคริสตศาสนาไม่ได้เป็นเพียงศาสนาตามทางโลกเพียงเท่านั้น ผู้ก่อตั้งศาสนาตามทางโลกนั้นเป็นเพียงศีลธรรม แต่ผู้ก่อตั้งคริสตศาสนาของเรานั้นคือพระผู้ช่วยให้รอดของเรา และพระเจ้าทรงแสดงให้เราได้เห็นว่าความจริงของคริสตศาสนาได้เริ่มต้นจากความจริงที่ว่าพระผู้ช่วยให้รอดของเราคือพระเจ้า พระเจ้าทรงยืนยันกับเราว่าคริสตศาสนาที่เราเชื่อนั้นไม่ได้เป็นเพียงศาสนาตามทางโลกเท่านั้น คริสตศาสนาได้สร้างขึ้นบนพระสิริทั้งหมดที่พระเจ้าประทานมาให้ไม่เหมือนกับศาสนาทางโลกอื่นๆ ตามที่ได้เขียนเอาไว้ในโรม 11:36 ว่า “ เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์โดยพระองค์และเพื่อพระองค์ ขอสง่าราศีจงมีต่อพระองค์สืบไปเป็นนิตย์ “ พระองค์ประทานพระบุตรพระองค์เดียวมาให้เราเพื่อเป็นผู้ช่วยให้รอด ประทานข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณเพื่อการยกความผิดบาปมา ประทานการสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และประทานอาณาจักรสวรรค์มาให้ เราจึงต้องทราบทั้งหมดและเชื่อในหัวใจของเราว่าเราควรจะกลัวและเชื่อฟังพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์หมดหัวใจของเรา
การประสูติของพระเมสสิยาห์บนโลกนี้จึงเป็นไปตามแผนการของความรอดที่ระบุโดยพระเจ้า พระบิดาตั้งแต่ก่อนการสร้างสรรพสิ่ง ความรอดของเราได้วางแผนไว้ในนั้นอย่างสมบูรณ์ พระเจ้าทรงยอมให้เราได้ตระหนักถึงสิ่งนี้ได้ชัดเจนว่าความจริงนี้แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี ดังนั้นเราต้องรู้ถึงความรอดที่มายังโลกนี้โดยข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่ได้ยกความผิดบาปของให้เรา และเชื่อเช่นนั้น ท่านและผู้เขียนสามารถรอดจากบาปได้โดยความเชื่อนี้ เราต้องเชื่อว่าความจริงของทั้งสี่สีได้สร้างขึ้นทั้งหมดโดยความเชื่อของเราในพระวจนะข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณเช่นกัน
 
 
พระเยซู คริสต์ ผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงช่วยเราโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี
 
งานที่พระเยซู คริสต์ทรงช่วยผู้มีบาปให้รอดจากบาปของพวกเขานั้นมีสี่อย่างคือ ด้ายสีฟ้า
(บัพติศมาของพระเยซู), ด้ายสีม่วง (พระเยซูทรงเป็นพระมหากษัติย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวง อีกนัยหนึ่งทรงเป็นพระเจ้า), ด้ายสีแดงเข้ม (พระโลหิตของพระเยซู), และผ้าป่านเนื้อดี (ความสมบูรณ์ของความรอดของผู้มีบาปผ่านความซับซ้อนของพันธสัญญาฉบับเก่าและฉบับใหม่) พระเยซูทรงเป็น(ช่วยให้รอดที่ล้ำค่าโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง, สีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี
เราต้องตระหนักว่าถ้าเราไม่เชื่อว่าพระเยซูผู้เสด็จมาหาเราโดยน้ำและพระวิญญาณ ทรงช่วยเราให้รอดจากบาปของเราโดยด้ายสีฟ้า (บัพติศมาของพระเยซู), ด้ายสีม่วง (พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า) , ด้ายสีแดงเข้ม (พระโลหิตของพระเยซู), และผ้าป่านเนื้อดี (พระเยซูผู้ทำให้ความรอดสำเร็จด้วยพระจนะของพันธสัญญาฉบับเก่าและฉบับใหม่) มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถได้รับการปลดปล่อยจากบาปของเราได้และรับการปรับโทษบาปเหล่านี้ พระผู้เป็เนจ้าของเราไม่สามารถเป็นผู้ช่วยให้รอดที่สมบูรณ์ของเราได้โดยไม่มีการช่วยเราให้รอดจากบาปของเราและการปรับโทษบาปนี้
เราต้องตระหนักอย่างมีจิตวิญญาณในเหตุผลที่ม่านของประตูของลานพลับพลาได้ทอขึ้นโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง, สีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี ประตูของลานพลับพลานั้นสร้างขึ้นจากด้ายสีฟ้า, สีม่วง,สีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีเพื่อให้ทุกคนสามารถตระหนักได้อย่างชัดเจนในประตูทางเข้าและค้นหามันได้ง่าย พระเจ้าทรงยอมให้ใครก็ตามได้เข้าสู่บ้านของพระองค์อันอร่ามเรืองรองผ่านประตูทางเข้านี้
ตัวของพลับพลาก็คือบ้านของพระเจ้าอันอร่ามเรืองรองนั่นเอง ไม่มีใครที่อยากจะเข้าไปสู่บ้านของพระเจ้าได้โดยไม่ได้ตระหนักถึงความจริงของความรอดที่แสดงในรั้วและประตูทางเข้าลานพลับพลา พระเจ้าตรัสว่าคนทั้งหลายที่เพิกเฉยต่อความบริสุทธิ์ของผ้าป่านเนื้อดีที่แขวนที่พลับ พลา จะไม่สามารถเข้าไปในพลับพลาได้โดยทางประตู แต่จะข้ามไปทางอื่น พวกเขาเหล่านั้นเป็นโจรและขโมย ประตูของความรอดหมายความถึงพระเยซู คริสต์ (ยอห์น 10)
เมื่อพระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าประตูนี้ได้ทอด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง, สีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี พระเจ้าทรงแสดงให้เราดูอย่างชัดเจนผ่านพระวจนะที่แท้จริงของพระองค์ของพันธสัญญาฉบับเก่าและฉบับใหม่ว่าพระเยซูเสด็จมายังโลกนี้เพื่อเป็นบุตรของพระเจ้า ทรงรับบัพติศมาจากยอห์น ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้ง และทรงเป็นพระเมสสิยาห์ของเรา เราจึงพบความลับของด้ายสีฟ้า, สีม่วง, สีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดีได้ เราต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงยอมให้เราได้เชื่อว่าพระเยซู คริสต์คือพระบุตรของพระเจ้าผู้เสด็จมาช่วยเราให้รอดจากการพิพากษาของบาปของโลกนี้ และเชื่อว่าพระองค์คือผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงช่วยมนุษยชาติผ่านพระวจนะของพันธสัญญาฉบับเก่าและฉบับใหม่
เราต้องสามารถตระหนักได้อย่างแท้จริงว่าทำไมประตูทางเข้าของลานพลับพลาจึงทอด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี ด้ายสีฟ้าบอกอะไรกับเรา? และด้ายสีม่วง, สีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดีบอกอะไรกับเรา? เมื่อเรารู้แผนการณ์ของพระเจ้า เราจะรู้ได้ว่างานของด้ายสีฟ้า, สีม่วง, สีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีเป็นแผนการของความรอดของพระเจ้าที่ทรงทำเพื่อเราและเป็นความจริงของชีวิตนิรันดร์เช่นกัน และเราสามารถเข้าสู่อาณาจักรของพระองค์ผ่านความเชื่อของการยกความผิดบาปของเรา
เมื่อเรากล่าวว่าเรารู้จักและเชื่อในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม เรารู้ว่าพระเมสสิยาห์คือใคร ความลับทั้งหมดของระบบการสังเวยบูชาของพันธสัญญาฉบับเก่า และข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณของพันธสัญญาฉบับเก่า มันหมายความว่าเราทราบเป็นอย่างดีในเหตุผลที่พระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาและหลั่งพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน ความจริงที่ได้ตีความในประตูทางเข้าของลานพลับพลานั้นมีความจำเป็นต่อผู้ที่เชื่อทั้งหมดผู้ที่พยายามค้นหาความจริงของความรอดอันเป็นนิรันดร์
มันดูเหมือนว่าหลายคนรู้จักพลับพลาเป็นอย่างดี แต่ในความจริง ไม่ใช่กรณีนี้ ผู้คนค่อน ข้างเพิกเฉยอย่างแท้จริงต่อสิ่งที่มีความหมายโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มที่ทอเป็นประตูทาง เข้าลานพลับพลา ตามที่ความลับของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีนั้นยากที่จะทำความเข้าใจได้ หลายคนจึงมีความปรารถนาที่แท้จริงในการเรียนรู้และเชื่อมัน อย่างไรก็ตามเพราะ ว่าความลับนี้ไม่สามารถเข้าใจได้โดยคนใดคนหนึ่ง หลายคนจึงจบลงด้วยการตีความอย่างผิดๆตามความคิดเห็นของตนเองในความจริงผู้นำทางศาสนาหลายคน ได้ตีความผิดๆและเข้าใจผิดๆในความ จริงนี้ไม่ว่าวิธีใดก็ตามที่พวกเขารู้สึกเช่นนั้นโดยใช้เพียงเพื่อศาสนาของตัวเองเท่านั้น แต่พระเจ้าไม่ทรงยอมให้คริสเตียนถูกหลอกจากคนโกหกเหล่านี้อีกต่อไป พระองค์ทรงอธิบายความหมายของความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีที่ใช้สำหรับประตูทางเข้าพลับพลาไว้อย่างชัดเจน และจึงช่วยพวกเขาให้รอดจากความผิดบาปทั้งหมดของพวกเขา
1 ยอห์น 5:6–8 ในพันธสัญญาฉบับใหม่กล่าวว่า “ นี่แหละคือผู้ที่เสด็จมาโดยน้ำและพระโลหิต คือพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ด้วยน้ำอย่างเดียว แต่ด้วยน้ำและพระโลหิตและพระวิญญาณทรงเป็นพระวิญญาณเพราะพระวิญญาณทรงเป็นความจริง เรามีพยานอยู่สามพยานในสวรรค์คือพระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยานทั้งสามนี้เป็นองค์เดียวกัน มีพยานอยู่สามพยานในแผ่นดินโลกคือพระวิญญาณ น้ำ และพระโลหิต และพยานทั้งสามนี้สอดคล้องกัน “ ข้อความนี้กล่าวชัดเจนว่าพระผู้เป็นเจ้าเสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์ ทรงรับเอาความผิดบาปของเราไปพร้อมกับบัพติศมาของพระองค์และทรงช่วยเราให้รอดโดยการหลั่งพระโลหิตของพระองค์ นี่คือเหตุผลที่ประตูของลานพลับพลานั้นถูกทอด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี
อันดับแรก ด้ายสีฟ้าแสดงอะไรให้เราเห็น? มันได้แสดงให้เราเห็นส่วนของความจริงของพระเยซูผู้เป็นพระเมสสิยาห์ที่แท้จริงของผู้มีบาป ผู้เสด็จมายังโลกนี้และรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไปโดยการรับบัพติศมาจากยอห์น ในความจริงบัพติศมาที่พระเยซูทรงรับจากยอห์น ณ แม่น้ำจอร์แดนนี้เป็นความจริงของพระเยซูที่ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ไปครั้งหนึ่งเพื่อทั้ง หมด พระเยซูทรงแบกรับเอาบาปของโลกนี้ไปไว้ที่พระองค์แท้จริงโดยการรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้เป็นตัวแทนของมนุษยชาติทั้งหมด เพราะความผิดบาปของมนุษย์ทั้งหมดได้ผ่านไปสู่พระเศียรของพระเยซูเอง คนทั้งหลายที่เชื่อในความจริงนี้ไม่มีบาปในหัวใจของพวกเขา
อันดับที่สอง อะไรคือความหมายแท้จริงของด้ายสีม่วงที่ทอที่ประตูทางเข้าลานพลับพลา? มันบอกเราว่าพระเยซูทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวง ในความจริงพระเยซูทรงสร้างจักรวาล ทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต และทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่แท้จริงผู้เสด็จมายังโลกนี้ พระเมสสิยาห์เสด็จมาโลกนี้จริงๆในเนื้อหนังมนุษย์ และด้วยการแบกรับความผิดบาปของโลกนี้ไว้ที่ร่างกายของพระองค์เองผ่านบัพติศมาที่พระองค์ทรงรับจากยอห์น และด้วยการสัง เวยบูชาด้วยความตายและการฟื้นขึ้นมาจากความตาย พระเยซูทรงช่วยคนของพระองค์ให้รอดทั้ง หมด ผู้ที่จดจำได้ รู้สึกกลัวและเชื่อในพระเมสสิยาห์ของพวกเขาให้รอดจากความผิดบาปและการพิพากษาของบาปทั้งหมด
ในความจริงพระเยซูของเราทรงเป็นพระเจ้าและพระเมสสิยาห์โดยแท้จริง พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดโดยแท้จริง เพราะว่าพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไว้ที่พระ องค์โดยบัพติศมาของพระองค์ ด้วยการหลั่งพระโลหิตและการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระองค์นั้นไม่เพียงแต่ชำระความผิดบาปทั้งหมดของเราไปเท่านั้น แต่พระองค์ทรงรับการพิพากษาบาปที่น่ากลัวในที่ของเราเพื่อพวกเรา
อันดับที่สาม ด้ายสีแดงเข้มหมายถึงพระโลหิตที่พระเยซูทรงหลั่งบนไม้กางเขน และมันยังหมายความว่าพระคริสต์ทรงประทานชีวิตใหม่ให้กับพวกเราที่เชื่อ ความจริงของด้ายสีแดงเข้มนี้บอกเราว่าไม่เพียงแต่พระเยซูทรงรับการพิพากษาเพื่อความผิดบาปของเราโดยการรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ที่ทรงรับจากยอห์นเท่านั้น แต่พระองค์ทรงประทานชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ที่เชื่อโดยการประทานชีวิตของความเชื่อให้แก่ผู้ที่ได้ตายเพื่อบาปด้วย พระเยซูทรงประทานชีวิตใหม่มาให้อย่างแท้จริงให้แก่ผู้ที่เชื่อในบัพติศมาของพระองค์และพระโลหิตที่พระองค์ทรงหลั่ง
จากนั้น ผ้าป่านเนื้อดีหมายถึงอะไร? มันแสดงด้วยพันธสัญญาฉบับใหม่ว่าพระเจ้าทรงทำตามคำสัญญาของความรอดของพระองค์ที่ได้เขียนเอาไว้ในพันธสัญญาฉบับเก่า และมันบอกเราว่าเมื่อพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์และรับการพิพากษาเพื่อบาปของเราบนไม้กางเขนในพันธสัญญาฉบับใหม่ พระองค์ทรงทำให้ความรอดสำเร็จตามที่พระเจ้าทรงสัญญาแก่ชาวอิสราเอลในพระวจนะของพันธสัญญาของพระองค์
พระยาเวห์ พระเจ้าตรัสในอิสยาห์ 1:18 ว่า “พระเยโฮวาห์ตรัสว่า ’มาเถิดให้เราสู้ความกัน ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้มก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดงก็จะกลายไปเป็นขนแกะ ‘” ระบบการสังเวยบูชาในพันธสัญญาฉบับเก่าก็เช่นเดียวกันได้วางระเบียบให้ถวายเครื่องบูชาในพลับพลา โดยที่บาปของชาวอิสราเอลได้ผ่านไปสู่แพะรับบาปด้วยการวางมือ ซึ่งเป็นคำสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับชาวอิสราเอลเพื่อเรา สิ่งนี้คือวิวรณ์ของคำสัญญาของพระเจ้าที่ทรงสัญญาว่าจะทรงช่วยผู้คนของโลกนี้ให้รอดจากความผิดบาปประจำวันและประจำปีของพวกเขาผ่านพระเมษโปดกของพระเจ้าในอนาคต
สิ่งนี้เป็นสัญญาณของคำสัญญาของพระเมสสิยาห์ว่าจะเสด็จมา ดังนั้นในเวลาของพันธสัญญาฉบับใหม่ เมื่อพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ไว้ที่พระองค์เพียงครั้งเดียวโดยการได้รับบัพติศมาของพระองค์ตามวิธีของพันธสัญญาฉบับเก่า มันเป็นความสำเร็จของพันธสัญญาของพระเจ้า พระเจ้าทรงแสดงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงทำให้มันสมบูรณ์อย่างแท้จริงโดยการประทานพระวจนะของคำสัญญาของพระองค์ให้เรา บัพติศมาที่พระเยซูทรงได้รับ ได้แสดงในความจริงนี้ว่าพันธสัญญาของพระเจ้าได้สมบูรณ์ทั้งหมด
 
