คำสอน

เรื่องที่ 11: พลับพลา

[11-20] (อพยพ 30:1-10) แท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอม

(อพยพ 30:1-10)
“เจ้าจงสร้างแท่นสำหรับเผาเครื่องหอม จงทำแท่นนั้นด้วยไม้กระถินเทศ ให้ยาวศอกหนึ่ง กว้างศอกหนึ่ง เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และสูงสองศอก เชิงงอนมุมแท่นนั้นให้เป็นไม้ท่อนเดียวกับแท่น และจงหุ้มแท่นด้วยทองคำบริสุทธิ์ ทั้งด้านบนและด้านข้างทุกด้าน และเชิงงอนด้วย และจงทำกระจังทองคำล้อมรอบแท่น จงทำห่วงทองคำสองห่วง ติดไว้ใต้กระจังด้านละห่วงตรงกันข้าม ห่วงนั้นสำหรับสอดใส่ไม้คานหาม ไม้คานหามนั้นจงทำด้วยไม้กระถินเทศหุ้มด้วยทองคำ จงตั้งแท่นนั้นไว้ข้างนอกม่านซึ่งอยู่ใกล้หีบพระโอวาท ข้างหน้าพระที่นั่งกรุณาซึ่งอยู่เหนือหีบพระโอวาท ที่ที่เราจะพบกับเจ้า จงให้อาโรนเผาเครื่องหอมบนแท่นนั้นทุกเวลาเช้า เมื่อเขาแต่งประทีปก็จงเผาเครื่องหอมด้วย และในเวลาเย็นเมื่ออาโรนจุดประทีป ให้เผาเครื่องหอมบนแท่น เป็นเครื่องหอมเนืองนิตย์ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ตลอดชั่วอายุของเจ้า แต่เครื่องหอมอย่างที่ห้าม อย่าได้เผาบนแท่นนั้นเลย หรือเผาเครื่องเผาบูชา หรือเครื่องธัญญบูชา หรือเทเครื่องดื่มบูชาบนนั้น ให้อาโรนทำการบูชาไถ่บาปที่เชิงงอนปีละหนด้วยเลือดของเครื่องบูชาไถ่บาปลบมลทิน ให้เขาทำการลบมลทินแท่นนั้นปี” 
 

แท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอมเป็นสถานที่ของการอธิษฐาน 
 
แท่นบูชาสำหรับเผาสำหรับเผาเครื่องหอมทำด้วยไม้กระถินเทศ และเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความกว้างและความยาวหนึ่งศอก( 45ซ.ม.:1.5 ฟุต ) และสูงสองศอก แท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอมหุ้มด้วยทองคำทั้งหมดและมีกระจังทองคำล้อมรอบแท่น ตั้งอยู่ภายในที่บริสุทธิ์ มีห่วงทองคำสองห่วงติดไว้ใต้กระจัง ห่วงนั้นสำหรับสอดใส่คานหาม บนแท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอมนี้ไม่มีอะไรนอกจากน้ำมันเจิมอันบริสุทธิ์และเครื่องหอมเท่านั้นที่ถูกใช้ในนี้ ( อพยพ 30:22-25 ) 
แท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอมเป็นที่ของเครื่องหอมของการอธิษฐานที่ถวายแก่พระเจ้า แต่ก่อนที่เราจะอธิษฐานตรงแท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอม เราต้องค้นหาให้ได้ก่อนว่าเรามีคุณสมบัติพอที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าตรงแท่นนี้หรือไม่ ใครก็ตามที่พยายามที่จะเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าบริสุทธิ์ได้นั้นต้องเป็นผู้ไม่มีบาปด้วยการได้รับการชำระบาปของเขาหรือ เธอออกไปด้วยความเชื่อก่อน ในการทำเช่นนั้นผู้นั้นจะต้องชำระบาปของตนออกไปก่อนด้วยความเชื่อของเครื่องเผาบูชาของขันก่อน 
พระเจ้าไม่ทรงฟังคำอธิษฐานของผู้มีบาป ( อิสยาห์ 59:1-3 ) ทำไม? เพราะว่าพระเจ้าทรงยอมรับเพียงผู้ที่ได้ชำระบาปของตนออกไปด้วยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณเท่านั้น เพราะพระเจ้าทรงชำระบาปทั้งหมดของเราออกไปด้วยความจริงที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี อีกนัยหนึ่งพระเจ้าทรงพอพระทัยในคำอธิษฐานของคนชอบธรรมเท่านั้น ( เพลงสดุดี 34:15, 1 เปโตร 3:12 ) 
 

ธรรมชาติและความจริงของมนุษย์
 
เมื่อเราดูมนุษย์เราอย่างใกล้ๆ เราจะเห็นว่ามนุษย์ทั้งหมดรวมทั้งท่านและผู้เขียนด้วยต่างก็เกิดมาเป็นเมล็ดของบาปโดยพื้นฐาน พวกเขาทั้งหมดจึงทำบาป แต่ละคนและทุกคนคือเมล็ดของทุรชน เพราะผู้คนนั้นเกิดมาพร้อมกับบาปอยู่แล้ว พวกเขาจึงต้องมีชีวิตของตนด้วยการกระทำความชั่ว ลองคิดเกี่ยวกับท่านเองว่าท่านอาจจะเป็นใครก็ได้ เราสามารถยอมรับต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ว่าเราได้เป็นคนชั่วร้ายที่จะต้องตกนรกโดยไม่มีทางเลี่ยง จากข้างต้นทั้งหมดเมื่อเราตัดสินตัวเราเองต่อพระพักตร์พระเจ้า เราก็จะมาตระหนักว่าเราไม่สามารถหลบหนีจากการพิพากษาบาปอันชอบธรรมของพระเจ้าได้โดยง่าย ตามพระราชบัญญัติของพระเจ้าที่ประกาศว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย
เพราะสิ่งที่ออกมาจากหัวใจของมนุษย์เรานั้นเป็นเพียงความคิดที่ชั่วร้าย, การฆาตรกรรม, การล่วงประเวณี, ความหยิ่งผยองและความโง่ และเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็ทำสิ่งเหล่านี้เมื่อใดก็ตามที่ตนมีโอกาส ( มาระโก 7:21-27 ) หัวใจของมนุษผู้ที่เกิดมาเป็นเมล็ดของทุรชนโดยพื้นฐานและต้องทำบาปเมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์และโอกาสเอื้ออำนวยจะไม่มีความละอายต่อพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างไร? มันเป็นไปไม่ได้ผ่านความพยายามของมนุษย์เอง แต่มีหนึ่งสิ่งและความเชื่อเดียวที่ยอมให้เราไม่มีความละอายต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ และมันคือที่นี่ เราต้องรู้จักและเชื่อทั้ง หมดในความจริงที่สร้างด้วยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี ซึ่งเป็นความจริงที่ยอมให้เราได้ชำระบาปทั้งหมดของเราออกไปและจึงได้ยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างไม่มีความละอาย ดังนั้น เราทั้งหมดจึงต้องการข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณอย่างแน่นอน 
ไม่มีใครในหมู่พวกเราที่จะสามารถปฏิเสธความจริงที่ว่าเราต้องตกนรกเพราะบาปของเรานอกจากยอมรับชะตานี้ของเราเท่านั้นได้ และสำหรับผู้ที่ตระหนักต่อพระพักตร์พระเจ้าว่าพวกเขานั้นผูกอยู่กับนรก มันจะไม่ยากเลยที่จะเชื่อในหัวใจของพวกเขาในความรอดที่พระเจ้าประทานให้พวกเขา เมื่อเราเผชิญกับพระเจ้าด้วยความเชื่อและความจริงใน เราก็จะไม่สามารถหลอกหัวใจของเราให้ซ่อนพระองค์ได้ และเราก็จะมายอมรับการพิพากษาของความของธรรมของพระเจ้าทุกคนอยู่ในตำแหน่งนั้นที่จะต้องถูกลงโทษเพราะบาปของพวกเขาอย่างไม่มีทางเลือกเพราะการพิพากษาอันชอบธรรมของพระเจ้า 
พระราชบัญญัติอันชอบธรรมของพระเจ้าที่ประกาศว่าค่าจ้างของบาปคือความตายไม่ใช่พระราชบัญญัติที่ผู้มีบาปทั้งหมดสามารถหลีกเลี่ยงไปได้ด้วยความคิดของตนเองหรือความเชื่อทางศาสนา เพราะพระราชบัญญัติของพระเจ้านั้นละเอียด, ถูกต้อง และยุติธรรม มันจึงบังคับได้ว่าใครก็ตามที่อยู่ต่อหน้าจะต้องยอมรับว่าเขาหรือเธอต้องตกนรกเพราะบาปของตน ผู้มีบาปทั้งหมดได้ตระ หนักว่าพวกเขาไม่สามารถหลบหนีจากการพิพากษาของพระเจ้าได้แม้แต่บาปที่น้อยที่สุดของตน 
ดังนั้น เราต้องการผู้ช่วยให้รอดผู้ปลดปล่อยเราให้รอดจากบาปของเรา และเราได้พบแล้วว่าพระผู้ช่วยให้รอดนั้นคือใคร คือพระเยซู คริสต์ ผู้ช่วยให้รอดของมนุษยชาตินั่นเอง พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดที่เสด็จมายังโลกนี้ ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นเพื่อรับเอาบาปทั้งหมดของโลกไป, ผู้ทรงรับการลงโทษของบาปชั่วช้าทั้งหมดของผู้มีบาปด้วยการถูกตรึงไม้กางเขนและการหลั่งพระโลหิต และผู้ทรงช่วยเราให้รอดจากบาปทั้งหมดของเรา 
เราทั้งหมดมีความเข้าใจผิดที่ว่าการได้รับการยกความผิดบาปนั้นยากยิ่งนัก แต่ในความเป็นจริงเราได้คิดว่าเรารอดได้หากเพียงเรารู้จักพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งหมด หรือคิดว่าความรอดของเรานั้นต้องการการกระทำดีบางสิ่ง แต่ในความจริงของความรอดที่พระเจ้าประทานให้มานั้นยาก ความจริงของความรอดนี้ได้เปิดและแสดงหนทางสำหรับเราในการรอดจากบาปทั้งหมดด้วยการตรวจสอบสติสำนึกของเราต่อพระราชบัญญัติของพระเจ้า ตระหนักถึงบาปทั้งหมดว่าได้พบในหัวใจของเรา และเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ ความจริงนี้เป็นลางบอกเหตุในประตูพลับพลา
การยกความผิดบาปของมนุษยชาติมาจากความจริงของความรอดอันล้ำค่าที่สมบูรณ์ผ่านด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี ด้วยการเชื่อในความจริงนี้ที่ทำให้ทุกคนได้รับการยกความผิดบาปอันเป็นนิรันดร์ได้ครั้งหนึ่งและเพื่อทั้งหมด ในการทำเช่นนี้ทุกคนจะต้องตระหนักว่าพวกเขาต้องตกนรกเพราะบาปของตนและเชื่อในข่าวประเสริฐที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้ม แล้วพวกเขาจะได้รับการยกความผิดบาปของตนเพียงครั้งเดียว ข่าวประเสริฐที่พระเจ้าประ ทานให้เราคือข่าวประเสริฐที่พบในข่าวประเสริฐของความจริงที่ยึดในด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี 