 
พระเยซู คริสต์ผู้เสด็จมาโดยน้ำ, พระโลหิต และพระวิญญาณ
 
ทำไมพระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์น? เหตุผลก็คือทรงรับความผิดบาปของมนุษยชาติไว้ที่พระองค์และได้รับการพิพากษาเพื่อบาปแทนเรา พระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาเพื่อทำให้ความผิดบาปของมนุษยชาติทั้งหมดหายไป และทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดที่แท้จริงของเรา เสด็จขึ้นบนไม้กางเขน และหลั่งพระโลหิตและสิ้นพระชนม์บนนั้น ในการทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทรงล้างบาปของเราทั้งหมดเท่านั้น แต่ยังรับการพิพากษาของบาปเหล่านี้ทั้งหมดแทนเราด้วย และทรงมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดอันเป็นนิรันดร์ให้เรา ความผิดบาปทั้งหมดของเราได้ผ่านไปสู่พระเยซูเมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมาจากยอห์น และทรงแบกรับเอาความผิดบาปเหล่านี้ของโลกไว้บนไม้กางเขน เพราะว่าพระเยซู คริสต์ทรงแบกรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไว้โดยบัพติศมาของพระองค์และเพราะว่าพระองค์ทรงแบกรับความผิดบาปของโลกนี้ไว้บนไม้กางเขน พระองค์จึงถูกตรึงบนไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต และสิ้นพระชนม์ในที่ของเรา
อิสยาห์ 53:5 กล่าวว่า “ แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความละเมิดของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความชั่วช้าของเรา การตีสอนอันทำให้พวกเราปลอดภัยนั้นตกแก่ท่าน ที่ต้องฟกช้ำนั้นก็ต้องทำให้เราหายดี “ ความผิดบาปดั้งเดิมของเราที่เราได้รับมาจากบรรพบุรุษของเราอดัมและอีวาและความผิดบาปแท้จริงที่เราได้ทำตลอดทั้งชีวิตของเรานั้นได้ผ่านไปสู่พระผู้เป็นเจ้าของเราโดยบัพติศมาของพระองค์ และพระองค์ทรงรับการพิพากษาเพื่อบาปเหล่านี้ทั้งหมด พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงทำให้ความผิดบาปของเราทั้งหมดหายไปโดยการเสด็จมาโดยน้ำและพระโลหิต (1 ยอห์น 5:5–8)
แล้วใครคือพระเยซู คริสต์ ผู้ช่วยให้รอดของเราและพระเมสสิยาห์ผู้รับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราและทำให้มันหายไป? ปฐมกาล 1: 1 กล่าวว่า “ ในเริ่มแรกนั้นพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดินโลก “ ผู้ใดคือพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพที่ทรงสร้างจักรวาลด้วยพระวจนะของพระองค์? พระองค์ทรงเป็นผู้ใดไปไม่ได้นอกจากพระเมสสิยาห์ของผู้มีบาป พระองค์ผู้เสด็จมาโดยน้ำของบัพติศมาของพระองค์เพื่อช่วยท่านและผู้เขียนให้รอดจากบาปทั้งหมดของโลกนี้ พระเยซูทรงปลดปล่อยเราจากบาปและการพิพากษาโดยน้ำ, พระโลหิต และพระวิญญาณ พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมาหาเราเพื่อเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราเพื่อรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราและรับการพิ พากษาเพื่อบาปเหล่านี้ในที่ของเรา
ในความจริง พระเยซู คริสต์คือพระบุตรของพระเจ้าและทรงเป็นพระเจ้า เพราะพระเมสสิยาห์ที่แท้จริงคือพระเจ้าของเรา พระนาม “ เยซู “ หมายถึง “ ผู้ช่วยให้รอดผู้ช่วยคนของพระองค์ให้รอดจากบาป (มัทธิว 1:21) “ คริสต์ “ ในภาษากรีกคือ “ Basileus “ หมายถึง “ พระมหากษัตริย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวง “ พระเยซูทรงเป็นผู้สร้าง ผู้ทรงสร้างจักรวาลทั้งหมด ทรงเป็นผู้ปกครองทั้งหมดโดยแท้จริง เป็นผู้ช่วยให้รอดของผู้มีบาป และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวงผู้พิพากษาซาตาน
พระเจ้าที่แท้จริงนี้ทรงสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์ ตามที่เราที่เป็นสิ่งที่ทรงสร้างของพระองค์ตกลงไปสู่ความผิดบาปและมีเคราะห์กรรมที่จะพินาศเพราะความอ่อนแอของเรา พระมหากษัตริย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวงทรงสัญญาที่จะช่วยเราให้รอดจากบาปของเรา และทรงทำคำสัญญาของพระองค์ที่จะเสด็จมาหาเราสมบูรณ์ และในการทำให้เราเป็นคนของพระองค์ทั้งหมดและไม่มีบาป พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมาหาเราโดยน้ำ, พระโลหิต และพระวิญญาณ
พระเมสสิยาห์ผู้ทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง เสด็จมายังโลกนี้โดยแท้จริงในเนื้อหนังของมนุษย์เพื่อทำให้บาปของเราหายไป และทรงรับเอาความผิดบาปของเราทั้งหมดไว้ที่พระองค์โดยการรับบัพติศมาจากยอห์น ณ แม่น้ำจอร์แดน และด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงรับการพิพากษาเพื่อบาปของเราทั้งหมดในที่ของเรา เพราะในความจริงพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ของเราจริง เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราและพระผู้เป็นเจ้าของชีวิตของเรา เราจึงสามารถได้รับชีวิตใหม่และชีวิตนิรันดร์ได้การเชื่อในพระองค์ ดังนั้นพระเมสสิยาห์ทรงเป็นพระเจ้าของเราโดยแท้จริง นี่คือเหตุผลที่ประตูทางเข้าพลับพลาได้ถูกทอด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม เพราะสิ่งนี้เป็นความลับของน้ำและพระวิญญาณที่ปลดปล่อยเราจากบาปและการพิพากษาบาปของเรา
ความจริงที่พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเราให้รอดจากบาปโดยแท้จริงไม่กำกวม พระผู้เป็นเจ้า ของเราไม่ทรงสัญญาในความรอดของพระองค์อย่างไม่ชัดเจน ไม่ใช่การได้รับอย่างหยาบๆ และไม่สามารถยืนยันความเชื่อของผู้ที่เชื่อในพระองค์อย่างไร้กฎเกณฑ์ พระองค์ทรงช่วยเราให้รอดโดยน้ำและพระโลหิตของพระองค์ ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าของเราทรงตรัสกับผู้ที่เชื่อพระองค์แต่เพียงในนามว่า “ มิใช่ทุกคนที่ร้องแก่เราว่า ‘ พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ‘ จะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดา ของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ “ (มัทธิว 7 : 21)
ผู้สอนผิดๆที่ยืนยันว่าตนได้ทำให้ผู้คนได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในพระนามของพระเยซูอย่างแท้จริง ได้ขับไล่ปีศาจออกไปในพระนามของพระองค์ และทำการมหัศจรรย์มากมายในพระนามของพระองค์ แต่พระเจ้าตรัสแก่พวกเขาในมัทธิว 7:23 ว่า “ เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลยผู้กระทำการชั่วช้า จงไปเสียให้พ้นจากเรา “ สิ่งนี้บอกเราว่าในหมู่คริสเตียนทั้งหลาย มีหลายคนที่ยังคงมีบาปอยู่ ผู้ที่จะได้รับการพิพากษาเพื่อบาปของพวกเขาในวันแห่งการพิพากษาและจากนั้นจะต้องลงนรก
ในความจริงมีคริสเตียนหลายคนที่สารภาพอย่างชัดเจนว่า “ พระเยซูทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา พระเยซูทรงช่วยเราให้รอดจากบาปของเราอย่างชัดเจน “ แต่ตามการอ้างเช่นนั้นพวกเขาไม่แม้แต่พยายามที่จะเรียนรู้ว่าพระเมสสิยาห์ทรงรับเอาความผิดบาปของพวกเขาไปไว้อย่างแท้จริงด้วยบัพติศมาจของพระองค์ และเรียนรู้ว่าพระองค์ทรงแบกรับเอาความผิดบาปของพวกเขาและรับการพิพากษาเพื่อบาปเหล่านี้โดยการหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน คนเหล่านี้จะไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าทั้งหมดในขณะที่ยังคงมีบาปอยู่ เพราะพวกเขาเชื่อเพียงในนาม ตามที่ได้ปฏิบัติตามศาสนาแต่เพียงทางโลกเท่านั้น
เพราะพวกเขาไม่เชื่อตามความจริงที่พระผู้เป็นเจ้าของเราตรัสเอาไว้ “ และท่านทั้งหลายจะรู้จักความจริง และความจริงนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไทย “ พวกเขาไม่ได้รับการยอมรับจากพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าผู้คนจะเชื่อในพระเยซูหรือไม่ คนทั้งหลายที่มีบาปอยู่ในหัวใจของพวกเขาจึงไม่สามารถเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ได้ ดังนั้นพวกเขาต้องมั่นใจว่าพวกเขามีคุณสมบัติที่จะเข้าสู่สวรรค์ได้โดยการเชื่อในความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มในขณะที่ยังอยู่บนโลกนี้ การทำประ ตูลานพลับพลาโดยการทอม่านบังตาด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีนั้นเป็นการ จัดการของพระเมสสิยาห์ คนทั้งหลายที่จะต้องตกนรกเพราะบาปจะต้องเชื่อในสิ่งนี้
เนื่องจากคนเหล่านี้เพิกเฉยในความจริงและเพราะว่าพวกเขาเชื่อในพระเยซูด้วยความรู้ผิดๆของตน พวกเขาก็ยังเต็มไปด้วยบาปอยู่ พวกเขายังคงมีบาปเพราะตนได้คิดถึงพระผู้ช่วยให้รอดของตนบนความคิดของตนเองและสร้างคำสอนของความรอดของตนขึ้นมาตามความคิดเหล่านี้ การเชื่อว่าความรอดมาด้วยความพยายามของพวกเขาในการอธิษฐานสารภาพบาปต่อพระเจ้าและพยายามเข้าถึงการสังเวยบูชาที่เพิ่มขึ้นของตน แทนการเชื่อตามความจริงที่ซ่อนในวัสดุต่างๆของพลับพลา
หลายคนบนโลกนี้ที่อ้างว่าเชื่อว่าพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอด และไม่เชื่อในบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน มีหลายคนบนโลกนี้ที่คิดว่าพวกเขาสามารถเข้าสู่อา ณาจักรอันบริสุทธ์ของพระเจ้าได้โดยการเชื่อในพระโลหิตของพระเยซู แม้ว่าว่าพวกเขายังคงเต็มไปด้วยบาป แทนการเชื่ออย่างแท้จริงในด้ายสีฟ้า, สีมว่งและสีแดงเข้มว่าเป็นผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา
 
 
การเข้าคู่กันของพันธสัญญาฉบับเก่าและพันธสัญญาฉบับใหม่
 
พระเจ้าทรงบอกเราในอิสยาห์ 34:16 ว่า ทุกพระวจนะของพระเจ้าได้มีสิ่งเข้าคู่กัน อีกนัยหนึ่ง พระวจนะของพระเจ้านั้นมีคู่สัมพันธ์กัน พระเจ้าตรัสว่าให้มองและดูว่าพระวจนะของพันธสัญญาฉบับเก่าของพระองค์เข้าคู่กับพระวจนะของพันธสัญญาฉบับใหม่ของพระองค์หรือไม่ ตัว อย่างเช่น ตรงที่ชาวอิสราเอลได้ผ่านบาปของพวกเขาไปยังแพะสังเวยบาปด้วยการวางมือในพันธสัญญาฉบับเก่า ในพันธสัญญาฉบับใหม่ก็เข้าคู่กันโดยบัพติศมาที่พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไป และจึงผ่านบาปของเราไปสู่พระองค์
พระเยซู เสด็จมายังโลกนี้เป็นเครื่องสังเวยบูชาและเป็นผู้ช่วยให้รอดของผู้มีบาปทั้งหลายโดยน้ำและพระโลหิต หากพระองค์ไม่ได้รับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไปโดยการรับบัพติศมาแล้ว ก็จะไม่มีความจำเป็นที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงทำให้บาปของเราหายไปอย่างชัดเจนโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม นี่คือคำสัญญาจากพระเจ้าโดยพระวจนะของพระองค์เช่นกันหลังจากที่พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมาโดยพระวจนะนี้และชำระความผิดบาปสีแดงเข้มของเราเพื่อเป็นพวกเขาให้ขาวราวหิมะ
ในความจริง ก่อนที่จะตระหนักในความจริงนี้ เราท่วมท้นไปด้วยบาปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดโดยไม่ต้องสงสัย ดังนั้นเราจึงไม่มีอะไรที่จะโอ้อวดได้ต่อพระพักตร์พระเจ้า ไม่เพียงแต่เราไม่มีอะไรที่จะโอ้อวดต่อพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้น แต่เราก็ยังไม่มีความมั่นใจใดๆต่อพระพักตร์พระองค์เลยเช่นกัน อีกนัยหนึ่งไม่มีอะไรที่จะยอมให้เราได้แกล้งฉลาดได้เลย ต่อพระพักตร์พระเจ้า ทั้งหมดที่เราจะกล่าวได้ก็คือ “ ใช่ พระองค์ถูกต้องแล้ว “
หากพระเจ้าตรัสว่า “ เจ้าเป็นผลของความชั่วช้า ต้องตกนรก“
“ใช่ พระองค์ถูกต้องแล้ว ได้โปรดช่วยข้าพระองค์ให้รอดด้วย“
“เราช่วยเจ้าให้รอดในวิธีนี้คือ โดยน้ำ, พระโลหิต และพระวิญญาณ“
“ใช่ พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์เชื่อ!“
ท่านกล่าวได้เพียงว่า “ใช่“ อยู่ตลอดเวลา เมื่อยืนต่อพระพักตร์พระเจ้า เราไม่สามารถทูลพระองค์ว่า “ ข้าพระองค์ทำสิ่งนี้ สิ่งนั้น ข้าพระองค์รับใช้คริสตจักรของข้าพระองค์เป็นอย่างดี ข้าพระองค์เชื่อในพระเยซูอย่างหมดหัวใจ ข้าพระองค์ปกป้องความเชื่อของข้าพระองค์ด้วยความโง่เขลาที่ไม่มีใครจะสามารถจินตนาการได้! “
พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ความผิดบาปทั้งหมดของเราหายไปโดยแท้จริงได้อย่างไร? พระ องค์ทรงแสดงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงทำให้มันหายไปโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม ในพันธสัญญาฉบับเก่า พระองค์ทรงทำให้บาปหายไปโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้ม และในพันธสัญ ญาฉบับใหม่พระเยซูเสด็จมาเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราโดยการเสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังมนุษย์ ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาที่ทรงรับจากยอห์น และทรงรับบาปของเราและรับการพิพากษาของบาปเหล่านี้โดยการหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน
พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ไปเพียงครั้งเดียวโดยการรับบัพติศมา (มัทธิว 3:15) ความผิดบาปทางโลกของเราทั้งหมดได้ผ่านไปสู่บ่าของพระเยซู หลังจากทรงรับบัพติศมาเพื่อรับเอาความผิดบาปของโลกไปพร้อมกับบัพติศมาของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงแบกเอาความผิดบาปเหล่านี้ไปบนไม้กางเขน ทรงถูกตรึงไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต สิ้นพระ ชนม์บนไม้กางเขน ฟื้นขึ้นมาจากความตายอีกครั้ง และทรงทำให้ความผิดบาปทั้งหมดของเราหาย ไปอย่างแท้จริง พระเยซู คริสต์ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา
ความชอบธรรมของพระเจ้าที่เราได้รับเป็นความชอบธรรมที่ได้มาโดยการเชื่อในพระเยซู คริสต์ ผู้เสด็จมายังโลกนี้โดยน้ำ พระโลหิต และพระวิญญาณ นี่คือความรอดแท้จริงที่ได้รับจากพระเจ้า ไม่ใช่บางสิ่งที่เราได้รับด้วยตัวเอง ไม่มีอะไรที่เราสามารถอวดดีต่อพระพักตร์พระเจ้าได้
ในความเป็นจริง เรารอดจากบาปทั้งหมดของเราโดยการเชื่อในพระเยซู คริสต์ผู้ทรงเป็นผู้ ช่วยให้รอดของเรา อีกนัยหนึ่งเราผู้ที่เป็นผู้มีบาปได้รับการยกความผิดบาปอย่างแท้จริงโดยการเชื่อในบัพติศมาของพระเยซู และพระโลหิตที่ทรงหลั่งเพื่อเรา กล่าวได้ว่าหากพระราชกิจของความรอดของพระเยซูได้พิจารณาว่าประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของความรอดของเรา และยังมี 30 เปอร์เซ็นต์ที่พิจารณาโดยความพยายามส่วนตัวที่จะไม่ทำบาปแล้ว เราต้องอยู่ทั้งคืนเพื่อทำการอธิษฐานอย่างแท้ จริง ใช้เวลาทุกวันเพื่อนมัสการของกลับใจใหม่ รับใช้ชุมชน หรือพยายามที่จะทำทุกสิ่งหรืออะไรก็ได้เท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเราจะค่อยๆสังเวยบูชาและเพราะความรอดของเราจะสำเร็จทีละน้อย
แต่อัครสาวกเปาโลกล่าวในโรมว่า “ โอ ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจจริง ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความตายนี้ได้? ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้า โดยทางพระเยซู คริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา เหตุฉะนั้นการปรับโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลาย ที่อยู่ในพระเยซู คริสต์ (โรม 7:24-8:1) เหมือนกับที่เปาโลสารภาพว่าเราต้องเชื่อในพระเยซู คริสต์เหมือนกับที่พระองค์ทรงทำ พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเยซู คริสต์ได้ช่วยเราให้รอดจากร่างกายของความตายนี้อย่างแท้จริง 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วใครที่สามารถปรับโทษบาปของเราได้? ไม่มีใครจะปรับโทษบาปเราได้ เพราะพระเยซูทรงช่วยเราให้รอด 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว โดยไม่คำนึงถึงความบกพร่องของเราเลย
 
 
ท่านและผู้เขียนก็เช่นกันเป็นพวกฟาริสีทางจิตวิญญาณทั้งหมด
 
บางท่านอาจจะรู้จักและเชื่อในพระเยซูทีละน้อยเป็นเวลานาน หรืออีกนัยหนึ่งท่านได้เชื่อในพระเยซูว่าเป็นผู้ช่วยให้รอดของท่านแม้แต่ก่อนที่ท่านจะได้พบกับข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ ตัวของผู้เขียนเองก็เช่นกันได้เป็นคริสเตียนโดยไม่ได้เกิดใหม่เป็นเวลาถึงสิบปี
เมื่อเราเชื่อในพระเยซู เป็นครั้งแรกว่าทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา มันเป็นการเพิ่มประสบการณ์ของเรามากกว่า สิ่งนี้เริ่มต้นด้วยความสดใสว่าเราคิดว่าเราจะรอดโดยไม่มีเงื่อนไขเพียงการเชื่อในพระเยซูว่าทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราแม้ว่าเรายังคงเพิกเฉยต่อความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มก็ตาม
ในครั้งแรกที่ผู้เขียนเชื่อในพระเยซู หัวใจของผู้เขียนจึงเต็มไปด้วยความปีติยินดี ดังนั้นผู้ เขียนจึงมีความสุขอย่างยิ่งเมื่อเชื่อในพระเยซูเป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นประมาณห้าปี ผู้เขียนกลับ มาดูตัวเองและเห็นว่ายังคงยึดติดอยู่ในบาปที่ได้ทำไปอย่างต่อเนื่อง และมาตระหนักว่าเรายังไม่เป็นอิสระเลย ท่านคิดว่าผู้เขียนได้ทำบาปหรือไม่ทำบาปเลยในช่วงเวลาห้าปีแรกของการเป็นคริสตเตียนของผู้เขียนไหม? ไม่ว่าท่านจะรู้จักผู้เขียนหรือไม่คำตอบก็ค่อนข้างชัดเจน แน่นอนว่าทำบาป ในช่วงเวลานี้เมื่อผู้เขียนไม่รู้จักความจริงผู้เขียนรู้สึกทรมานทุกครั้งที่ทำบาปและพยายามกำจัดความเจ็บปวดนี้โดยการอธิษฐานกลับใจใหม่ทุกวัน ในเวลานั้นก็อดอาหารเป็นเวลาถึงสามวัน ภาระในหัว ใจของผู้เขียนจึงถูกยกออกทีละน้อย ยอมให้ได้สรรเสริญพระเจ้า “ พระคุณอันมหัศจรรย์! เสียงของผู้น่าเวทนาเช่นข้าพระองค์ช่างสวยงามอะไรเยี่ยงนี้! “ แต่หลังจากนั้นแน่นอนว่าผู้เขียนจะต้องจบลงด้วยการทำบาปอีกครั้ง เพราะว่าผู้เขียนมีข้อด้อยมากมายและเต็มไปด้วยปมด้อย ทุกวันที่ผู้เขียนทำบาปผู้เขียนรู้สึกเกลียดตัวเองที่ทำเช่นนั้น ไม่ใช่ครั้งเดียวที่ผู้เขียนต้องแก้ปัญหานี้ของบาป
ภายใต้สถานการณ์นี้ เมื่อเวลาผ่านไปห้าปี และผู้เขียนได้เป็นคริสเตียนเป็นเวลาสิบปี ทันใดนั้นผู้เขียนรู้สึกตกใจที่ค้นพบว่าตนเองได้ทำบาปมามากมายในช่วงเวลาหลายปีนี้ เมื่อมองที่ตัวเองที่ทำบาปมากมายทุกวัน ผู้เขียนมีความรู้สึกเศร้าอย่างสุดซึ่งและท้อแท้อย่างถึงที่สุด และเมื่อผู้เขียนอยู่ต่อพระราชบัญญัติ ผู้เขียนค้นพบเช่นกันว่าตนเต็มไปด้วยบาปเช่นใด มันมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้เขียนที่ มายืนต่อพระพักตร์พระเจ้า และผู้เขียนก็จบลงด้วยการเปลี่ยนไปเป็นผู้มีบาปผู้ที่ไม่สามารถอ้างได้ว่ารู้จักพระเยซูเป็นอย่างดีและเชื่อในพระองค์ ดังนั้นในปีที่สิบของการเป็นคริสเตียนของผู้เขียน ผู้ เขียนสารภาพในความผิดบาปของตน
เมื่อผู้เขียนเชื่อในพระเยซู ผู้เขียนคิดจริงๆว่าผู้เขียนเป็นคนดีอย่างแท้จริง แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้เขียนตระหนักมากขึ้นไปอีกว่าไม่มีอะไรที่จะโอ้อวดได้ต่อพระพักตร์พระเจ้า ผู้เขียนตระหนักว่า “ แท้จริงแล้ว เราเป็นพวกฟาริสี ไม่ได้พบพวกฟาริสีเพียงแต่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเท่านั้น เพราะเราเองก็เป็นฟาริสีในปัจจุบันนี้ด้วยเช่นกัน! “
พวกฟาริสีคือผู้คนที่เสแสร้งว่าบริสุทธิ์ ทุกวันอาทิตย์ก็ไปโบสถ์พร้อมกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พวกเขาตะโกนออกมาดังๆตามคริสเตียนทั้งหลายว่า “ อรุณสวัสดิ์ ฮาเลลูยา!” และเมื่อพวกเขานมัส การ ทุกครั้งก็จะได้ยินบางคนพูดถึงไม้กางเขน และจบลงด้วยการร้องให้ ผู้เขียนเองก็เช่นกัน เสียน้ำ ตาเมื่อคิดถึงพระโลหิตของพระเยซู ผู้เขียนคิดว่านี่คือการนมัสการที่แท้จริง แต่ในขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ท้ายที่สุดทุกคนก็ค้นพบตัวเองว่ากำลังทำบาปหลังจากมีบาปอยู่ ดังนั้นผู้คนจึงไปชุมนุมกันอีกครั้งเพื่อทำการอธิษฐานกลับใจใหม่พวกเขาอาจจะรู้สึกดีขึ้นในชั่วขณะหนึ่งแต่จากนั้นไม่นาน พวกเขาก็ไม่ได้อธิษฐานกลับใจใหม่อีกต่อไป เพราะพวกเขาทำบาปมากมายเหลือเกิน บางคนอาจ จะพูดด้วยภาษาแปลกและเห็นภาพอะไรจากนั้น แต่ไร้ประโยชน์ ไม่ต้องสงสัยว่าพวกเขาพยายามที่จะทำอะไร มันไร้ประโยชน์สำหรับพวกเขาที่จะแก้ปัญหาบาปในหัวใจของตน
แม้ในท้ายที่สุดพวกเขาตระหนักว่าพวกเขาไม่มีค่าอะไรเลยที่จะอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าและตระหนักได้ว่าพวกเขาต้องตกนรกเพราะบาปของตน แม้ว่าจะรู้ได้ช้าไปหน่อย มันก็ยังคงเป็นผลลัพธ์ที่ดี ในความเป็นจริงยิ่งเราเชื่อในพระเยซูนานเท่าใด เราก็จะมาตระหนักได้ว่าเรามีบาปที่ซ่อนในหัวใจของเรามากเท่านั้นและอธิษฐานอย่างผู้เสแสร้งว่าพวกเขาได้รับการยืนยันจากผู้คนรอบๆตัวพวกเขาว่าเป็นผู้ที่เลื่อมใสน่านับถือ
นักศาสนาของโลกนี้ให้ความเคารพอย่างยิ่งใหญ่แก่กันและกัน แต่เมื่อพวกเขายืนต่อพระพักตร์ของพระเจ้าพวกเขาเป็นบาปใหญ่ยิ่งโดยไม่ต้องคำนึงว่าพวกเขาได้รับการเคารพและการยืน ยันจากผู้อื่นอย่างไร
เมื่อเราไม่รู้จักความจริง เราก็เช่นกันที่เคยอธิษฐานกลับใจใหม่ด้วยความขยัน แต่หลังจากนั้นชั่วขณะหนึ่ง เราก็เหนื่อย และก็จบลงด้วยการอธิษฐานว่า “ พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทำอะไรก็ได้ ข้าพระองค์มีบาปมากมาย ข้าพระองค์ทำบาปอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้มันน่าลำบากใจที่ข้าพระองค์จะทูลต่อพระองค์อีกครั้งหนึ่ง “ แม้ว่าหนทางของมันช่างน่าลำบากใจ เพราะเรารู้มาว่าพระเจ้าจะทรงพอพระทัยเมื่อใดก็ตามที่เราสารภาพบาปของเรา และรู้มาว่าพระองค์จะประทานการยกความผิดบาปมาให้พร้อมกับความชอบธรรมและชำระความไม่ชอบธรรมทั้งหมดไป เรายังคงอธิษฐานต่อพระ องค์ว่า “ พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ทำบาป ได้โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ด้วย! “ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังคงมีบาปอยู่ในหัวใจของเรา
เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนก้มหน้าอธิษฐานต่อพระเจ้า ความกลัวบาปของพวกเขาได้บอกพวกเขาถึงบาปของพวกเขาและกินใจของพวกเขา ความกลัวบาปของเราทรมานใจเราโดยบอกเราว่า “ เจ้ากล้าที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยบาปที่เจ้าทำมากมายได้อย่างไร? “
ดังนั้นหลังจากนั้นชั่วขณะหนึ่ง เราก็จบลงด้วยการร้องให้ว่า “ พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า! “ เพราะเราไม่มีจะไรจกกล่าวอีกแล้ว เราพบตัวเองไปบนภูเขาและตะโกนพระนามของพระผู้เป็นเจ้ามากขึ้นไปเรื่อยๆ ในการหลีกเลี่ยงความลำบากใจของการชักนำความเอาใจใส่ของผู้คน เราได้ปีนไปบนภูเขาในเวลาดึก เข้าไปในถ้ำที่นั่น และร้องให้ออกมาดังๆด้วยพระนามของพระผู้เป็นเจ้า แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เข้ากับตัวเราได้เท่านั้นและบาปของเรายังคงอยู่กับเราเช่นกัน
เราก็พยายามที่จะตั้งสติ โดยบอกตัวเองว่าเราไม่เป็นผู้มีบาปอีกต่อไปแล้ว “ พระเจ้าทรงมีความกรุณาอย่างยิ่ง พระองค์จะทรงทำให้บาปของเราหายไป เราอดอาหารและอธิษฐานเป็นเวลาสามวัน เราคิดว่าบาปอะไรที่ได้ทำมากมายเช่นนั้นพระเจ้าผู้ทรงกรุณาคุณจะยกโทษให้เราไหม? “
แต่เราจะสามารถหลอกตังเองได้หรือหากเรายังคงสรรเสริญพระเจ้าเพราะพระกรุณาคุณของพระองค์อยู่? เราจะสามารถหลอกใจตัวเองได้อย่างไรเมื่อเรายังคงเต็มไปด้วยบาปอยู่ต่อพระ พัตร์พระเจ้า? เราไม่มีทางทำเช่นนั้นได้! ไม่ต้องสงสัยว่าเราปีนขึ้นไปในตำแหน่งผู้นำคริสตจักรที่สูงเพียงใด และไม่ต้องสงสัยว่าเราได้รับความคิดเห็นจากผู้อื่นมากเพียงใด ตราบเท่าที่เรายังคงทำบาปอยู่ เราจะไม่มีทางเป็นอิสระจากบาปได้เลย และก็จบลงด้วยการเป็นผู้เสแสร้งในท้ายที่สุด
ความปรารถนาที่เต็มไปด้วยบาปยังคงเกิดขึ้นในหัวใจของเราต่อไป แม้ว่าเราได้พูดถึงพระโลหิตของพระเยซูบนไม้กางเขนอย่างนับไม่ถ้วน แม้ว่าเราหลั่งน้ำตามากมายเพียงแค่คิดถึงพระโล หิตของพระองค์บนไม้กางเขน และแม้ว่าเราได้เป็นคริสเตียนที่ดี เราก็ยังคงเต็มไปด้วยบาปจนกระ ทั่งได้พบกับข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่สมบูรณ์ ตามการมีชีวิตตามพิธีกรรมทางคริสต ศาสนาทั้งหมด เรายังคงมีบาป สิ่งนี้เป็นศาสนาของพวกฟาริสี ยังคงมีผู้คนมากมายบนโลกนี้ที่มีความเชื่อเช่นนี้ และพวกเขาถูกพบในคริสตศาสนาของเรา
 
 
ความผิดบาปทั้งหมดของเราหายไปโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ
 
ก่อนจะรู้จักข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และก่อนจะเชื่อในข่าวประเสริฐนี้ เราทั้ง หมดมีบาปในหัวใจของเรา ก่อนเราจะเชื่อในความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดีนี้ ตัวของเรานั้นเต็มไปด้วยบาป ในความสัตย์ซื่อทั้งหมด เราทั้งหมดเต็มไปด้วยบาปต่อพระพักตร์พระเจ้า และเราต้องตกนรกเพราะความผิดบาปของเรา เพราะพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราว่า “ ค่าจ้างของบาปคือความตาย “ เราจึงรู้สึกทรมานอนย่างใหญ่ยิ่งเพราะบาปของเรา และเราต้องตกนรกทั้งทางกายและทางจิตวิญญาณเพราะการพิพากษาของพระเจ้าต่อความผิดบาปของเรา
เราทำให้ผู้คนมากมายเปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสเตียนและสอนพวกเขา แต่เราทำงานใน ขณะที่เราไม่สามารถชำระความผิดชอบชั่วดีของเราออกไปได้ เราปฏิเสธสิ่งนี้ต่อพระพักตร์พระเจ้าไม่ได้ เราตระหนักได้ต่อพระพักตร์พระเจ้าว่าหัวใจของเรานั่นเต็มไปด้วยบาปและเราต้องตกนรก
ผู้เขียนได้แก้ปัญหานี้อยู่เสมอ “ ทำไมพระผู้เป็นเจ้าของเราทรงรับบัพติศมาในตอนที่พระ องค์เสด็จมายังโลกนี้? “ ผู้เขียนอยากจะค้นหาว่าทำไมพระเยซูทรงรับบัพติศมา ทำไมและเพื่ออะไรที่พระเยซูทรงรับบัพติศมา? ผู้เขียนเข้าใจน้ำของบัพติศมาของเราได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อในพระเยซูของเราแต่ผู้เขียนไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมดว่าทำไมพระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์น ผู้ให้รับบัพติศ ทำไมพระองค์ทรงรับบัพติศมา? ทำไม?
ดังนั้น ผู้เขียนจึงถามผู้นำในคริสตศาสนาบางคนว่า “ ท่านสาธุคุณ ผมอยากจะถามคำถามสักอย่างหนึ่ง ท่านจะว่าอะไรไหม? “ พวกเขาบอกให้ผู้เขียนถามได้เลย ดังนั้นผู้เขียนจึงถามพวกเขา “ มันเกี่ยวกับพระคัมภร์ไบเบิ้ล มันชัดเจนว่าพระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นในพันธสัญญาฉบับใหม่ แต่ผมไม่แน่ใจว่าทำไมพระองค์ทรงรับบัพติศมา ท่านทราบไหม พระคุณท่านว่าทำไม? “ จากนั้นพวกเขาก็ยิ้ม และกล่าวกับผู้เขียนว่า “ ท่านไม่ทราบสิ่งนี้หรือ? มันเป็นสิ่งที่แม้แต่เด็กๆในโรงเรียนของเราทราบ! มันพบได้ในข้อความหลักตามพระคัมภีร์ และในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่สอนอยู่เช่นเดียวกัน พระเยซูไม่ทรงรับบัพติศมาเพื่อนำเราโดยตัวอย่างและรูปแบบที่แสดงความเป็นมนุษย์ของพระองค์หรอกหรือ? “ ดังนั้นผู้เขียนจึงกล่าวว่า “ แต่ท่านสาธุคุณ หากคำตอบมันง่ายเช่นนี้ แม้แต่เด็กๆในโรงเรียนวันอาทิตย์ของเราก็ยังทราบ แต่บัพติศมราของพระองค์ไม่ได้เป็นตามนั้นผมได้ตรวจสอบมันทั้งในข้อความเดิมและตามประวัติศสตร์ มันมีเหตุผลไหมว่าจริงๆแล้วทำไมพระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาจากยอห์น?
ผู้เขียนยังคงถามว่า ตนได้เคยค้นหาคำตอบที่ถูกต้องหลังจากที่ผู้เขียนได้มาเป็นคริสเตียน ผู้เขียนได้ ผู้เขียนได้เสียสละตัวเองเป็นปีในการค้นหาคำตอบในคำถามนั้น ผู้เขียนได้ดูงานของนักวิชาการทั้งหมดในคำถามนี้ แม้ว่าผู้เขียนค้นหา ถาม และไต่ถามในทุกสิ่ง ผู้เขียนก็ยังไม่ได้เจออะไรที่อธิบายเกี่ยวกับบัพติศมาของพระเยซูได้อย่างชัดเจนและถูกต้องเลย ผู้เขียนได้ดิ้นรนที่จะค้น หาคำตอบสุดท้ายจนกระทั่งพระผู้เป็นเจ้าทรงให้ความกระจ่างแจ้งแก่ตนในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่ได้แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี
ในขณะที่ผู้เขียนติดอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ได้ของพระเยซู ก็ได้มีโอกาศทีจะสำรวจในมัทธิว 3:13–17 “แล้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลีมาหายอห์นที่แม่น้ำจอร์แดน เพื่อจะรับบัพติศมาจากท่าน แต่ยอห์นทูลห้ามพระองค์ว่า ‘ ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์ ควรหรือที่พระ องค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์’ และพระเยซูตรัสตอบยอห์นว่า ‘บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ’ แล้วท่านก็ยอมทำตามพระองค์ และพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ และดูเถิด ท้องฟ้าก็แหวกออก และพระ องค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จลงมาดุจนกเขาและสถิตอยู่บนพระองค์ และดูเถิด มีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า ‘ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก’ “
ท้ายที่สุดเมื่อได้อ่านพระวจนะนี้ผู้เขียนได้มาตระหนักว่า “ นี่ใช่แล้ว! เหตุผลที่พระเยซูทรงรับบัพติศมาก็เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นเครื่องสังเวยบูชาของพันธสัญญาฉบับเก่า! นี่คือความจริงของความรอดของพระองค์ที่ซ่อนอยู่ในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี! “
ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้เป็นเอลิยาห์ที่แท้จริงที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะส่งมาในพันธสัญ ญาฉบับเก่า พระเจ้าตรัสในมาลาคี 4:5 ว่าพระองค์จะทรงส่งเอลิยาห์มาให้ก่อนวันของการพิพากษา และมัทธิว 11:14 บอกเราว่าเอลิยาห์นี้เป็นผู้ที่พระองค์ทรงสัญญาว่าจะส่งมาหาเราที่เป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ดังนั้นผู้เขียนจึงพบเกี่ยวกับเอลิยาห์ แต่ยังคงไม่มั่นใจว่าทำไมพระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา จากนั้นผู้เขียนจึงกลับไปที่ มัทธิว 3:13–17 และพิจารณาข้อความอีกครั้ง” ‘บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ’…พระเยซูเมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ… ‘ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก’ “ ข้อสงสัยทั้งหมดของผู้เขียนจึงได้รับการแก้ไขทันที “ จะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ “ พระองค์ทรงได้รับบัพติศมาอย่างแท้จริง พระเยซูทรงกระทำสิ่งชอบธรรมของการช่วยผู้คนให้รอดโดยบัพติศมาของพระองค์จริงๆ
บัพติศมาก็เหมือนกับการวางมือในพันธสัญญาฉบับเก่า ตามที่ได้วางมือบนหัวของสัตว์สัง เวยบูชาตามระบบการสังเวยบูชาของพลับพลา เพราะผู้มีบาปได้นำเครื่องสังเวยบูชาทั้งสี่ไปที่หน้าแท่นสังเวยบูชา เพื่อวางมือของพวกเขาลงบนเครื่องสังเวยบูชาและสารภาพบาปและผ่านมันไปสู่เครื่องสังเวยบูชาของตน เพราะมหาปุโรหิตได้สารภาพความผิดบาปทั้งหมดของชาวอิสราเอลและผ่านมันไปสู่เครื่องสังเวยบูชาเพื่อชาวอิสราเอลและเพื่อพวกเขา และเพราะพระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาในช่วงเวลาของพันธสัญญาฉบับใหม่ ทั้งหมดนี้มีความสัมพันธ์เข้าคู่ต่อกันและกัน ท้ายที่สุดผู้เขียนก็มาตระหนักว่าพระเยซูทรงได้รับบัพติศมาของพระองค์ (การวางมือ) เพื่อที่จะรับเอาความผิดบาปของโลกทั้งหมดไว้ที่พระองค์และทำให้บาปของทุกคนหายไป
ดังนั้นผู้เขียนจึงตรวจดูข้อความตามพระคัมภีร์ดั้งเดิม ผู้เขียนดูที่ประโยคที่ว่า ”บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ” ที่ได้เขียนในภาษากรีก “Ἄφες ἄρτι, οὕτως γὰρ πρέπον ἐστὶν ἡμῖν πληρῶσαι πᾶσαν δικαιοσύνην.”ในประโยคนี้ “ เพราะ” และ “ สิ่งชอบธรรม “ นั้นมีค่าเท่ากับ “ hoo’-tos gar (οὕτως γὰρ)” “ และ “ dikaiosune (δικαιοσύνην)  “ ในภาษากรีก รูปแบบความหมาย “ ในวิธีนี้ “ อย่างเหมาะสม “ “ เพียงวิธีนี้เท่านั้น “ “ เหมาะสมที่สุด “ หรือ “ ในรูปแบบนี้ “ และความหมายต่อมา “ สิ่งชอบธรรม, ความบริสุทธิ์ หรือความเที่ยงธรรมที่จะได้รับการยอมรับต่อพระเจ้า “
มันบอกเราว่าพระเยซูทรงช่วยผู้มีบาปให้รอดจากบาป มันบอกเราว่าพระเยซูทรงทำสิ่งชอบธรรมของพระเจ้าโดยการรับบัพติศมาและหลั่งพระโลหิตของพระองค์ อีกนัยหนึ่งมันหมายความว่าพระองค์ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไปพร้อมกับบัพติศมาของพระองค์ ปริศนาทั้งหมดของเราได้รับการแก้แล้ว เพราะตอนนี้เราตระหนักได้ถึงความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกสับสนและสงสัยเป็นอย่างยิ่ง มันเป็นเพราะว่าพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไปพร้อมกับบัพติศมาที่พระองค์ทรงเสด็จไปบนไม้กางเขนและสิ้นพระชนม์บนนั้นตามการพิพากษาของบาปเหล่านั้น นี่จึงเป็นความจริงที่พบในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ
อีกนัยหนึ่ง เราผู้ที่เกิดใหม่ได้มาทราบว่าบัพติศมาที่พระเยซูทรงได้รับจากยอห์นนั้นเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของความรอดของเรา และทราบว่าพระองค์ทรงรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไปที่พระองค์ทั้งหมดเพียงครั้งเดียวด้วยบัพติศมาของพระองค์ ท่านก็ได้ตระหนักเช่นกันในความจริงเช่นเดียวกันนี้ในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ เพียงเมื่อจิตวิญญาณของท่านสามารถส่องแสงสว่างได้
ในความเป็นจริง เราไม่สามารถลืมวันที่พระเยซูทรงได้รับบัพติศมาจากยอห์นได้ เราไม่มีทางลืมวันที่ตระหนักว่าความผิดบาปทั้งหมดของเราได้ผ่านไปสู่พระเยซูอย่างแท้จริง เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหัวใจของเราด้วยการตระหนักในความจริงนี้ของเรา พวกเขาได้แพร่ กระจายไปทั่วหัวใจของเราเหมือนกับคลื่นที่ออกมาในทะเลสาป แสงสว่างของอรุณรุ่ง ยอมให้เราได้รู้จักความจริงของความรอดให้ความกระจ่างผ่านความมืดมา
 