ทุกคนจะต้องเชื่อในข่าวประเสริฐนี้ เพราะหากพวกเขาไม่เชื่อในความจริงที่ยึดในข่าวประ เสริฐนี้แล้ว พวกเขาก็จะไม่สามารถอิสระจากบาปได้ แต่ผู้ที่เชื่อในความจริงของความรอดนี้ที่พระเจ้าทรงทำให้สมบูรณ์โดยข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณนี้มีค่าเพียงพอที่จะรอดจากบาปทั้ง หมดของพวกเขาและเป็นบุตรของพระเจ้า ดังนั้นในการเป็นผู้ที่สามารถไปสู่พระพักตร์พระเจ้าได้และอธิษฐานต่อพระองค์ได้ ก่อนอื่นเราต้องเชื่อในความจริงของข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญ ญาณ ที่เป็นข่าวประเสริฐของการยกความผิดบาป เมื่อเรารอดจากบาปด้วยการรู้จักข่าวประเสริฐที่แท้จริงและเชื่อมันด้วยหัวใจของเราแล้ว เราจะต้องเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าได้ ความเชื่อที่ทำให้เราสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าได้นั้นได้รับด้วยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณในหัวใจของเรา เป็นข่าวประเสริฐจากพระเจ้า
มันผิดที่พยายามที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าโดยปราศจากความเชื่อที่รู้จักและเชื่อในความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มที่แสดงในบังตาประตูพลับพลา ความเชื่อเช่นนั้นคล้ายกับการทำบาปของการดูหมิ่นและเย้ยหยันต่อต้านพระเจ้า เราจะเป็นศัตรูของพระเจ้าด้วยการปฏิเสธการเชื่อในความจริงที่แสดงในพลับพลาในหัวใจของเราได้อย่างไร? 
เมื่อท่านปฏิเสธที่จะเชื่อในพระเยซู คริสต์ผู้เสด็จมาโดยความจริงของด้ายสีฟ้า,สีม่วง และสีแดงเข้มแล้ว มันก็จะเป็นทางลัดจะนำท่านไปร่วมเป็นศัตรูของพระเจ้า นี่คือการกระทำของการไม่เชื่อที่น่ากลัวที่ต่อต้านพระเจ้า จิตวิญญาณที่ยังคงทำบาปต่อไปของการไม่คำนึงถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในความรอดที่พระเจ้าทรงทำให้สวมบูรณ์เพื่อพวกเขา แต่เชื่อตามความคิดของพวกเขาเอง จิตวิญญาณเช่นนั้นเป็นผู้ที่ปกปิดตนเองด้วยใบมะเดื่อที่เรียกว่า “ การเสแสร้ง “ ที่ไม่คำนึงถึงความรักและพระกรุณาของพระเจ้า 
แต่ท่านจะต้องตระหนักว่าแม้ว่าผู้คนเหล่านี้จะสามารถหลอกลวงหัวใจของตนเองได้ พวกเขาก็ไม่สามารถหลบหนีจากการพิพากษาของพระเจ้าได้ ผู้ที่มีความเชื่อเช่นนั้นจะถูกปรับโทษอย่างทรมานในการยืนยันการลงโทษบาปด้วยพระราชบัญญัติอันชอบธรรมของพระเจ้า ทำไม? เพราะว่าพวกเขาไม่ต้องการที่จะรู้จักข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่พระผู้เป็นเจ้าทรงลบมลทินบาปให้พวกเขา และไม่เชื่อในข่าวประเสริฐนี้ 
เมื่อความรู้ผิดชอบของเรามีความชั่วช้าแม้แต่ในสายตาของเราเอง เราจะซ่อนบาปของเราจากพระเจ้าบริสุทธิ์ได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้เลย! ใครก็ตามที่พยายามที่จะซ่อนบาปของเขาหรือเธอก็จะถูกละทิ้งจากความรักและความเมตตาของพระเจ้า ผู้ที่หลอกลวงหัวใจของตัวเองก็จะจบลงด้วยการเป็นคนรับใช้ของความชั่วร้ายผู้ที่หลอกลวงพระเจ้าและเชื่อตามทางมนุษย์ ความนึกคิดที่พวกเขาหลอกลวงพระเจ้าไม่ว่าโดยวิธีใดเพียงการปิดตาตัวเองคือการสะท้อนความยะโสของพวกเขาที่ออกมาจากความคิดชั่วร้ายของพวกเขาเอง ในความเป็นจริง ผู้ที่ยึดเอาความคิดของตนเป็นหลักเป็นผู้ที่ท้าทายข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และเป็นผู้ที่ค้นหาการเป็นคนรับใช้ของซาตาน
ผู้คนจะต้องตระหนักว่า แม้ว่าพวกเขาอาจจะสามารถหลอกหัวใจของตัวเองได้ พวกเขาก็ไม่มีทางหลอกลวงพระเจ้าได้และพวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงจิตใจของตนให้เชื่อตามพระวจนะของพระเจ้า ใครก็ตามจะชำระบาปของตนโดยไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณได้อย่าง ไร? ตามที่ได้บันทึกว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย ก็ไม่มีผู้มีบาปที่หลอกลวงหัวใจของเขาหรือเธอต่อพระพักตร์พระเจ้าจะสามารถหลบหนีจากการพิพากษาของพระเจ้าได้ หากเรายอมรับพระราช บัญญัติของพระเจ้าแล้ว มันก็ชัดเจนแล้วว่าเราต้องตกนรกเพราะบาปของเรา ดังนั้น ผู้ที่พยายามออกมาสู่พระเจ้าจะต้องรอดโดยการเชื่อในความจริงของข่าวประเสริฐที่แสดงในประตูพลับพลา 