 
บัพติศมาที่พระเยซูทรงได้รับผ่านบาปของโลกไปสู่พระองค์
 
หลังจากได้อ่านมัทธิว 3:13–17 ผู้เขียนไม่สามารถกล่าวคำใดได้แม้แต่คำเดียวเป็นเวลา นานเลย แม้ในความจริงผู้เขียนเต็มไปด้วยบาป พระเยซูก็ทรงรับบัพติศมาและตรัสว่า ”บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ” ดังนั้นเหตุผลที่พระองค์ทรงหลั่งพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน (ด้ายสีแดงเข้ม) ก็เป็นบัพติศมาของพระองค์นั่นเอง (ด้ายสีฟ้า) พระเยซูนี้ทรงเป็นพระเจ้า (ด้ายสีม่วง) และด้วยพระวจนะของพันธสัญญาฉบับเก่าและฉบับใหม่ (ผ้าป่านเนื้อดี) พระองค์ทรงสอนเราถึงความจริงของความรอด อีกนัยหนึ่งพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไป
“ แล้วเรายังคงมีบาปอยู่หรือไม่? เมื่อพระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา บาปของทุกคนได้ผ่านไปสู่พระองค์ บาปของพวกเราก็ผ่านไปสู่พระองค์เช่นเดียวกันไหม? ความ ผิดบาปของโลกได้ผ่านไปสู่พระองค์ในเวลานั้นไหม? เป็นบาปที่เรามีอยู่แล้วเมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ของแม่ตามทางโลกหรือไม่? แล้วเกี่ยวกับบาปที่เราได้ทำเมื่อตอนที่เราอายุได้หนึ่งปีล่ะ? พวกมันไม่ได้เป็นบาปของทางโลกใช่ไหม? แล้วบาปที่เราได้ทำในตอนเป็นเด็กล่ะ? พวกนั้นไม่ใช่บาปที่เป็นบาปของโลกหรือ? “
เราต้องถามคำถามเหล่านี้กับตัวเราเองเพื่อทำให้มั่นใจว่าเราก้าวมาถูกทางแล้ว ความเชื่อก็คือการการสร้างความมั่นใจว่าเรายืนอยู่บนพื้นที่ถูกต้องด้วยพระวจนะของพระเจ้า ความผิดบาปที่เราได้ทำในตอนที่เราเป็นเด็กเป็นความผิดบาปของโลกจริงๆ เหมือนกับบาปที่เราได้ทำในตอนที่เราเป็นวัยรุ่นเป็นบาปตามทางโลกเช่นเดียวกัน ความผิดบาปทั้งหมดที่เราได้ทำในช่วงเวลาของชีวิตไม่ ได้กล่าวถึงความเป็นผู้ใหญ่ของเรา ก็เป็นบาปของโลก ความผิดบาปของโลกทั้งหมดได้ผ่านไปสู่พระเยซูแล้ว มันไม่ใช่หรือ? แน่นอนมันใช่! มันได้เขียนว่าพระผู้เป็นเจ้าของเราไม่ได้รับเอาความ ผิดบาปของเราไปอย่างเดียว แต่รับเอาความผิดบาปทั้งหมดของแต่ละคนและของทุกๆคนไปด้วย ดังนั้นเราจึงตระหนักได้ว่า “ ความผิดบาปทั้งหมดของเราได้ผ่านไปสู่พระเยซูอย่างแท้จริง แล้วเรายังคงมีบาปอยู่ไหม? ไม่ เราไม่มีบาปเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว! “
มันเป็นเพราะว่าพระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นโดยแท้จริง ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาจึงยืนยันว่า “ จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย! “(ยอห์น 1: 29) พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของทุกคนผู้ที่เคยมีชีวิตอยู่และจะมีชีวิตอยู่ จากจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติถึงจุดสิ้นสุดไป บาปทั้งหมดที่ทุกคนได้เคยทำมาทั่วทั้งชีวิต และแม้แต่บาปที่ทุกคนทุกคนเคยทำตอนเป็นเด็กได้ผ่านไปสู่พระเยซูทั้งหมด ไม่ต้องสงสัยว่าโลกนี้จะอยู่ได้นานเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นพันปี ล้านปี พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของผู้คนไปพร้อมกับบัพติศมาของพระองค์ ทรงแบกรับเอาความผิดบาปเหล่านี้ไว้บนไม้กางเขน ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน และทรงได้รับการพิพากษาบาปเพื่อเรา นี่คือสิ่งที่เราจะต้องทราบ
ตามที่เราผู้ที่เกิดใหม่ได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้งและเป็นผู้ช่วยให้รอดเพราะสิ่งนี้และตามที่เราเชื่อเช่นนั้น คำถามทุกข้อของเราจึงได้รับคำตอบ
ด้วยบัพติศมาที่พระองค์ทรงได้รับและด้วยการหลั่งพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไว้ นี่คือเหตุผลที่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้กล่าวถึงด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีบนประตูทางเข้าลานพลับพลา และเหตุผลที่ได้บอกเราใน 1 ยอห์น 5:4–6 ว่าพระเยซูเสด็จมาหาเราไม่ใช่โดยน้ำเพียงอย่างเดียว แต่โดยน้ำและพระโลหิต เราจึงต้องมาตระหนักว่า “ ดังนั้นนี่คือเหตุผลที่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราว่าพระผู้ ช่วยให้รอดของเรา พระเยซูทรงทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าทั้งหมดสมบูรณ์โดยการได้รับบัพติศมาของพระองค์ นี่คือความจริง! อย่างไรก็ตาม ผู้นำคริสเตียนหลายคนไม่ได้สอนเราในความจริงนี้เพราะว่าพวกเขาได้เพิกเฉยต่อมันทั้งหมด! “
เราได้เป็นผู้ไม่มีบาปเพียงเมื่อความจริงของพระเจ้าของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีบอกเราว่าเราเป็นผู้มีบาป ไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันความรอดของจิตวิญญาณผู้อื่นได้ มันไม่มีประโยชน์ที่จะได้รับคำที่ดีของผู้อื่น ผู้คนจะกล่าวกับเราได้อย่างไรว่าเราเป็นคริสเตียนที่ดีหรือเป็นคริสเตียนที่ได้เกรดเอบวกในขณะที่สร้างความรอดของเราจากบาป? เราไม่ได้เป็นผู้ไม่มีบาปในตอนที่ผู้คนยืนยันกับเรา แต่เพียงเมื่อพระวจนะของพระเจ้าได้บอกเราว่าพระคริสต์ทรงทำให้บาปของเราหายไปพร้อมกับด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี
พระวจนะของพระเจ้าบอกเราว่าไม่เพียงแต่พระเยซูจะทรงทำให้บาปของผู้เขียนหายไปเท่า นั้น แต่ยังทำให้บาปของเราหายไปด้วย มันบอกว่าเนื่องจากพระเยซู คริสต์ พระเมสสิยาห์ทรงทำให้บาปทั้งหมดของผู้คนหายไปเราจะได้รับการยกความผิดบาปทั้งหมดหากเพียงแต่เชื่อ นี่คือวิธีที่เราสามารถเข้าสู่ประตูทางเข้าพลับพลาได้โดยการได้รับการยกความผิดบาปโดยน้ำและพระวิญญาณ
 
 
อะไรคือความเชื่อที่สมบูรณ์?
 
ประตูของลานพลับพลาได้ทอขึ้นจากด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี ทุกคนต้องมีความเชื่อที่สมบูรณ์นี้ที่เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาโลกนี้และทรงช่วยเราให้รอดจากความ ผิดบาปทั้งหมดของเรา เมื่อเราเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าประสูติบนโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์ ทรงรับบัพติศมาจากยอห์น สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย และทรงมาเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา เราจึงเป็นบุตรของพระเจ้าได้ทั้งหมด เราเป็นผู้ไม่มีบาปโดยการกระทำที่ยังไม่เพียง พอและโดยเนื้อหนังที่ไร้ค่าของเรา โดยการเชื่อในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีในหัวใจของเรา ดังนั้นในการเป็นผู้ชอบธรรมจึงเป็นไปได้โดยความเชื่อเพียงเท่านั้น เราได้สวมในความชอบธรรมของพระเจ้าโดยการเชื่อในความรอดที่แสดงผ่านด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี เราได้เป็นบุตรของพระเจ้าโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ
ท่านบางคนยังคงไม่เข้ามาทั้งหมด หากเป็นเช่นนั้น ทั้งหมดที่ท่านจะต้องทำก็คือพยายามทำความเข้าใจในหนังสือเล่มนี้ต่อไปหรือเข้าร่วมคริสตจักรของพระเจ้าเราได้ถกกันถึง ลักษณะโดยทั่ว ไปของพลับพลากันมามากแล้วแต่อีกครั้งท่านเริ่มต้นอ่านรายละเอียดที่อธิบายไว้ ท่านก็จะสามารถเข้าถึงความเข้าใจที่สมบูรณ์ของพลับพลา มันช่างง่ายดายที่แม้แต่เด็กๆก็ยังสามารถเข้าใจได้เลย
หากผู้คนให้ความเชื่อของตนขึ้นอยู่บนความรู้ของพระเยซูเพียงคร่าวๆ ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อพระเยซูมายาวนานเพียงได ไม่ว่าพันปีหมื่นปีก็ตาม พวกเขาจะไม่มีทางรอดจากบาปได้เลย พวกเขายังคงทำบาปทุกวัน พวกเขาจะร้องให้ทุกวัน เพราะพวกเขาไม่สามารถหลบหนีจากการสาปแช่งของความผิดบาปของตนได้ เมื่อสิ่งต่างๆเริ่มต้นด้วยดีสำหรับพวกเขา คนเหล่านี้ก็คิดว่าพระเจ้ากำลังช่วยพวกเขาอยู่ แต่เมื่อสิ่งต่างๆค่อยๆแย่ลง พวกเขาก็สงสัยว่า “ มันเป็นเพราะว่าเราให้น้อยไปใช่ไหม? หรือมันเป็นเพราะว่าเราไม่ได้ไปโบสถ์อาทิตย์ที่แล้ว? เราได้ทำบาปและไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้อย่างเหมาะสม และเราคิดว่าพระองค์ทรงลงโทษเราอย่างแท้จริงเพราะมัน “ ในวิธีนี้ พวกเขาจบลงด้วยการตายในการติดอยู่ในพระราชบัญญัติ เพราะพระคัมภีร์บอกเราว่า “ เพราะพระราชบัญญัตินั้นทำให้ทรงพระพิโรธ (โรม 4:15)
ในการมีความเชื่อเช่นนี้ทั้งหมดโดยแท้จริง เราจะต้องทราบอย่างถูกต้องและเชื่อในพระราชกิจทั้งสี่ของพระเยซู คริสต์ผู้เสด็จมาหาเราโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี เราต้องตระหนักถึงความจริงที่พระเยซู คริสต์ประทานมาให้เรา เพียงเมื่อเรามีความเข้าใจที่ชัดเจนในความจริงทั้งสี่และเชื่อมัน เราก็จะมีความเชื่อทั้งหมดต่อพระพักตร์พระเจ้า และเราสามารถเป็นบุตรของพระองค์อย่างสมบูรณ์ได้ เพราะเราได้เป็นผู้มีบาปโดยการเชื่อในพระราชกิจทั้งสี่ของพระเยซูนี้ เราก็จะเป็นผู้ไม่มีบาปผู้ชอบธรรมเสมอ แม้ว่าเราไม่ได้ดิ้นรนในการเป็นอิสระจากการผูกโยงเข้ากับบาปของเรา เราก็เป็นผู้ที่ไม่มีบาปของความเชื่อได้ และเราจะเป็นบุตรของพระเจ้าที่สมบูรณ์ผู้ที่ได้รับชำระบาปออกไปจนขาวราวหิมะโดยไม่ต้องมีการกระทำความดีหรือพยายามเลย
ในความเป็นจริงเรามีสันติและความสงบสุขในหัวใจของเราต่อสายพระเนตรอันกรุณาของพระเจ้า เหมือนกับเด็กที่เล่นและพักผ่อนอยู่ในความสงบภายใต้สายตาของพ่อแม่ที่เฝ้าดูอยู่โดยการเชื่อในความจริงนี้ แม้ว่าท่านอาจจะทุกข์ทรมานจริงๆ ทั้งหมดที่ท่านจะต้องทำก็คือเชื่อในพระราชกิจของพระผู้เป็นเจ้า เพราะหากท่านทุกข์มากเท่าใด ท่านก็จะรู้สึกรักพระองค์มากเท่านั้น
ท่านมีความร้อนรนที่จะได้รับการยกความผิดบาปของท่าน ที่ยังคงให้มีความเชื่อที่เชื่อในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีไหม? ตอนนี้ผู้ที่ทราบในความจริงนี้ไม่มีความร้อนรนที่จะรับการยกความผิดบาป แต่ได้เชื่ออย่างเงียบๆ ผู้ที่ได้เป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อคือผู้ที่มีความรู้และเชื่ออย่างแท้จริงในพระเยซู คริสต์ ผู้เสด็จมาโดยน้ำ, พระโลหิต และพระวิญญาณ พวกเขาไม่ได้รับใช้พระเจ้าด้วยการกระทำที่ผิวเผินเท่านั้น แต่พวกเขารักและรับใช้พระองค์ด้วยความเชื่อก่อน เพราะเราเชื่อ พระเจ้าทรงยอมให้เราได้เป็นผู้ฟังของพระองค์และทรงดำเนินไปกับเรา เพราะเราเชื่อในพระองค์ พระองค์ทรงช่วยเรา และเพราะเราเชื่อในพระเยซูผู้ทรงช่วยเราให้รอดโดยบัพติศมาของพระองค์และพระโลหิตที่เรามีความเชื่อ เราจึงเป็นคนรับใช้ของพระเจ้าผู้รับใช้งานอันชอบธรรมของพระองค์
ตอนนี้เราต้องตระหนักในความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างประตูทางเข้าของความรอดของเราในลานภายนอกพลับพลาที่ทอด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี เพื่อที่จะให้ความรอดของการยกความผิดบาปแก่เรา พระคัมภีร์ได้บอกเราว่าพระเยซูเสด็จมาหาเราโดยน้ำ พระโลหิต และพระวิญญาณ และบอกว่าพระองค์ทรงช่วยเราให้รอดจากบาปโดยด้ายสีฟ้า สีม่วง และสี แดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีของประตูทางเข้าลานพลับพลาในพันธสัญญาฉบับเก่า พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงเป็นประตูทางเข้าของความรอดจากบาปของเรา เราต้องเชื่อ และเชื่ออีกครั้งในงานทั้งสี่ของพระเมสสิยาห์ผู้ทรงปลดปล่อยเราให้พ้นจากความผิดบาปของเราอย่างแท้จริงและเป็นความจริง
 
 
บัพติศมาที่พระเยซูทรงได้รับจากยอห์นคือเนื้อหาสาระสำคัญของด้ายสีฟ้า ที่แสดงในประตูทางเข้าของลานพลับพลา
 
ลองกลับมาดู มัทธิว 3:13–17 อีกครั้ง “แล้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลีมาหายอห์นที่แม่น้ำจอร์แดน เพื่อจะรับบัพติศมาจากท่าน แต่ยอห์นทูลห้ามพระองค์ว่า ‘ ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์ ควรหรือที่พระ องค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์’ และพระเยซูตรัสตอบยอห์นว่า ‘บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ’ แล้วท่านก็ยอมทำตามพระองค์ และพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ และดูเถิด ท้องฟ้าก็แหวกออก และพระ องค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จลงมาดุจนกเขาและสถิตอยู่บนพระองค์ และดูเถิด มีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า ‘ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก’ “ ในเวลานี้ เมื่อพระเยซูทรงรับบัพติศมาก็หลังจากที่ประสูติจากหญิงพรหมจรรย์มารีย์เป็นเวลา 30 ปีแล้ว คำว่า “ แล้ว “ ในที่นี่ก็หมายความถึงเวลาที่ทั้งยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาและพระเยซูมีอายุได้ 30 ปี
ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาเป็นตัวแทนของมนุษยชาติบนโลกที่ให้บัพติศมาแก่พระเยซู เกิดมาก่อนพระเยซู 6 เดือน (มัทธิว 3:11, 11:11) เมื่อพระเยซูมีพระชนม์ได้ 30 ก็เสด็จมาหายอห์นผู้ให้บัพติศมาแก่ผู้คน ณ แม่น้ำจอร์แดน ได้ให้บัพติศมาแก่พระองค์ แต่ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาพยายามที่จะปกป้องพระองค์ โดยกล่าวว่า” ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์ ควรหรือที่พระ องค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์? “ จากนั้นพระเยซูทรงตอบไปว่า “ บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ “ จากนั้นยอห์นก็ยอม และพระเยซูทรงได้รับบัพติศมาจากเขา พระคัมภีร์บันทึกไว้เช่นกันว่าเมื่อพระเยซูทรงรับบัพติศมา ฟ้าสวรรค์ก็เปิดออก และพระสุรเสียงเสียงดังขึ้นมาและตรัสว่า”ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”
มัทธิว 3:15 พระเยซูทรงบอกเหตุผลที่พระองค์ทรงรับบัพติศมาจากยอห์น นี่คือความจริงที่มีความหมายถึงด้ายสีฟ้าของลานพลับพลา “ บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระ ทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ “ วัตถุประสงค์ของการรับบัพติศมาของพระเยซูจากยอห์นจึงได้ยกโทษความชั่วช้าของผู้มีบาปผ่านงานของพระองค์ที่ได้แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มของพลับพลา “ เพราะสมควรแล้วที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ “
การที่พระเยซู คริสต์ทรงรับเอาความผิดบาปของทุกคนไว้ที่พระองค์โดยรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมานั้นเป็นความรักอันชอบธรรมของพระเจ้าและความสมบูรณ์ของงานของความรอดของพระองค์ของผู้มีบาปทั้งหมด ตามที่ยอห์น 3:16 กล่าวว่า “ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรพระองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ “ พระเยซูทรงรับบัพติศมาเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาปของโลกนี้ เพื่อว่าเราอาจจะไม่ถูกปรับโทษบาปเพราะบาปของเรา นี่คือเหตุผลที่พระเยซูทรงรับความชอบธรรมทั้ง หมดของพระเจ้าและความผิดบาปทั้งหมดของมนุษยชาติไว้ที่พระองค์โดยการรับบัพติศมาจากยอห์นเพราะมันเหมาะสมแล้วที่จะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ
“ ความชอบธรรมทั้งหมดของพระเจ้า “ คืออะไร? ข้อความข้างต้นบอกถึงเหตุผลที่พระเยซูทรงรับบัพติศมาจากบอห์นผู้ให้รับบัพติศมาเพื่อทำให้ความชอบธรรมทั้งหมดของพระบิดาสมบูรณ์
เราจำเป็นต้องค้นหาว่าอะไรคือความชอบธรรมทั้งหมดของพระเจ้าที่แท้จริง “ ความชอบธรรมทั้งหมด “ หมายความถึงความจริงที่พระเยซู คริสต์ ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของมนุษย ชาติไว้ที่พระองค์โดยการรับบัพติศมาจากยอห์น พระองค์ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ไว้ที่พระองค์เพียงครั้งหนึ่งด้วยบัพติศมาของพระองค์ตามวัตถุประสงค์ของการประสูติของพระองค์คือการลบมลทินบาปทั้งหมดของโลกนี้ไปเพียงครั้งเดียว บัพติศมาที่พระเยซูทรงรับจากยอห์นนั้นเป็นความชอบธรรมอย่างชัดเจน ในการทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าสมบูรณ์หมายความถึงการทำให้งานอันชอบธรรมที่รับเอาความผิดบาปทั้งหมดของมนุษย์หายไปสมบูรณ์ นั่นก็คือมันเป็นความรอดที่สมบูรณ์
บัพติศมาของพระเยซูที่เป็นวิธีที่ขาดไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงปลดปล่อยเราจากความผิดบาปของเรา พระเจ้าทรงกำหนดไว้ในพันธสัญญาฉบับเก่าว่าจะลบมลทินบาปของเรา พระองค์จะทรงยกยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาขึ้นเป็นตัวแทนของมนุษยชาติทรงทำให้พระเยซู พระบุตรของพระองค์รับบัพติศมาและผ่านความผิดบาปทั้งหมดของเราไปสู่พระบุตรของพระองค์ ไม่มีอื่นใดไปนอกจากพระกรุณาคุณของพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงรักเราอย่างมาก พระเจ้าทรงทำให้พระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นเพื่อเปลี่ยนเราไปเป็นบุตรของพระองค์และทำให้งานอันชอบธรรมของการลบมล ทินบาปได้สำเร็จ นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าตรัสในตอนที่พระเยซูทรงรับบัพติศมาและเสด็จขึ้นมาจากน้ำว่า ”ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” อีกนัยหนึ่งพระเจ้าพระบิดา ตรัสว่า “ บุตรของเราได้รับเอาความผิดบาปของเจ้าไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ “
อีกนัยหนึ่ง พระเยซู คริสต์ เสด็จมายังโลกนี้ ทรงรับเอาความผิดบาปไปครั้งหนึ่งในวิธีที่เหมาะสมที่สุดโดยวิธีของการรับบัพติศมาจากยอห์น และทรงเป็นเครื่องสังเวยบูชาเพื่อทำให้ความ ผิดบาปของเราหายไป
การที่พระบุตรของพระเจ้าทรงแบกรับเอาบาปไปบนไม้กางเขน ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนทรงหลั่งพระโลหิตอันล้ำค่าของพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงรับบัพติศมาเพื่อประโยชน์ของเรา และเพราะว่าพระองค์ทรงยอมรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไปไว้ที่พระองค์ และพระองค์จึงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราทั้งหมด อีกนัยหนึ่ง พระเยซูทรงช่วยเราผู้ที่เชื่อให้รอดโดยการรับบัพติศมาเพื่อบาปของเรา, ทรงเสียสละพระองค์เองบนไม้กางเขนโดยพระโลหิตของพระองค์ และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้งหนึ่ง และหลังจากฟื้นขึ้นมาจากความตายและทรงทำให้ราชกิจของความรอดพระองค์สมบูรณ์ ตอนนี้พระองค์ประทับอยู่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระบัลลังค์ของพระเจ้าแล้ว และเมื่อเวลาของพระองค์มาถึง พระองค์ก็จะเสด็จกลับมาใหม่อย่างแน่นอน ความจริงนี้คือข่าวประ เสริฐของน้ำและพระวิญญาณและเป็นแก่นแท้ของความรอด
ตรงประตูทางเข้าของลานพลับพลา อพยพ 27:16 บันทึกเอาไว้ว่า “ ให้มีผ้าบังตาที่ประตูยาวยี่สิบศอก ผ้าสีฟ้า, สีม่วง สีแงดเข้มและผ้าป่านเนื้อละเอียด ประกอบด้วยฝีมือของช่างด้ายสีกับเสาสี่ต้นและฐานรองรับเสาสี่ฐาน “ ดังนั้นประตูทางเข้าลานพลับพลาจึงเป็นผ้าสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี สิ่งนี้บอกเราในความจริงที่เราได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์โดยการเชื่อในของประทานของความรอด
ด้ายสีฟ้า ได้ทอเป็นประตูทางเข้าของลานพลับพลา หมายความถึงความจริงที่ความผิดบาปทั้งหมดได้ผ่านไปสู่พระเยซูเมื่อพระองค์เสด็จมายังโลกนี้และทรงรับบัพติศมา
ด้ายสีม่วง บอกเราว่าพระเยซู คริสต์ พระผู้เป็นเจ้าของท่านและผู้เขียนผู้ทรงรับบัพติศมาเพื่อบาปของเรา ทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งจักรวาลและทุกสิ่งในนั้น สีม่วงคือสีของมหากษัตริย์ (ยอห์น 19:2–3) และดังนั้นมันจึงบอกเราว่าพระเยซู คริสต์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวงและทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของทั้งหมด คำว่า “ พระคริสต์ “ หมายถึง “ การเจิม “ และมีเพียงกษัตริย์, ปุโรหิตหรือผู้พยากรณ์เท่านั้นที่จะได้รับการเจิม ตามที่พระเยซู คริสต์เสด็จมายังโลก นี้ในเนื้อหนังมนุษย์ แต่ลักษณะที่แท้จริงของพระองค์นั้นเป็นพระมหากษัตริย์ของพระมหากษัตริย์ทั้งปวง อีกนัยหนึ่ง พระเยซูทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าและผู้สร้างสรรพสิ่งผู้ทรงสร้างจักรวาลทั้งหมด พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพและทรงเป็นพระบุตรพระองค์เดียวของพระเจ้าพระบิดา
ด้ายสีแดงเข้ม ที่ทอตรงประตูทางเข้าของพลับพลาหมายความถึงการสังเวยบูชาที่พระมหา กษัตริย์ของพระมหากษัตริย์นี้ทรงสร้างขึ้น หลังจากเสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังมนุษย์และรับเอาความผิดบาปของเราไปไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ พระองคทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนและทรงหลั่งพระโลหิตของพระองค์ พระเยซู คริสต์ทรงจ่ายค่าจ้างของบาปของเราแทนเราโดยการรับบัพติศมา,หลั่งพระโลหิตอันล้ำค่าของพระองค์และทรงสังเวยพระองค์เพื่อเราด้ายสีแดงเข้มแสดงถึงการเสียสละพระโลหิตของพระเยซู คริสต์
ท้ายที่สุด ผ้าป่านเนื้อดี หมายความถึงพระวจนะที่ซับซ้อนของพระเจ้าของพันธสัญญาฉบับเก่าและฉบับใหม่ พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราถึงความรอดของเราผ่านพระวจนะของพันธสัญญาฉบับเก่าและฉบับใหม่ จากพันธสัญญาฉบับเก่า พระเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์จะเสด็จมาหาเราเพื่อเป็นผู้ ช่วยให้รอดของผู้มีบาปและในพันธสัญญาฉบับใหม่พระเยซู คริสต์ พระเจ้าทรงเสด็จมาโลกนี้จริง เหมือนกับที่พระองค์ทรงสัญญาเอาไว้ ทรงรับบัพติศมา และหลั่งพระโลหิตของพระองค์บนไม้กาง เขน ทั้งหมดนี้ได้ทำให้พระองค์ทรงเสียสละเพื่อบาปของเรา
พระเจ้าทรงแสดงด้วยด้ายสีฟ้าในพระวจนะที่พระเยซู คริสต์เสด็จมายังโลกนี้เพื่อช่วยเราให้รอดจากบาปของเราและรับเอาบาปของเราเหล่านี้ไปไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ และโดยด้ายสีม่วง พระองค์ทรงแสดงว่าพระองค์ผู้นี้ผู้ทรงรับบัพติศมาในความจริงแล้วทรงเป็นพระเจ้านั่นเอง และโดยด้ายสีแดงเข้ม พระเจ้าทรงแสดงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงช่วยท่านและผู้ เขียนให้รอดจากบาปโดยการเสด็จมายังโลกนี้เพื่อเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา, ทรงรับบัพติศมา, ทรงแบกเอาความผิดบาปของโลกนี้ไปบนไม้กางเขน และทรงหลั่งพระโลหิตอันล้ำค่าของพระองค์
อีกนัยหนึ่ง การที่ความรอดนี้มาโดยพระวจนะของพระเจ้าที่ได้สัญญาจากพันธสัญญาฉบับเก่าแสดงด้วยผ้าป่านเนื้อดี นี่คือเหตุผลที่ประตูทางเข้าลานพลับพลาได้ทอด้วยผ้าสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี เมื่อเราดูที่ประตูทางเข้าลานพลับพลา ประตูนี้แสดงให้เราเห็นชัดเจนว่าพระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดจากบาปของเราและทำให้เราเป็นคนของพระองค์อย่างไร ดังนั้น เราต้องเชื่อทั้งหมดในความหมายทางจิตวิญญาณของด้ายทั้งสี่สีที่ใช้สำหรับประตูทางเข้าลานพลับพลา
เมื่อกล่าวถึงสีของประตูทางเข้าลานพลับพลา อันดับแรกพระคัมภีร์กล่าวถึงด้ายสีฟ้า เรามัก จะคิดในลำดับของด้ายสีม่วง, สีฟ้าและสีแดงเข้ม แต่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้ให้ลำดับของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม สิ่งนี้แสดงให้เราเห็นถึงความสำคัญของด้ายสีฟ้า ในขณะที่พระเยซู คริสต์เสด็จมาเป็นผู้ช่วยให้รอดบนโลกนี้ หากพระองค์ไม่รับบัพติศมาจากยอห์น เราก็จะไม่สามารถได้รับการชำระบาปของเรา นี่คือเหตุผลที่พระเยซูทรงช่วยเราให้รอดจากบาปของโลกนี้ ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นและถูกตรึงบนไม้กางเขน ทั้งหมดนี้เป็นพระประสงค์ของพระบิดา
พระเยซูคือคือพระผู้เป็นเจ้าของจักรวาลผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเราพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทำให้เราได้เกิดบนโลกนี้ผู้ประทานชีวิตใหม่ให้เรา และผู้ปกครองเหนือชีวิตเรา พระองค์ทรงรับบัพติศมาจากผู้แทนของมนุษยชาติและรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไว้ที่พระองค์ เพราะพระองค์ทรงช่วยเราให้รอดจากบาปของเรา อีกนัยหนึ่งการที่พระเยซูทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราก็โดยการที่ทรงรับบัพติศมาจากยอห์น
การที่พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้มันเป็นการปลดปล่อยเราให้พ้นจากบาปของเราและการที่พระองค์ทรงรับบัพติศมาเป็นการรับเอาความผิดบาปของเราไว้ที่พระองค์ พระคริสต์จะไม่ทางถูกตรึงบนไม้กางเขนได้เลยหากไม่ใช่การรับบัพติศมาของพระองค์ในที่แรก นี่คือเหตุผลที่ประตูทาง เข้าลานพลับพลาได้แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่าพระเยซูแสด็จมาช่วยเราให้รอดจากบาปอย่างแท้จริงได้อย่างไร นั่นคือวิธีของความรอดอันล้ำค่าของพระองค์
สีของประตูทางเข้าลานพลับพลาบอกเราว่าพระเยซู คริสต์จะเสด็จมายังโลกนี้ รับเอาความ ผิดบาปของมนุษยชาติไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาที่ทรงรับจากยอห์น และถูกตรึงบนไม้กางเขน อีกนัยหนึ่งนั่นคือจะดูแลความผิดบาปทั้งหมดด้วยพระองค์เอง เมื่อพระเยซูทรงรับบัพติศมา ประตูสวรรค์ก็เปิดออก และมีพระสุรเสียงของพระเจ้า พระบิดาตรัสว่า ”ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” พระเยซู คริสต์คือพระเมสสิยาห์และผู้ช่วยให้รอดของเรา แต่พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าด้วย ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหมดในจักรวาลด้วยพระวจนะของพระองค์ ด้วยการเป็นพระเจ้าบริสุทธ์ พระเยซูทรงสามารถแบกรับความผิดบาปของเราทั้งหมดได้โดยการรับบัพติศมาเพื่อพระองค์จะมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา
พระเยซู คริสต์ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหมดในจักรวาลและปกครองเหนือมันทั้งหมดได้แสดงให้เราเห็นความรอดจากบาปของเราอย่างชัดเจน เพราะว่าพระเยซู คริสต์เสด็จมายังโลกนี้เพื่อลบมลทินบาปของเรา รับเอาความผิดบาปทั้งหมดนั้นไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ท่านและผู้เขียนจึงรอด อย่างแท้จริง พระเยซู คริสต์ทรงเป็นผู้สร้างผู้ปก ครองเหนือชีวิตและความตายของเรา ผู้ทรงสร้างจักรวาลทั้งหมด และผู้ทรงนำบรรพบุรุษของเราและมนุษยชาติทั้งหมดออกมาสู่โลกนี้ พระองค์ทรงเป็นสาระสำคัญของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี
พระเจ้าเสด็จมายังโลกนี้เพื่อเป็นเครื่องสังเวยบูชาของผู้มีบาปทั้งหลาย พระเยซูผู้ทรงช่วยเราให้รอดทรงเป็นพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพและเปี่ยมไปด้วยพระกรุณา เพราะว่าพระเยซู คริสต์ ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ที่ทำให้ความ ชอบธรรมทั้งหมดของพระเจ้าสมบูรณ์ และมันเป็นเหตุผลที่พระองค์ทรงแบกรับความผิดบาปทั้ง หมดของโลกนี้ไปบนไม้กางเขน ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน และหลั่งพระโลหิตอันล้ำค่าของพระ องค์ พระเยซู คริสต์เสด็จมาเป็นเครื่องสังเวยบูชาของเราเพื่อลบมลทินบาปเหมือนกับที่ได้แสดงไว้ในประตูทางเข้าลานพลับพลา
นี่คือเหตุผลที่ไม่เพียงแต่พระตูทางเข้าลานพลับพลาเท่านั้น แต่ยังมีประตูทางเข้าสถานบริ สุทธิ์, ประตูทางเข้าที่บริสุทธิ์ที่สุด และแม้แต่เครื่องกำบังของบ้านของพระเจ้า ทอด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี เพราะว่าพระเยซู คริสต์ทรงรับบัพติศมาเพื่อประโยชน์ของท่านที่ทำให้ท่านและผู้เขียนได้ชำระความผิดบาปทั้งหมดไปโดยการเชื่อมัน พระเยซูทรงรับบัพติศมาเพื่อทำให้ความชอบธรรมทั้งหมดสมบูรณ์ และความชอบธรรมนี้ได้สมบูรณ์โดยการรับเอาความ ผิดบาปทั้งหมดของผู้คนไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำก็คือการ ตระหนักว่าบาปของเราเองได้ผ่านไปสู่พระเยซูเช่นกัน และเชื่อมัน
อย่างไรก็ตาม มีคริสเตียนหลายคนที่เชื่อในพระองค์ อย่างไร้กฎเกณฑ์และไม่ได้ใตร่ตรอง พวกเขาดื้นรั้นเกินไปในการละทิ้งความเชื่อทางศาสนาของความผิดหลักของตน ท้าทายพระเจ้าตั้ง แต่ต้นเราต้องเชื่อในพระองค์ตามวิธีของความรอดที่พระองค์ประทานให้เรา พระเยซู ตรัสว่า “ เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต “ (ยอห์น 14:6) พระองค์ทรงบอกเราว่า “ เราเป็นทางนั้น เราเป็นทางนั้นที่นำท่านไปสวรรค์ เราเป็นทางของความจริง เราเป็นชีวิตที่ช่วยท่านจริงๆ “ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเยโฮวาห์ของชีวิตใหม่ของเราโดยการช่วยเราให้รอดจากบาป
 