อย่างไรก็ตาม เพราะว่าหลายคนไม่สามารถตระหนักในความจริงที่ว่าพวกเขาต้องถูกปรับโทษบาปของตน พวกเขาจึงไม่สามารถยอมรับข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่มาโดยความจริงของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มเข้าสู่หัวใจของพวกเขาได้เช่นกัน และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงต้องตกนรก ผู้ที่ไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณจะเผชิญกับการลงโทษแบบเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าพวกเขาเป็นคริสเตียนแล้วหรือยัง ดังนั้นเราจะต้องไม่หลอกตัวเองเราต่อพระพักตร์พระเจ้าของเรา แต่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณในหัวใจของเราและยอมรับและเชื่อในข่าวประเสริฐของความจริงนี้ 
 

เราต้องล้างบาปของเราออกไปโดยการเชื่อในพระวจนะของความจริง 
 
ผู้คนมีความรู้ผิดชอบสองแบบ แบบหนึ่งของเนื้อหนัง และอีกแบบเป็นของความเชื่อที่เคารพในข่าวประเสริฐของความจริง เราต้องซื่อสัตย์กับทั้งสองขอบเขตนี้ แต่หนึ่งในสองนี้เราจะ ต้องมีเป็นพิเศษที่เป็นความสำนึกที่ตระหนักถึงข่าวประเสริฐที่แท้จริง เราต้องตรวจสอบความสำนึกของความเชื่อของเราต่อพระวจนะของพระเจ้า โดยเชื่อว่าพระเยซูทรงยอมรับเอาบาปของเราไว้โดยการรับบัพติศมา, ทรงรับการปรับโทษบาปของเราบนไม้กางเขน, และช่วยเราให้รอดและชำระบาปออกไปด้วยความเชื่อที่เป็นบาปของการสำนึกของเรา ยังมีผู้คนมากมายที่ไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของความจริงนี้มันทำให้ผู้เขียนโกรธที่ความจริงนี้ไม่สามารถเป็นที่นับถือได้มากอีกต่อไป
มีลำดับของความเชื่อที่ชำระความสำนึกให้เรา อันดับแรก เราต้องตระหนักและยืนยันความจริงที่ว่าเราต้องตกนรก และอันดับที่สอง เราต้องเชื่อในหัวใจของเราว่าพระผู้ช่วยให้รอดของเราเสด็จมายังโลกนี้ ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นเพราะบาปของเรา, สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน, ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย และทรงช่วยเราให้รอดจากบาปทั้งหมด ผู้มีบาปจะต้องรอดจากบาปชั่วช้าของตนทั้งหมดและได้รับชีวิตนิรันดร์โดยความเชื่อของพวกเขาในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่ได้แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม 
หากปราศจากความจริงที่ว่าเราต้องรอดจากบาปของเราแล้ว บางคนยังคงไม่เชื่อแม้ว่าพวกเขาทราบเกี่ยวกับการยกความผิดบาปที่สมบูรณ์โดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม พวกเขาทำสิ่งนี้ได้อย่างไร? พวกเขาจะต้องมีความรับผิดชอบอย่างแน่นอนสำหรับผลที่จะตามมาของความไม่เชื่อของตนเอง หากเราเพียงรู้จักความจริงที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้มแต่ไม่เชื่อมันแล้ว เราจะยังคงเต็มไปด้วยบาปอยู่ และหากเรายังคงมีบาปอยู่เราก็จะไม่ต้องรับการพิพากษาบาปของเราตามพระราชบัญญติของพระเจ้าหรือ? เราทุกคนและแต่ละคน ทั้งผู้ชายผู้หญิงจะต้องรอดจากบาปด้วยการเชื่อในความจริงของความรอดที่พระเจ้าทรงทำให้สมบูรณ์ผ่านด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม
ผู้คนจะต้องมีความเชื่อที่ช่วยพวกเขาให้รอดจากบาป พวกเขาจะต้องมีความเชื่อที่เชื่อเพียงข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณท่านเชื่อในข่าวประเสริฐที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดง เข้มที่พระผู้เป็นเจ้าทรงแบกรับเอาบาปทั้งหมดของเราไปโดยการรับบัพติศมาและทรงช่วยเราให้รอดโดยพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขนไหม? เมื่อท่านคิดถึงตัวท่านเองเป็นสิ่งแรก ท่านยอมรับในความจริงที่ว่าท่านต้องตกนรกจริงๆไหม? ท่านตระหนักว่าแม้ว่าเราต้องตกนรก พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเราให้รอดจากบาปด้วยความจริงที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มไหม? 
ท่านต้องตระหนักว่าพระผู้เป็นเจ้าเสด็จมายังโลกนี้, ทรงรับบัพติศมาและทรงหลั่งพระโลหิตของพระองค์นั้นเป็นการดูแลบาปของเราทั้งหมด พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์ก็เพื่อลบบาปของท่านและของผู้เขียนออกไปยอมรับบาปของมนุษยชาติทั้งหมดไปเพียงครั้งเดียวไปสู่ร่างกายของพระองค์ด้วยการรับบัพติศมาจากยอห์น ณ แม่น้ำจอร์แดนตอนพระชนม์ได้ 30 พรรษา และทรงรับการปรับโทษของบาปเพียงครั้งเดียวด้วยการถูกตรึงไม้กางเขนและหลั่งพระโลหิตของพระองค์ พระเจ้าทรงโอนบาปทั้งหมดของผู้ที่เชื่อให้พ้นไปเพียงครั้งเดียว
เรารอดจากบาปทั้งหมดของเราได้ด้วยการเชื่อในความจริงที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม เราจะต้องตรวจสอบและยืนยันว่าเรานอกจากบาปทั้งหมดของเราด้วยความจริงนี้หรือไม่ เราต้องมีความเชื่อที่เชื่อในพระเยซู คริสต์ผู้เด็จมาเป็นผู้ช่วยให้รอดของเราโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มตามที่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่า “ ด้วยว่าความเชื่อด้วยใจก็นำปสู่ความชอบธรรมและการยกมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด “ ( โรม10:10 ) โรม 10:17 ประกาศเช่นกันว่า “ ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระวจนะของพระเจ้า “ 
พระวจนะของพระคริสต์นี้บอกเราว่าเรารอดโดยการเชื่อในความรอดที่สมบูรณ์โดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม การยกความผิดบาปนั้นไม่ใช่สิ่งที่ได้รับมาโดยการเชื่อด้วยความคิดของเราเอง แต่มันเป็นสิ่งที่ได้รับโดยการเชื่อในความรอดที่มาโดยด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มในหัวใจของเรา ความเชื่อที่ปลดปล่อยเราจากบาปอย่างแท้จริงคือความเชื่อที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ 
แล้วเราจะต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยการวางความเชื่อในความจริงนี้หรือ? แน่นอน! เรามักจะอธิษฐานวิงวอนในพระวิญญาณ โดยการเอาความจริงคาดเอวของเรา ( เอเฟซัส 6:14, 18 ) แต่แล้วความจริงนี้คืออะไร? 
มันคือข่าวประเสริฐที่บอกเราว่า พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมายังโลกนี้เพื่อช่วยเราให้รอด ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาตอนพระชนม์ได้ 30 พรรษา ทรงแบกเอาบาปของโลกนี้ไว้ทั้งหมด ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนตอกตะปูที่พระหัตถ์และพระบาท ทรงถูกถ่มน้ำลายรด ทรงหลั่งพระโลหิตของพระองค์ และทรงชำระบาปของเราออกไป เราต้องสารภาพว่าด้วยความเชื่อของเราในความจริงนี้ที่เราได้รับการยกความผิดบาปอย่างสมบูรณ์ พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเราให้รอดจากบาปด้วยการรับการปรับโทษบาปของโลกไว้โดยบัพติศมาและพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน
“ พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงรักข้าพระองค์อย่างยิ่งในการที่ทรงทำให้ข้าพระองค์ได้เป็นบุตรของพระองค์ “ นี่คือวิธีที่เราจะสารภาพความเชื่อของเรา เมื่อทั้งหมดที่เราได้พึ่งทำบาป พระผู้เป็นเจ้าก็ยังคงประทานคุณสมบัติให้เราได้สามารถเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ได้โดยการชำระบาปทั้ง หมดของเราผ่านบัพติศมาและการถูกตรึงบนไม้กางเขนของพระองค์ เราจะต้องเชื่อทั้งหมดในความจริงนี้และได้รับชีวิตนิรันดร์ 