 
เมื่อเราเชื่อในพระเยซู เราควรจะเข้าใจและเชื่อในพระองค์ได้อย่างไร?
 
เราจะรอดจากบาปทั้งหมดได้โดยการเชื่อในวิธีที่ถูกต้องที่พระองค์เสด็จมายังโลกนี้ ทรงช่วยเราให้รอด คำว่า “ ความเชื่อ “ รวมถึงความหมายของ “ การเชื่อใจ “ “ การยึดไว้ “ และ “ การมอบความไว้วางใจ “ ผู้อาวุโสมักจะเชื่อใจลูกหลานของตนเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น เหมือนกับว่าพวกเขาพบว่าการมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเองนั้นมันช่างยากเย็นนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุผลที่เรามีชีวิตอยู่โดยการให้ความไว้วางใจตัวเองต่อพระเจ้าก็เพราะว่าเราไม่สามารถทำให้บาปของเราหายไปโดยง่ายด้วยตัวเราเอง แม้ว่าเราพยายามที่จะไม่ทำบาป เราก็ยังคงจบลงด้วยการมีชีวิตของเราด้วยการทำบาป มันเป็นเพราะว่าตัวเราเองไม่สามารถเป็นอิสระจากบาปของเราได้ การที่เราเชื่อในพระเจ้าและให้ความไว้วางใจในพระเยซู คริสต์ผู้ช่วยให้รอดของเรา โดยการเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อเรา
นี่คือเหตุผลที่เมื่อเราเชื่อในพระเยซูและค้นหาความรอดของเรา อันดับแรกจะต้องทราบว่าความเชื่อแบบไหนคือความเชื่อที่ถูกต้อง มากกว่า 2000 ปีมาแล้วที่พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้เพื่อช่วยท่านและผู้เขียนผู้เป็น มนุษยชาติแต่ละคนและทุกคนของโลกนี้ ให้รอดจากบาปโดยแท้จริง ตอนที่พระองค์ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาและรับเอาบาปทั้งหมดของโลกนี้ไว้ที่พระองค์นั้นพระองค์มีพระชนม์ได้ 30 ปี เราจะต้องเชื่อในความจริงนี้ทั้งหมด เราต้องเชื่อว่าเมื่อพระเยซูทรงยอมรับความผิดบาปของท่านและของผู้เขียน และความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ บาปทุกบาป ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต จึงได้ผ่านไปสู่พระเยซูแล้ว
อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงเพิกเฉยต่อความจริงที่ว่าไม่ใช่แต่ความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้เท่านั้นแต่ยังมีความผิดบาปของพวกเขาด้วยที่ได้ผ่านไปสู่พระเยซู ตอนที่พระองค์ทรงรับบัพติศมา และยังคงเชื่อเพียงพระโลหิตบนไม้กางเขน นั่นคือเหตุผลที่ไม่มีพวกเขาที่สามารถเข้าใจได้โดย ง่ายว่าอันไหนคือความเชื่อที่ถูกต้อง แม้ว่าพวกเขาเห็นทั้งหมดว่าประตูทางเข้าของพลับพลาทั้งหมดได้ทอด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี
เมื่อพระเยซู คริสต์มายังโลกนี้เพื่อช่วยเราให้รอด พระองค์ไม่ได้ช่วยเราด้วยความบุ่มบ่ามตามกระแส เพราะว่าพระองค์ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไว้ที่พระองค์อย่างแท้จริงโดยบัพติศมาของพระองค์และการแบกรับการปรับโทษบาปของเราด้วยการถูกตรึงบนไม้กางเขนของพระองค์ที่ท่านและผู้เขียนได้รอดโดยทั้งหมด นี่คือวิธีที่พระเยซู คริสต์ทรงช่วยมนุษยชาติทั้งหมด นี่คือเหตุผลที่พระผู้เป็นเจ้าของเราตรัสว่า “ และผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเลย (ยอห์น 6:37)
เมื่อเรากล่าวว่าเราเชื่อในพระเยซู เราไม่ได้เชื่อเพียงรูปลักษณ์หรืออำนาจของพระองค์เท่า นั้น เรารอดโดยการเชื่อว่าพระคริสต์ ทรงเป็นพระเจ้า ได้เสด็จมายังโลกนี้เพื่อรับเอาความผิดบาปของท่านและผู้เขียนไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ และทรงถูกตรึงไว้บนไม้กางเขนเพื่อประโยชน์ของเราแทน เมื่อเราดูที่ความรอดที่แสดงในพลับพลา เราจะเห็นได้กระจ่างใสเหมือนคริส ตัลเหมือนที่มันเป็นโดยที่เราจะต้องมีความเชื่อเมื่อเราสารภาพว่าเชื่อในพระเยซู
ทุกวันนี้มีหลายคนที่เชื่อเพียงพระโลหิตของพระเยซูเพียงอย่างเดียว โดยร้องเพลงอย่างไม่หยุดว่า “ ท่านจะเป็นอิสระจากบ่วงของบาปไหม? มีพลังในพระโลหิต พลังในพระโลหิต “ และตะโกนออกมาดังๆด้วยความพยายามของตนเองว่า “ พระองค์เจ้าข้า! ข้าพระองค์เชื่อ! “ ไม่ต้องสง สัยว่าพวกเขาเชื่อในพระเยซูอย่างมากเพียงใด พวกเขาไม่มีทางเป็นอิสระจากบาปของตนได้เพียงแค่เชื่อในพระโลหิตของพระเยซูเพียงอย่างเดียว
เพราะว่าเราไม่สามารถเป็นอิสระได้ตลอดทั้งชีวิตของเรา เราจึงต้องการผู้ช่วยให้รอดอย่างแท้จริง และผู้ช่วยให้รอดนี้จึงเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากพระเยซู คริสต์ พระเยซู คริสต์ผู้เสด็จมาปลดปล่อยท่านและผู้เขียนคือผู้ช่วยให้รอด คือพระมหากษัตริย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวง คือผู้สร้าง สรรพสิ่งในจักรวาลทั้งหมดและทุกสิ่งทุกอย่างในนั้น และเป็นพระเยโฮวาห์ของเรา พระองค์เสด็จมายังโลกนี้ ทรงรับเอาความผิดบาปของเราไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมา และทรงชำระเราออกจากความผิดบาปโดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน อีกนัยหนึ่ง เรารอดโดยการเชื่อในพระเยซู คริสต์ ว่าเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ทรงแบกรับการปรับโทษบาปทั้งหมดของเราโดยบัพติศมาของพระ องค์และไม้กางเขน นี่คือสิ่งที่ประตูทางเข้าลานพลับพลาได้แสดงแก่เราอย่างถูกต้องและชัดเจน
 