อะไรคือเหตุผลของท่านสำหรับการที่ท่านไม่เชื่อในความจริงนี้? เหมือนกับผู้เขียน ตนไม่มีอะไรจะกล่าวหากพระผู้เป็นเจ้ามิทรงรับบัพติศมาเพื่อช่วยตนให้รอดจากบาป และในความเป็นจริงพระองค์ทรงรับบัพติศมา, หลั่งพระโลหิตของพระองค์เพื่อประโยชน์ของผู้เขียน และจึงได้ช่วยผู้เขียนให้รอดจากบาป และดังนั้นผู้เขียนจึงเชื่อ ไม่มีเหตุผลใดที่เราทั้งหมดจะไม่ควรเชื่อในข่าวประ เสริฐนี้ สิ่งนี้ชัดเจนว่าหากผู้มีบาปไม่เชื่อในความจริงของข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณแล้ว พวกเขาก็จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน แต่ผู้เขียนต้องการให้ท่านทุกคน และแต่ละคนให้รอดในตอน นี้ด้วยการเชื่อในข่าวประเสริฐของด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม 
ในเวลาที่ผู้เขียนยังคงเป็นผู้มีบาปอยู่นั้นตนได้สารภาพว่าเชื่อในพระเยซู ผู้เขียนต้องการเป็นคริสเตียนที่ดี จึงพยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้มีความละอายภายใต้สวรรค์ แต่ในทางตรงข้ามกับคำอธิษฐานของผู้เขียน ผู้เขียนก็ยังคงทำบาปอยู่ตลอดเวลา สิ่งเดียวที่ปลอบใจตัวเองคือที่ผู้เขียนได้ เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ผู้เขียนคือว่าอย่างน้อยก็ยังมีอะไรที่ดีกว่าพวกเขา อย่างไรก็ตาม ความรู้ผิดชอบของผู้เขียนได้บอกตนเองว่าตนยังคงมีบาปอยู่ และตามพระราชบัญญัติของพระเจ้าที่กล่าวว่าค่าจ้างของบาปคือความตายนั้นผู้เขียนจึงเคยเป็นผู้หนึ่งที่จะต้องตกนรกเพราะความชั่วช้าของตน
หลังจากระยะเวลาสิบปีของชีวิตที่อ่อนล้าและถูกต้องของตน ผู้เขียนก็เกือบตายทางจิตวิญ ญาณ อย่างไรก็ตามพระเจ้าทรงทำให้ผู้เขียนตื่นตัวขึ้นโดยพระคุณที่พระเยซู คริสต์ทรงรับบัพติศมาเพื่อผู้เขียนและรับเอาบาปของตนไว้ พระองค์ทรงรับเอาบาปทั้งหมดของทุกคนในโลกนี้ไว้ ไม่ใช่บาปของผู้เขียนคนเดียว จากนั้นพระองค์ทรงแบกรับการปรับโทษบาปเหล่านี้ด้วยการแบกมันไปบนไม้กางเขนและถูกตรึงไม้กางเขนและสิ้นพระชนม์บนนั้น ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย และทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดที่แท้จริงผู้ดำรงอยู่แม้แต่ตอนนี้ เมื่อผู้เขียนได้มารู้จักข่าวประเสริฐของความจริง ผู้เขียนจึงได้แต่เชื่อมัน และด้วยการเชื่อว่าพระเยซู คริสต์ทรงเป็นพระเจ้าของความรอดของเราผ่านบัพติศมาของพระองค์และพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน บาปทั้งหมดของตนจึงได้ถูกชำระออกไป ผู้เขียนได้รับการยกความผิดบาปเข้าสู่หัวใจของตนด้วยความเชื่อ 
มันไม่ใช่เพราะว่าผู้เขียนรู้จักพระวจนะของพระเจ้าเป็นอย่างดีที่ทำให้ตนได้รับการยกความ ผิดบาป แต่ผู้เขียนได้พ้นจากบาปของตนเพราะว่าผู้เขียนรู้จักบาปของตนแล้วผ่านบาปเหล่านี้ไปสู่พระเยซู คริสต์โดยบัพติศมาของพระองค์และเชื่อในหัวใจว่าพระเยซูทรงถูกปรับโทษบาปบนไม้กางเขนเพื่อจ่ายค่าจ้างของบาปของตน เพราะว่าผู้เขียนได้รับการยกความผิดบาปที่ทำให้ตอนนี้ตนได้มีชีวิตอยู่ในการประกาศข่าวประเสริฐ ท่านและผู้เขียนก็เหมือนกัน ในความเป็นจริงแล้วระหว่างเรานั้นไม่มีอะไรแตกต่างกัน
ผู้เขียนก็ต้องตกนรกเหมือนกับท่านเช่นกัน และผู้เขียนก็ได้รับการยกความผิดบาปด้วยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณเช่นเดียวกับท่าน ด้วยการเชื่อในข่าวประเสริฐที่พระผู้เป็นเจ้าทรงลบบาปของเราออกไปทั้งหมด ท่านและผู้เขียนก็จะรอดด้วยความเชื่อเช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้เขียนขอขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้า เพราะในวิธีนี้ที่เราความรู้สึกผิดชอบของความเชื่อของเราด้วยการได้รับการยกความผิดบาปที่สมบูรณ์ผ่านน้ำและพระวิญญาณที่ตอนนี้เราสามารถไปสู่พระเจ้าได้และอธิษฐานต่อพระองค์เหมือนเป็นบุตรของพระองค์ที่ได้รับการยกความผิดบาป 
ตามที่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราว่าเครื่องหอมสำหรับแท่นบูชาเผาเครื่องหอมนั้นได้ทำจากน้ำมันเจิมบริสุทธิ์และเครื่องหอม พระเยซูทรงทำให้เราสะอาดด้วยการชำระบาปทั้งหมดของเราออกไปด้วยข่าวประเสริฐบริสุทธิ์ของความจริง ในยุคโบราณของพันธสัญญาฉบับเก่า ผู้คนชาวอิสราเอลต้องทำเครื่องหอมและเผามันที่แท่นอย่างแท้จริงตามที่พระเจ้าทรงรับสั่ง ดังนั้นข้างในที่บริสุทธิ์จึงมีการเผาเครื่องหอมและกลิ่นของมันก็หอมโชยทุกวัน เครื่องหอมนี้หมายความถึงการอธิษฐานต่อพระเจ้า
ในยุคของพันธสัญญาฉบับใหม่นั้น ในการที่ท่านจะเผาเครื่องหอมนี้ในที่บริสุทธิ์นั้น ท่านจะต้องเชื่อในข่าวประเสริฐของความจริงและได้รับการยกความผิดบาปเข้าสู่หัวใจของท่านก่อน อีกนัยหนึ่งด้วยการเชื่อในข่าวประเสริฐของความจริงที่ผู้นั้นจะสามารถเผาเครื่องหอมของการอธิษฐานได้ จะมีวิธีอื่นที่เราจะสามารถเผาเครื่องหอมในวิธีเดียวกันกับการเผาในช่วงเวลาของพันธสัญญาฉบับเก่าไหม? เมื่อเครื่องใช้ของพลับพลาเช่นแท่นสำหรับเผาบูชา และแท่นเผาบูชาเครื่องหอมนั้นไม่ได้ทำให้เราเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ก่อนเราในตอนนี้ ท่านและผู้เขียนจะสามารถทำเครื่องหอมและเผามันตรงแท่นได้อย่างไร? เราสามารถเผาเครื่องหอมของการอธิษฐานด้วยความเชื่อได้ เพราะพระเยซู คริสต์ทรงลบบาปของเราออกไปและช่วยเราให้รอด เพราะหัวใจของเราได้ชำระจนสะอาดด้วยความเชื่อในตอนที่เราได้รับการยกความผิดบาป ตอนนี้เราจึงสามารถเผาเครื่องหอมที่ยกขึ้นสู่พระเจ้าด้วยการอธิษฐานอย่างกระตือรือร้นของเรา
เราเชื่อว่าด้วยความเชื่ออย่างหมดใจของเราในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่บาปทั้งหมดของเราได้ผ่านไปสู่พระเยซู คริสต์ และเชื่อว่าพระเยซู คริสต์ทรงแบกรับการปรับโทษบาปแทนเรา หัวใจของท่านและของผู้เขียนจึงสะอาดหมดแล้ว ตั้งแต่ที่บาปทั้งหมดในหัวใจของเราได้ผ่านไปสู่พระเยซูด้วยความเชื่อ หัวใจของเราก็สะอาดอย่างสมบูรณ์ทั้งหมดเพียงครั้งเดียว หากบาปของท่านทั้งหมดได้ผ่านไปสู่พระเยซู โดยบัพติศมาที่พระองค์ทรงรับจากยอห์นแล้ว บาปทั้งหมดของท่านก็ได้ชำระและลบออกไปทั้งหมดเพียงครั้งเดียวเพื่อทั้งหมด ไม่มีบาปเหลืออยู่ในหัวใจของท่านอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าบาปของเราได้ลบออกไปและชำระออกไปด้วยการเชื่อในข่าวประเสริฐ ตอนนี้เราจึงสามารถไปสู่พระเจ้าบริสุทธิ์และร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์ได้ สิ่งที่เราสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าคือคำสัญญาบนความเชื่อของเรา การที่เราได้รับการยกความผิดบาปด้วยความเชื่อในข่าวประเสริฐ ซึ่งตอนนี้เป็นพื้นฐานของหัวใจที่จริงใจของเรา 
พี่น้องทั้งหลายไปที่แท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอมและอธิษฐานเรื่อยๆ “ พระบิดาได้โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วยนี่เป็นสถานการณ์ที่ข้าพระองค์เป็นอยู่และนี่คือสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการ ข้าพระ องค์ต้องการเผยแพร่ข่าวประเสริฐที่แท้จริงและมีชีวิตอยู่อย่างชอบธรรม พระบิดา ข้าพระองค์ต้อง การที่จะมีชีวิตอย่างเหมาะสมสำหรับใครสักคนที่ได้รับการยกความผิดบาปอย่างแท้จริง และข้าพระ องค์ต้องการที่จะเป็นผลแห่งความชอบธรรม ได้โปรดประทานความเชื่อในพระองค์ให้ด้วย ข้าพระ องค์ต้องการมีชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์ “ การร้องขอความต้องการของใครสักคนก็จะอธิษฐานเช่นนี้ มันเกี่ยวกับการร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าตามความชอบธรรมของพระองค์ 
ท่านอาจจะมีความต้องการและความปรารถนามากมายเช่นเดียวกัน เพราะเราถูกทำให้ชอบธรรมด้วยความเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่ได้แสดงให้เราเห็น ตอนนี้มันได้ทำให้เราสามารถร้องขอต่อพระเจ้าสำหรับทุกสิ่งในการอธิษฐานของเรา ผู้ที่สามารถอธิษฐานขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าได้นั้นมีความสุข ตอนนี้ที่เราทั้งหลายได้รับการยกความผิดบาปด้วยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ ก็จึงไม่มีข้อสงสัยใดที่เราสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้า