 
ประชาชนที่เชื่อในพระเยซูแต่เพียงทางศาสนา
 
ทุกวันนี้ ผู้คนอ้างว่าพวกเขาสามารถรอดได้เพียงแค่เชื่อในพระโลหิตของไม้กางเขนเพียงเท่านั้น การอ้างอย่างว่างเปล่าเช่นนั้นมีมากกว่าการแสดงของความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา คนเหล่านี้กล่าวว่า “ เมื่อฉันอธิษฐานกลับใจใหม่ต่อพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสแก่ผมในหัวใจว่า ‘ บุตรของเรา เรายกความผิดบาปให้เจ้าแล้ว ‘ ตอนที่ได้ยินพระสุรเสียงนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณเป็นล้นพ้น! “ พวกเขาอ้างเช่นนั้นโดยกล่าวว่าความเชื่อเช่นนั้นเป็นพยานของความเชื่อของพวกเขา
แต่ความรอดของเราไม่ได้เกิดจากความรู้สึกทางอารมณ์ของเรา เรารอดโดยมิติทั้งหมดของคุณสมบัติของเรา, ความรู้, อารมณ์ และความต้องการของเรา อีกนัยหนึ่ง เราต้องโดยการทราบเป็นสิ่งแรกในวิธีที่พระเจ้า ผู้ช่วยให้รอดของเราทรงช่วยเรา และจากนั้นก็เชื่อมัน และแล้วศาสนาล่ะเป็นเช่นไร? ศาสนานั้นไม่เป็นอื่นใดมากไปกว่าสถาบันที่มนุษย์สร้างขึ้นบนความคิดของผู้คนเอง
นานมาแล้ว ในครอบครัวของผู้เขียนแม่ของผู้เขียนเป็นแม่ครัว ผู้เขียนก็เคยเป็นผู้ช่วยอยู่ ตามเธอไปทุกที่ ขอร้องที่จะช่วยเธอ คล้อยๆกับยาโคปจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เมื่อแม่ของผู้เขียนยุ่งอยู่ในครัวเพื่อเตรียมอาหาร ผู้เขียนก็ยุ่งกับการแต่งห้องอาหารให้สวย แม่และผู้เขียนจึงร่วมงานกันด้วย ดี เราจุดไฟในตอนที่ตื่นตอนเช้า จัดโต๊ะ และหลังจากทานอาหารก็กวาดพื้นด้วยไม้กวาด ทุกสิ่งในตอนเช้าจึงเสร็จลงด้วยไม้กวาดนี้
นี่เป็นภาพที่ไม่ค่อยเห็นได้บ่อยนักในประเทศเกาหลีในปัจจุบัน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือสิ่งที่เป็นไม้กวาดจริงที่เราใช้สำหรับทำความสะอาดพื้นห้องครัวจะเปลี่ยนโดยทันทีไปเป็นพระเจ้าที่ให้เราในทุกสิ่งที่เราร้องขอ อีกนัยหนึ่ง มีผู้คนที่อธิษฐานอย่างแท้จริงต่อไม้กวาดเก่าๆนี้ คนโง่เช่นนี้มีอยู่เสมอในชีวิตของเรา ไม่เพียงเท่านี้ แต่เมื่อใดก็ตามที่ยังมีความโชคร้ายเกิดขึ้นในครอบครัวหรือเพื่อนบ้าน เราเคยเรียกหมอผีมาใช้เวทมนต์ เพราะว่าผู้คนในเวลานั้นได้เชื่อว่าพระเจ้านั้นอยู่ในทุกที่ ไม่เพียงแต่ที่ไม้กวาดที่ใช้สำหรับกวาดพื้นเท่านั้นที่จะเปลี่ยนไปเป็นพระเจ้าได้ แต่ยังมีแผ่นป้ายชื่อที่บรรพบุรุษของตนได้จารึกเอาไว้, หินก้อนใหญ่ในภูเขา หรืออะไรก็ตามที่สายตาของพวกเขาจะจับไปเป็นพระเจ้าได้
ทุกวันนี้ ด้วยเวลาที่กำลังผ่านไป ผู้คนค่อยๆเป็นผู้ที่เพิกเฉยเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ แต่ในตอนนั้นมันเกิดขึ้นบ่อยที่อะไรก็สามารถเปลี่ยนไปเป็นพระเจ้าได้ ผู้เขียนจำได้ว่าเคยเห็นผู้มีเวทมนต์คนหนึ่งที่สวดมนต์ในขณะที่ทำการร่ายมนต์ของตน ผู้เขียนเคยล้อเลียนวิธีของผู้มีเวทมนต์โดยการร่ายมนต์ว่า “ อะบราคาดาบรา อะบราคาดาบรา แสงอาทิตย์จะมา แสงอาทิตย์จะมา ทุกสิ่งเป็นของข้าพเจ้าเมื่อแสงอาทิตย์มา ถึงฟักทองแตกแล้วเพราะขาดการเสียสละ อะบราลาดาบรา อะบราลาดาบรา “ แน่นอนผู้เขียนไม่รู้หรอกว่ามันหมายถึงอะไร
เมื่อได้กระทำเวทมนต์เช่นนั้นในบ้านของเพื่อนบ้านคนใดคนหนึ่ง ทุกคนในหมู่บ้านก็จะมารวมตัวกันเพื่อดูพิธี จุดเด่นของเหตุการณ์เช่นนั้นคือเมื่อได้ยัดใส้สิ่งของต่างๆเข้าไปสู่หัวของหมูที่ตายแล้ว แล้วหมอผีก็สวดมนต์ ผู้มีเวทมนต์นี้จะสวดอยู่ทั้งคืนจนถึงเช้าที่แสงอาทิตย์เกิดขึ้น
ในหมู่ผู้ที่มีปะสบการณ์ทั้งหลายสมัยก่อน มีบางคนอ้างว่าตนมีวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ เขาเคยอ้างว่าเขาสามารถขับไล่ปีศาจได้หมด เพราะเขามีวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ ดูเหมือนว่าวิญญาณบริสุทธิ์จะมีพลังมากกว่าผู้อื่น เขากล่าวว่าหากเขาต้องเจอปีศาจที่มีพลังมากกว่า เขาก็จะสามารถบีบบังคับได้มากกว่าขับไล่ปีศาจนี้ออกไป แต่เขาไม่เคยอ้างว่าเขาสามารถขับไล่ปีศาจเร่ร่อนต่างๆได้ เขาเป็นอื่นใดไปไม่ได้จากพวกพ่อมดหมอผี
เขาใช้เวลาทั่วๆไปเหมือนกับคนอื่นๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่มีคนขอให้เขาทำการไล่ผี เขาก็จะเปลี่ยนเป็นชุดหมอผีและทำการแสดงทันที นี่เป็นเพราะว่าหัวใจของผู้คนถูกปกคลุมด้วยจิตใจที่เหนือธรรมชาติที่เชื่อตามศาสนาในสมัยโบราณที่ไม่รู้จะทำอะไรกับพระวจนะของพระเจ้าและสิ้นสุดลงด้วยการเชื่อในสิ่งที่ไร้สาระและน่าละอาย
อีกนัยหนึ่งผู้คนได้สร้างศาสนาของตนเอง จากข้อเรื่องราวข้างต้น พวกเขาได้สร้างพระเจ้าของตนเอง เพราะว่าผู้คนมีสันชาตญาณเช่นนี้อยู่แม้แต่พวกคริสเตียน เมื่อพวกเขาทราบว่าพระเยซูทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อพวกเขา พวกเขาก็จะเกิดความสู้สึกต่อสิ่งนี้อย่างท่วมท้น และจบลงด้วยการถูกครอบงำและเชื่อในพระองค์ด้วยความมืดบอด และเมื่อพวกเขาทราบว่าพระเยซูคือพระบุตรของพระเจ้าและผู้สร้างสรรพสิ่งผู้สร้างจักรวาลทั้งหมด พวกเขาก็รักมัน และอีกครั้งเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข พวกเขารักที่จะได้ฟังว่า“ เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิตไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ นอกจากมาทางเรา “ และยังอีกครั้ง ก็เชื่อมันอย่างไม่มีเงื่อนไขและไม่เข้าใจมัน แม้ว่าครั้งแรกที่พวกเขาได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าและพวกเขากล่าวว่าพวกเขารักพระเยซู เพราะพระวจนะของพระเจ้านั้นไม่มีความผิดพลาด
แต่พระเยซูจะเสด็จมาพิพากษาคนเหล่านี้ที่หัวใจยังคงเต็มไปด้วยบาปตามการยอมรับในความเชื่อในพระเยซูของตน พระองค์จะเสด็จมาเอาความเชื่อของผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณออกไป คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จักความจริงของข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณและเชื่อในพระเยซูแต่เพียงความคิดของพวกเขาเอง ท้ายที่สุดจะมาตระหนักว่า พวกเขาเป็นผู้มีบาปที่แท้ จริงที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ตามพระราชบัญญัติของพระเจ้าได้
ผู้เขียนก็เช่นเดียวกัน เคยเชื่อในพระเยซูอย่างมืดบอด ผู้เขียนเคยร้องเพลงสรรเสริญตลอด เวลามีความรู้สึกดีใจเหลือเกินที่มีพระคริสต์แต่หลังจากได้รู้จักพระเยซู ผู้เขียนก็ได้มารู้จักพระราช บัญญัติ และหลังจากที่ได้รู้จักพระราชบัญญัติผู้เขียนก็มารู้จักบนปของตน หลังจากที่ได้รู้จักบาปของตน แล้วผู้เขียนก็มาตระหนักได้ว่าจะมีการพิพากษาบาปอันเป็นนิรันดร์ และด้วยเหตุนี้ก็จะรู้สึกทรมานจากบาปตามมา
ในการแก้ไขความทุกข์ทรมานเหล่านี้ ผู้เขียนจึงสวดมนต์อธิษฐานกลับใจใหม่ อย่างไรก็ตามความเชื่อเช่นนั้นเป็นเพียงความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ผู้คนอธิษฐานในทุกสิ่งเพื่อให้ได้พร เพราะ ว่าหัวใจของผู้เขียนเคยมีปัญหาอย่างมากหลังจากที่ได้มารู้จักพระพราชบัญญัติที่ได้เขียนไว้ในพระวจนะของพระเจ้าและตระหนักถึงบาปของตนได้ ผู้เขียนจึงต้องอธิษฐานกลับใจใหม่ และมันจึงนำให้ตนได้รับความช่วยเหลือทางอารมณ์ แต่บาปยังคงอยู่กับตัวเอง และค้นพบว่าจิตวิญญาณของตนยัง คงมีบาปอยู่ ผู้เขียนก็ยังคงทุกข์ทรมานต่อไป
ในวิธีนี้ ไม่ได้เป็นเพราะว่าผู้เขียนได้ติดอยู่ในบาปของตนที่ได้มาเชื่อและรักพระเยซู แต้มันเพราะว่าผู้เขียนเชื่อในพระเยซูเพราะตนได้มาตระหนักในความผิดบาปของตน และหลังจากที่ตนได้ตระหนักถึงบาปของตนที่จะทุกข์มานตามมาแล้ว “ เราต้องเชื่อในพระเยซูเร็วเกินไป “ แม้ว่าผู้เขียนรู้สึกเสียใจที่มารู้จักและเชื่อในพระเยซูเร็วเกินไปตั้งแต่ตอนยังหนุ่มๆ ผู้เขียนจึงไม่สามารถหยุดที่จะเชื่อในพระเยซูได้ และดังนั้น ผู้เขียนจึงไม่ต้องติดอยู่กับบาปแล้ว ตนได้อธิษฐานกลับใจใหม่ เพราะการอธิษฐานนี้ได้ช่วยแก้ไขปัญหาโดยพื้นฐานเพียงเล็กน้อยมันจึงไม่มีประโยชน์มากเท่าใดนัก
ผู้คนโดยทั่วๆไปไม่ได้ระวังในบาปที่พวกเขาได้ทำ หรือกำลังทำอยู่ แต่เมื่อพวกเขาเริ่มที่จะเข้าร่วมในคริสตจักร พวกเขาก็ได้ฟังเกี่ยวกับพระราชบัญญัติและมาตระหนักถึงบาปของตน และจึงมาติดอยู่ในบาปของตน จากนั้นพวกเขาก็พยายามแก้ไขปัญหาบาปของตนก่อนโดยการให้อารมณ์ในการอธิษฐานกลับใจใหม่ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปมากขึ้น พวกเขาก็มาตระหนักได้มากขึ้นว่าตนถูกยึดติดกับบาปและพวกเขาจะต้องได้รับการยกความผิดบาป
ไม่ต้องสงสัยว่าพวกเขาอธิษฐานกลับใจใหม่มากเพียงใด ยิ่งพวกเขาอธิษฐานมากขึ้น ก็มาตระหนักในบาปของตนมากขึ้น มันชัดเจนและเปิดเผยออกมามากขึ้นซึ่งบาปไม่มีทางหายไปเลย จากจุดนี้เอง คนที่มีชีวิตตามศาสนาเช่นนั้นมีชีวิตอยู่อย่างเจ็บปวดและยังคงทุกข์ทรมานต่อไป พวกเขาสงสัยว่า “ ฉันรู้สึกดี เมื่อได้เชื่อในครั้งแรก แต่ทำไมฉันรู้สึกไม่ดีเลยในตอนนี้เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี 10 ปีแล้ว? ทำไมฉันจึงมีปัญหามากขึ้นล่ะ? “ พวกเขาตระหนักว่าแม้ว่าการตัดสินในความรอดของตนไม่มีอยู่ที่นั่นอีกต่อไปแล้ว ที่ได้ยึดอย่างมั่นคงเมื่อพวกเขาเชื่อในครั้งแรก พวกเขาคิดว่าตนเป็นผู้มีบาปหลังจากเชื่อในพระเยซู พวกเขาก็ได้ใช้ลัทธิคำสอนที่เหมาะสม และจบลงด้วยการเป็นนักศาสนาเช่นนั้น
มันเป็นเพราะว่าคนเหล่านี้เพิกเฉยต่อความจริงของพระเยซูที่ทรงช่วยพวกเขาให้รอดจากบาปของคนโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี แม้ว่าพวกเขายืนยันว่าเชื่อในพระเยซู แต่พวกเขาก็ยังมีปัญหาอยู่เพราะหัวใจตนยังไม่สงบ คนเช่นนั้นไม่สามารถใช้วิธีเปลี่ยนพระเจ้าที่แตกต่างไปได้ เพราะหากพวกเขาพยายามทำ พวกเขาก็ทราบแล้วว่าการเชื่อในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้านี้คือการบูชารูปเคารพ เพราะว่าพวกเขาทราบอย่างชัดเจนว่ามีเพียงพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นพระเจ้า และผู้ช่วยให้รอด พวกเขาจึงไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าที่ต่างไปจากนี้ได้ และเพราะว่าพวกเขาไม่รู้จักความจริง พวกเขาจึงมีปัญหาในบาปของตนเสมอ พวกเขามีชีวิตอยู่ในความทุกข์ทรมาน
นี่คือเหตุผลที่พวกเขาจะต้องรู้จักและเชื่อในพระเยซู คริสต์ว่าเสด็จมาโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี คริสเตียนเหล่านี้ผู้ที่จบลงด้วยการเป็นนักศาสนาที่ทราบเช่นกันว่าพระเยซูคือพระมหากษัตริย์ที่ทรงหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน และพระวจนะของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลคือพระวจนะของพระเจ้า
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พวกเขาไม่ทราบก็คือพระเยซูไม่เพียงแต่รับเอาบาปของพวกเขาไปเท่า นั้น แต่ยังคงรับเอาบาปทั้งหมดของโลกไปไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาของพระองค์ด้วย และความไม่รู้นี้จึงเป็นเหตุผลที่พวกเขามีชีวิตอย่างเป็นผู้มีบาปแม้ว่าพวกเขายืนยันความเชื่อของตนแล้วก็ตาม และเป็นเหตุผลที่พวกเขาจะจบลงด้วยการไปยังที่ที่เก็บไว้เพื่อผู้มีบาป เพราะว่าคริสเตียนทางศาสนาเช่นนั้นไม่ทราบว่าพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของพวกเขาไปโดยแท้จริงอย่างไร พวกเขาจึงเชื่อในอารมณ์ของตนเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเกิดอารมณ์ขึ้น ด้วยเหตุนี้ความจริงแท้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับการเชื่อของพวกเขา เหมือนกับคนตาบอดที่พยายามคลำช้าง นี่คือเหตุผลที่พวกเขาไม่ได้นึกถึงความเชื่อผิดๆของตนอย่างสมบูรณ์ และนี่คือเหตุผลที่ต้องตกลงในความสับสนอีกครั้งหนึ่ง
 
 
อะไรจะเกิดขึ้นกับเราหากเราไม่เชื่อในความจริงของด้ายสีฟ้า?
 
อะไรจะเกิดขึ้นหากเราเชื่อในพระเยซูว่าเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราในขณะที่ละทิ้งด้ายของพระตูทางเข้าลานพลับพลา? เมื่อพระเจ้ารับสั่งให้สร้างประตูทางเข้าลานพลับพลาโดยทอผ้าด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี พระองค์จะทรงตรัสอะไรแก่โมเสสแทนการบอกชาวอิสราเอลให้สร้างประตูทางเข้าด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีและให้ชาวอิสราเอลสร้างประตูทางเข้าให้เสร็จโดยวิธีนี้? พระเจ้าจะทรงยอมรับมันว่าเป็นประตูทางเข้าลานพลับพลาของพระองค์ไหม? พระองค์ไม่ทรงยืนยันมันเช่นนั้น เพราะว่าพระเจ้าทรงบอกชาวอิสรา เอลให้สร้างประตูทางเข้าลานพลับพลาด้วยด้ายทั้งสี่สีแตกต่างกัน หากมันไม่ได้สร้างขึ้นอย่างถูก ต้อง มันจะไม่มีทางเรียกได้ว่าเป็นประตูทางเข้าพลับพลาเลย ไม่สามารถขาดสีใดสีหนึ่งไปได้
ประตูทางเข้าลานพลับพลาทอขึ้นด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่าเนื้อดี เพราะ ว่าพระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้า ได้เสด็จมายังโลกนี้เพื่อเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราในเนื้อหนังของมนุษย์ ทรงรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไว้ที่พระองค์ สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย และจึงชำระความผิดบาปทั้งหมดของเราให้ขาวเหมือนหิมะ การที่เราได้พ้นจากบาปของเราก็คือการไว้ใจและเชื่อในพระเยซู คริสต์ สีต่างๆของประตูทางเข้าลานพลับพลาบอกเราว่าให้เชื่อในพระเยซูอย่างไรเพื่อรอดจากบาป คนทั้งหลายที่เชื่อในความจริงที่แสดงในประตูทางเข้าลานพลับพลาจึงรอดจากบาปของตนพวกเขาได้รับการยกความผิดบาปทั้งหมดขาวราวกับหิมะพระเยซู คริสต์ ทรงชำระบาปของท่านและของผู้เขียน ให้ขาวราวหิมะ พระเยซู คริสต์ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดที่แท้ จริงของท่านและผู้เขียน
นี่คือความจริงที่แสดงในประตูทางเข้าลานพลับพลา ยังมีผู้คนทุกวันนี้ที่ไม่เชื่อในความ หมายโดยนัยของด้ายสีฟ้าแม้ว่ายืนยันว่าเชื่อในด้ายสีม่วง และสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดีก็ตาม
ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ไปที่ร้านหนังสือคริสเตียนเพื่อทำการค้นหาข้อมูลเบื้องต้นของหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนพบว่าหนังสือบางเล่มของพลับพลาได้เขียนขึ้นโดยนักเขียนที่เป็นผู้นำคริสเตียนที่มีชื่อ เสียงบางท่าน อย่างไรก็ตามบางคนไม่กล่าวถึงประตูทางเข้าลานพลับพลา ในขณะที่ท่านอื่นๆได้อ้าง อิงว่า “ ด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีได้บอกอะไรกับเรา? ด้ายสีฟ้าหมายถึงสีของท้องฟ้าและมันบอกเราว่าพระเยซูคือพระเจ้า ด้ายสีแดงเข้มหมายถึงพระโลหิตอันล้ำค่าของพระเยซูที่หลั่งบนไม้กางเขนตอนที่เสด็จมายังโลกนี้ ด้ายสีม่วงบอกเราว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์
การตีความในวิธีนี้ไม่ถูกต้อง การที่พระเยซูทรงเป็นพระเจ้านั้นได้บอกเราในด้ายสีม่วง เมื่อพระเจ้าทรงบอกเราแล้วผ่านด้ายสีม่วงว่าพระเยซูทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของมหากษัตริย์ทั้งปวงและพระผู้เป็นเจ้าของพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงแล้ว ทำไมพระองค์จะทรงบอกอีกครั้งด้วยด้ายสีฟ้านี้? มันเป็นเพราะว่าคนเหล่านี้ไม่ทราบความลับของด้ายสีฟ้าพวกเขาจึงตีความอย่างไม่ถูกต้อง
เพราะว่าพวกเขารู้จักเพียงพระโลหิตของไม้กางเขน พวกเขาจึงเน้นหนักไปบนด้ายสีแดงเข้ม เมื่อเราเห็นภาพวาดของพระตูทางเข้าของพลับพลาของพวกเขา เราเห็นว่ามันเน้นหนักไปด้วยสีขาวและสีแดง เมื่อสีทั้งสี่ของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีจะต้องแสดงอย่างชัด เจนในประตูทางเข้าของลานพลับพลา แต่ภาพวาดของพวกเขากลับแสดงเพียงด้ายสีแดงเข้มและสีขาวไม่มีด้ายสีม่วงและสีฟ้าเลย
มีบางคนในโลกนี้ที่ ความเชื่อที่ป้องกันไม่ได้โดยไม่มีการตระหนักถึงความจริงของด้ายสีฟ้าเลย แม้ว่ามีหลายคนในช่วงเวลาทุกวันนี้ที่อ้างว่าพวกเขารอดได้เพียงการเชื่อในพระโลหิตของพระเยซูบนไม้กางเขนเพียงอย่างเดียว แม้ว่าพวกเขาไม่ได้ตระหนักว่าพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไว้ที่พระองค์โดยบัพติศมาไปทั้งหมดเพียงครั้งเดียวเพื่อรับการปรับโทษบาปเลย หัว ใจของคนเช่นนั้นมันจะเต็มไปด้วยบาปเสมอ ความจริงก็คือว่าสำหรับวันนี้ พรุ่งนี้ และหลังจากนั้น และจนตายคนเช่นนั้นยังคงทุกข์ทรมานเพราะไม่สามารถเป็นอิสระจากความผิดบาปของตนได้เลย ดังนั้นบางคนจึงสารภาพว่า “ ฉันเป็นผู้มีบาปต่อพระพักตร์พระเจ้าจนตาย “ แต่นี่คือความเชื่อที่ถูก ต้องไหมที่ว่าพวกเขายังคงเป็นผู้มีบาปอยู่จนตายแม้ว่าพวกเขาเชื่อในพระเยซูอยู่?
หลังจากเชื่อในพระเยซู เราจะเป็นผู้ชอบธรรมเมื่อใด? สวรรค์ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่เป็นผู้ที่ไม่มีบาปโดยการเชื่อในบัพติศมาและพระโลหิตของพระเยซูหรือ? สวรรค์นั้นเป็นสถานที่ของคนชอบธรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ของผู้มีบาป มีเพียงคนชอบธรรมผู้ที่รอดจากบาปของตนอย่างถูกต้องและผู้ที่ไม่มีบาปเท่านั้นที่สามารถเข้าสู่สวรรค์ได้
คนทั้งหลายที่ประกาศว่าตนเป็นผู้มีบาปจนตายแม้ว่าเชื่อในพระเยซูแล้วก็ไม่มีการตัดสินในความรอดของพวกเขาโดยไม่ต้องสงสัยว่าพวกเขาสารภาพว่าเชื่อในพระองค์บ่อยแค่ไหน เพราะพวกเขาเพิกเฉยต่อด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี แม้ว่าพวกเขาเชื่อในพระเยซูและอธิษฐานต่อพระองค์พวกเขาก็ไม่ได้รับการติดสินว่าการอธิษฐานของพวกเขาจะได้รับคำตอบ แม้ว่าพวกเขาเชื่อในพระเยซู พวกเขาก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือและไม่ได้รับความรักจากพระองค์ พวกเขาต้องรู้สึกรักในขณะที่พวกเขาแสดงความเสียสละของตนเอง แต่เมื่อพวกเขาขาดการเสียสละ พวกเขาก็รู้สึกราวกับว่าพวกเขาถูกละทิ้งจากพระเจ้า ราวกับว่าพระองค์ทรงเกลียดพวกเขา พวกเขาคิดว่าพระเจ้าทรงรักพวกเขาและอวยพระพรให้พวกเขาเมื่อพวกเขาทำการสังเวยบูชาและเสียสละต่อพระ องค์ และคิดว่าพระองค์จะไม่รักพวกเขาอีกต่อไปแล้วหากพวกเขาไม่สามารถถวายการบูชาพระองค์ได้ เมื่อพวกเขาได้เผชิญกับช่วงเวลายากลำบาก พวกเขาคิดว่าพระเจ้าทรงเกลียดพวกเขา ไม่สามารถให้พวกเขาได้เข้าใจว่าพวกเขาต้องผ่านช่วงเวลาของความยากลำบากนั้น และจบลงด้วยการตำหนิพระองค์อย่างที่สุดเพราะความทุกข์ยากของพวกเขาและไม่เชื่อในพระองค์อีกต่อไปแล้ว
ในท้ายที่สุด ความไว้วางในระหว่างคนเช่นนั้นและพระเจ้าก็แตกหัก เพราะว่าความเชื่อของพวกเขาเป็นผลจากความคิดและอารมณ์ของพวกเขา มันช่างไร้เหตุผล, ไม่มั่นคงและผิด เมื่อเราไปสู่พระเจ้าเราจะต้องกำจัดอารมณ์ออกไป เมื่อเราไปสู่พระเจ้า เราจะต้องไปด้วยความเชื่อที่ชัดเจนที่เชื่อในความจริงที่ว่าพระเยซู คริสต์ทรงช่วยเราให้รอด เราผู้ที่จะต้องตกนรกเพราะบาปของเรา โดยบัพติศมาของพระองค์และพระโลหิต เราจะต้องตระหนักด้วยสติของเราอย่างชัดเจนว่าเราเป็นผู้ที่จะ ต้องตกนรกโดยไม่มีข้อยกเว้น ก่อนพระวจนะของพระเจ้าและพระวจนะของพระราชบัญญัติ ก่อนข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ เพียงเมื่อเรารู้จัก, ศึกษา, เชื่อ และวางในสิ่งที่บาปเป็น และว่าพระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดจากบาปได้อย่างไรที่ทำให้เราสามารถตระหนักได้ว่าพระเยซู คริสต์ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราอย่างแท้จริง
 
 
เพียงแค่ความเชื่อที่แท้จริงเราก็สามารถได้รับของประทานของความรอดได้
 
ดังนั้น ท่านและผู้เขียนจะต้องตระหนักว่าเรารอดจากบาปของเราโดยการเชื่อในด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อดี ไม่ใช่จากการกระทำด้วยตัวเราเอง และเราจะต้องทราบและเชื่อ ว่าพระเยซู คริสต์เสด็จมาหาเราอย่างชัดเจนในความจริงของงานทั้งสี่เพื่อช่วยเราให้รอดจากบาปของเรา พระองค์ทรงสัญญาในพันธสัญญาฉบับเก่าว่าจะเสด็จมาเป็นพระเมสสิยาห์ของเรา และดังที่ทรงสัญญาเอาไว้ พระองค์เสด็จมายังโลกนี้จริงๆ และทรงรับเอาความผิดบาปของเราและของมนุษย ชาติทั้งหมดไว้ที่พระองค์เพียงครั้งเดียวโดยบัพติศมาของพระองค์ จากนั้นทรงแบกรับความผิดบาปทั้งหมดของโลกเหล่านี้ไว้บนไม้กางเขน ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน หลั่งพระโลหิตอันล้ำค่า และสิ้น พระชนม์หลังจากตรัสว่า “ มันสำเร็จแล้ว “ (ยอห์น 19:30) พระองค์ฟื้นขึ้นมาจากความตายหลังจากนั้นสามวันทรงยืนยันเป็นเวลา 40 วันและเสด็จลงมาเบื้องพระหัตถ์ขวาของพระบัลลังค์ของพระ เจ้าว่าจะเสด็จกลับมาตามที่ทรงสัญญา เราต้องเชื่อสิ่งนี้
“ เราได้ช่วยเจ้าให้รอดด้วยหน้าที่ทั้งสี่ของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี และเราจะกลับมารับเอาผู้ที่เชื่อในความจริงของความรอดนี้ เราจะประทานการเป็นบุตรของพระเจ้าให้แก่พวกเขาเช่นกัน เพราะคนทั้งหลายที่เชื่อในความจริงนี้ในหัวใจของพวกเขา เราจะชำระความ ผิดบาปของพวกเขาและทำให้พวกเขาขาวเหมือนกับหิมะ เราจะประทานพระวิญญาณ บริสุทธิ์ให้พวกเขา และเราจะทำให้พวกเขาเป็นบุตรของเรา “ นี่คือสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงบอกเรา
เราจะต้องเชื่อในพระวจนะนี้ พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงทำคำสัญญาเหล่านี้ให้สมบูรณ์ และพระองค์ทรงทำงานในชีวิตของผู้ที่อยู่บนโลกนี้ พระองค์ทรงปกป้องคนทั้งหลายที่เชื่อในความจริงนี้และเป็นพยานเพื่อพวกเขา นี่คือวิธีที่เรารอดโดยการทำงานของพระผู้เป็นเจ้าของเราของบัพติศมาและพระโลหิต อยู่ในพระคุณ ในการปกป้องและในความรักของพระเจ้า และมีชีวิตของคนชอบธรรม มันเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงช่วยเราทำให้เราพ้นจากความผิดบาปโดยความเชื่อ
เมื่อหนังสือพลับพลานี้ถูกแปลไปสู่ภาษาต่างๆทั่วโลก ผู้เขียนมั่นใจว่าผู้คนทั่วโลกจะรอดจากบาปของตนผ่านความเชื่อในความจริงนี้ คนทั้งหลายที่อ้างว่าการยกความผิดบาปมาถึงโดยพระโลหิตของพระเยซูเท่านั้นจะไม่สามารถอ้างเช่นนั้นได้อีกต่อไป แต่พวกเขาจะมาตระหนักว่าพวกเขาอ้างอย่างผิดๆเพียงใดพวกเขาจะไม่สามารถยึดสิ่งผิดๆและอ้างว่านี้คือความรอดได้อีกต่อไปพวกเขาจะไม่สามารถกล่าวได้ว่ารอดโดยการเชื่อในพระโลหิตของพระเยซูเพียงอย่างเดียวได้
ตรงประตูทางเข้าลานพลับพลาได้พบข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ ความชัดเจนของพระวจนะของความรอดของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีนั่นเอง เพราะว่านี้คือพระวจนะของพระเจ้าที่ทรงสัญญาและพยากรณ์เอาไว้ในพันธสัญญาฉบับเก่า และเพราะว่าพระเจ้าทรงรักษาสัญญานี้ในพันธสัญญาฉบับใหม่โดยการทำให้ความรอดจากบาปทั้งหมดของเราสม บูรณ์โดยบัพติศมาและการถูกตรึงบนไม้กางเขนของพระองค์ หากเราเพียงเชื่อในของประทานของความรอดนี้ด้วยความสุขและคำขอบคุณ เราจะได้รับการยกความผิดบาปอันเป็นนิรันดร์ทั้งหมด
นี่คือพระวจนะที่ง่ายและสมบูรณ์ แต่มันก็เป็นความจริงที่ไม่สามารถเข้าใจได้แม้แต่ความรู้ทั้งหมดในจักรวาลนี้หากท่านไม่มีความเชื่อที่บริสุทธิ์ในพระวจนะของพระองค์ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องเชื่อในพระวจนะของพระองค์ตรงที่มันเป็น เพราะมันช่างเป็นความจริงที่ล้ำค่าที่เราไม่สามารถเพิกเฉยต่อมันได้ ท่านและผู้เขียนจะต้องเชื่ออย่างแน่นอนในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณนี้ พระเจ้าทรงยอมให้เราได้รับของประทานอันสูงค่าของความรอดนี้ด้วยความเชื่อของเราโดยการสอนเราในความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มที่แสดงในพลับพลาอย่างอิสระและง่ายดาย
ท่านและผู้เขียนก็เหมือนกัน ผู้ที่เชื่อในความจริงนี้ เราทั้งหมดจะต้องขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความรักของความจริงของพระองค์ ยังมีผู้คนมากมายที่ยังคงเพิกเฉยต่อความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและสอนและนำผู้คนไปสู่คำสอนผิดๆ เราต้องการเผยแพร่ความจริงนี้ให้ แก่พวกเขาเช่นเดียวกัน เราประกาศข่าวประเสริฐของความจริงของน้ำและพระวิญญาณนี้ไปสู่ผู้ที่ทุกข์ทรมานโดยความเพิกเฉยต่อความจริงนี้เช่นกัน เราต้องการให้พวกเขาอิสระจากบาปของตนและเข้าสู่ประตูของความรอด เมื่อเราประกาศความจริงของพลับพลาไปสู่ผู้ที่เชื่อก็จะรอด แต่ผู้ที่ไม่เชื่อก็จะถูกปรับโทษบาป หากเราตัดสินใจที่จะเชื่อในพระเยซู เราต้องเชื่อในการรู้จักความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มด้วย
ไม่มีใครรู้จักความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มจากจุดเริ่มต้น พระเจ้าทรงบอกเราว่า“ และท่านทั้งหลายจะรู้จักความจริง และในความจริงนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไทย“ (ยอห์น 8:32) อะไรคือความจริง? ความจริงคือข่าวประเสริฐที่แท้จริง (เอเฟซัส 1:13) นั่นคือ ข่าวประ เสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม ความรู้ในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มอย่างถูกต้องและเชื่อมันอย่างถูกต้องในความจริง
ทำไมพระเจ้าตรัสว่าความจริงจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไทย? ท่านรอดจากบาปของท่านได้อย่างไร? โดยการเชื่อในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มท่านไม่ได้รอดจากบาปทั้งหมดเพียงอย่างเดียวแต่หัวใจของท่านก็จะมีพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาสถิตด้วยใช่ไหม? ท่านเชื่อและสามารถสารภาพจากส่วนลึกในหัวใจของท่านได้อย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของท่านไหม? เพราะว่าพระเจ้าทรงตระหนักว่าผู้ไม่มีบาปเท่านั้นที่เป็นบุตรของพระองค์ พระองค์ทรงยืนยันความเชื่อของผู้ที่เชื่อและรู้จักในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีที่ทอตรงประตูทางเข้าลานหลับพลาเท่านั้น ผู้มีบาปไม่สามารถเป็นบุตรของพระเจ้าได้ มีเพียงผู้ที่เกิดใหม่ผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณเท่านั้น และเป็นข่าวประเสริฐที่พระเจ้าประทานมาให้เราที่ทำให้เราเป็นบุตรของพระเจ้า พระบิดาได้
แม้ว่าเราเผชิญกับความยุ่งยาก ความลำบาก และความทุกข์มานมากมายในขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา เราจึงมีความสุข แม้เราอยู่ในความทุกข์ยาก เราก็มีชีวิตอยู่ในชีวิตของพระพรเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าและประกาศออกไปทั่วโลกด้วยข่าวประเสริฐของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและข่าวประเสริฐที่ประทานความชอบธรรมของพระเจ้าให้เรา
ทั้งหมดนี้ ขอขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม เมื่อผู้เขียนเชื่อในพระเยซูเป็นครั้งแรก หัวใจของตนยังคงเต็มไปด้วยบาปโดยไม่คำนึงว่าเชื่อไปมากมายเพียงใด และผู้เขียนรู้สึกทรมานเพราะสิ่งนี้ ไม่ต้องสงสัยว่าผู้เขียนได้ยืนยันว่าเชื่อในพระเยซูอย่างจริงใจเพียงใด บาปก็ยังคงแสดงตนอย่างชัดเจนในความรู้ผิดชอบของผู้เขียนอยู่ มีคนที่สามารถพบว่าเขาหรือเธอมีความผิดบาปหรือไม่ต่อพระพักตร์พระเจ้าโดยการดูความรู้ผิดชอบของตน อีกนัยหนึ่ง ผู้ที่ยังมีบาปที่จารึกไว้ในความสำนึกของตนอยู่เป็นผู้ที่ไม่สามารถได้รับการยกความผิดบาปของตน หากความรู้ผิดชอบของพวกเขามีบาปอยู่เพียงน้อยนิด นี่ก็เป็นหลักฐานว่าพวกเขาไม่ได้รับการยกความผิดบาป
อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เขียนไม่สามารถรู้จักความจริงที่จะช่วยแก้ไขปัญหาบาปทั้งหมดของตนได้ แม้แต้เพียงเล็กน้อย และเมื่อทุกคำถามและความสงสัยเกิดขึ้นในใจของตนด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจะทรงพบกับผู้เขียนโดยพระวจนะของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม
พบพระวจนะนี้ในข่าวประเสริฐของมัทธิวที่เราได้อ่านมาก่อนหน้านี้ ในขณะที่อ่านมัทธิว 3:3–17 ข้อความนี้จึงเกิดขึ้นมา “ บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ “ (มัทธิว 3:15) จากนั้นผู้เขียนจึงตระหนักและเชื่อว่าเมื่อพระเยซูทรงรับบัพติศมาและเสด็จมาโดยน้ำและพระวิญญาณ และความชอบธรรมทั้งหมดจึงสมบูรณ์เหมือนบาปทั้งหมดที่ถูกชำระออกโดยบัพติศมาของพระเยซูพระเจ้าทรงเป็นพยานความชอบธรรมของพระองค์
เมื่อพระเยซู คริสต์ทรงรับบัพติศมาจากยอห์น บาปทั้งหมดของผู้เขียนจึงผ่านไปสู่พระองค์อย่างชัดเจน และทั้งหมดจึงหายไปบนไม้กางเขนเพียงครั้งเดียว ในขณะที่ผู้เขียนตระหนักและเชื่อในเหตุผลที่ว่าทำไมพระเยซูทรงรับพติศมา ปัญหาทั้งหมดและทุกคำถามที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขได้ รับคำตอบ เหมือนกับที่ได้เอาบาปของตนออกไปนั่นเอง ผู้เขียนขอขอบพระคุณสำหรับความจริงของการยกความผิดบาปนี้ เพราะความจริงที่ผู้เขียนได้รับการยกความผิดบาปนี้และพระวจนะที่แท้ จริงของพระเจ้า โดยการรู้จักและเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ
พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาหาผู้เขียนโดยพระวจนะที่ได้บันทึกเอาไว้ของพระองค์ และผู้เขียนได้ รับการยกความผิดบาปโดยพระวจนะของน้ำและพระวิญญาณ โดยการเชื่อมันด้วยหัวใจ จากนั้นมา ผู้เขียนได้เป็นพยานข่าวประเสริฐของด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้มไปสู่ผู้คนผ่านพระวจนะของพันธสัญญาฉบับเก่าและใหม่ และแม้แต่ตอนนี้ผู้เขียนยังคงเผยแพร่ความจริงเหล่านี้และความลับของความรอดออกไป ข่าวประเสริฐที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นมาจากความคิดมนุษย์, คำสอน หรือประสบการณ์ทางอารมณ์
พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงรับความผิดบาปของเราไปด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม ทุกคนทั่วโลกจะมาตระหนักในความจริงของความรอดอย่างชัดเจนและตระหนักว่าความจริงนี้เป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณผ่านด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม นี่คือความจริงที่ต้องการอย่างแท้จริงในช่วงเวลาสุดท้าย ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนมาเชื่อในความจริงนี้
ในยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคที่ความชอบธรรมของผู้คนได้แตกแยกออกไปและความชั่วร้ายของพวกเขาก็ออกมาอาละวาดแทน เมื่อแวดล้อมด้วยสภาพที่เสื่อมสลายเชื่อนั้นผู้คนก็คายความชั่วที่เป็นพื้นฐานของพวกเขาออกมา พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงช่วยท่านและผู้เขียนให้รอดโดยข่าวประเสริฐของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม พระพรนี้ช่างหาค่ามิได้อะไรเช่นนี้? ขอขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าสำหรับความรอดที่ชัดเจนนี้ เพราะผู้เขียนเปี่ยมไปด้วยความยินดีและความสุข
ตอนนี้โลกนี้ได้มุ่งไปสู่ช่วงเวลาสุดท้ายตามที่พระเจ้าทรงบอกเอาไว้ล่วงหน้า และได้เข้ามาสู่ยุคนี้แล้ว ในช่วงเวลาเช่นนี้ เมื่อมีผู้คนน้อยคนนักที่รับใช้พระเจ้าด้วยความเสียสละ และเมื่อความเชื่อของผู้ที่เชื่ออ่อนแอลง หากท่านพยายามที่จะเสียสละตัวท่านเองเพื่อสิ่งที่ไม่ใช่ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ ท่านก็จะจบลงด้วยบาดแผลในหัวใจท่าน เมื่อเชื่อในพระเจ้า หากท่านไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มแล้ว ท่านจะรู้สึกผิดหวังเท่านั้น เพราะจะไม่มีความ หมายอะไรเหลืออยู่เลยในหัวใจของท่าน
เพราะว่าความจริงของข่าวประเสริฐของทั้งสี่สีของพลับพลา สีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี มันคือความจริงที่ชัดเจน มันเป็นเพียงข่าวประเสริฐที่ดีที่สุดในโลกมืด การที่เรามีชีวิตในการได้รับการยกความผิดบาปของเราโดยการรู้จักและเชื่อในความจริงที่แสดงในประตูทาง เข้าพลับพลาคือพระพรอันสูงค่า ของประทานที่ล้ำค่า และความสุขอันยิ่งใหญ่เพื่อเรา
เพราะว่ามีผู้ที่มารู้จักและเชื่อในความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดีที่แสดงในพระตูทางเข้าของพลับพลากำลังรับใช้ความจริงอยู่ ไม่ใช่ความเท็จ ความปิติยินดีอันใหญ่ยิ่งจึงพบในหัวใของพวกเขาตลอดไป
ท่านรู้จักและเชื่อในความจริงนี้ที่เปิดเผยในประตูทางเข้าลานพลับพลาด้วยไหม? ท่านต้องรู้จักมัน และท่านต้องเชื่อมัน