คนทั้งหลายที่ได้รับการยกความผิดบาปเข้าสู่หัวใจของพวกเขาอย่างน้อยก็สามารถไปสู่พระเจ้าบริสุทธิ์และร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์ได้ด้วยความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าและข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ และผู้ที่เชื่อที่เกิดใหม่ทุกคนมาอธิษฐานขอความช่วยเหลือของพระบิดาในชีวิตของพวกเขาเหมือนกับเป็นบุตรที่ร้องให้ขอให้พ่อหรือแม่ของตนช่วยในตอนที่มีปัญหา ความเชื่อของพวกเขาที่นำการยกความผิดบาปมาให้พวกเขานั้นไม่เป็นเพียงความเชื่อที่ทำให้พวกเขาเรียกพระเจ้าว่าพระบิดาได้เท่านั้น แต่เป็นความเชื่อที่ทำให้พวกเขาสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากพระบิดาได้ตลอดเวลาเหมือนกับเป็นบุตรชายและบุตรสาวของพวกเขา เพราะพระเจ้าเสด็จมาเป็นพระบิดาของเราอย่างแท้จริงด้วยความเชื่อของเรา ตอนนี้ เราจึงเหมาะสมที่จะร้องขอความช่วยเหลือของพระองค์โดยการอธิษฐานของเราตามความต้องการของเรา
แน่นอนว่าผู้เขียนไม่ทราบในสิ่งที่เป็นการอธิษฐานส่วนตัวของท่านหรือพวกมันได้พบกับพระเจ้าได้อย่างไรหลังจากที่ท่านได้รับการยกความผิดบาป แต่สิ่งที่ผู้เขียนทราบก็คือว่าเมื่อเราอธิษ ฐานต่อพระเจ้าให้เราสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกับคริสตจักรของพระองค์ได้และเผยแพร่ข่าวประ เสริฐออกไป พระองค์ทรงตอบการอธิษฐานของเราอย่างแน่นอน ในกระบวนการนี้ที่เรามาอธิษฐานเพื่อผู้อื่น ตอนแรกทุกคนก็อธิษฐานสำหรับความต่อการของเนื้อหนังของเขาหรือเธอเอง แต่ด้วยการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์เรามาตระหนักว่าเรามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการอธิษฐานเพื่อ ผู้อื่น และดังนั้นเราจึงเสียสละตัวเองให้อธิษฐานเพื่อความรอดของจิตวิญญาณอื่นๆและเผยแพร่ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณออกไปทั่วโลก ทำไม? เพราะว่าคำอธิษฐานของเหล่าวิสุทธิชนที่ได้เกิดใหม่นั้นนำด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระผู้เป็นเจ้าทรงบอกเราว่า “ แต่ท่านทั้งหลายจงแสวง หาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน “ ( มัทธิว 6:33 ) 
แต่ท่ามกลางผู้ที่เกิดใหม่ ผู้ที่ยังคงไม่เติบโตทางจิตวิญญาณก็ไม่รู้จักวิธีอธิษฐานร้องขอสิ่งที่ถูกต้อง เพราะพวกเขายังไม่เคยประสบกับคำตอบของพระเจ้าสำหรับการอธิษฐานของพวกเขา นี่ก็เป็นเพราะว่าพวกเขายังไม่ทราบว่าพลังของความเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้านั้นเป็นเช่นใด ผู้ที่มีความเชื่อเพียงเล็กน้อยไม่เพียงแต่ไม่รู้ว่าคำอธิษฐานของพวกเขานั้นจะได้รับคำตอบหรือไม่ แต่ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมีข้อกังขาอยู่ต่อไปด้วย 
ดังนั้นพวกเขาจะต้องอธิษฐานร่วมกันพร้อมกับผู้ที่เชื่อก่อนพวกเขา ผู้ที่มีความเชื่ออ่อนนั้นลังเลใจที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้า และเมื่อพวกเขาอธิษฐาน พวกเขาเพียงแต่ร้องขอสิ่งที่ตนต้องการ “ ประทานให้พระองค์ด้วย ประทานให้พระองค์ด้วย “ แต่หากผู้ที่อ่อนในความเชื่อได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับคริสตจักร แม้แต่ไม่มีความเชื่อยิ่งใหญ่ใดๆในพระเจ้า พวกเขาก็ยังคงเรียนรู้ว่าอะไรคือการอธิษฐานที่แท้จริง เพราะบรรพบุรุษของความเชื่อของพวกเขาในคริสตจักรกำลังอธิษฐานเพื่อความ ชอบธรรมของพระเจ้า เช่นกันนี้เนื่องจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานความเชื่อของการอธิษฐานให้ผู้ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับคริสตจักร พวกเขาจึงค่อยๆอธิษฐานสำหรับความชอบธรรมของพระเจ้า “ คำอธิษฐานด้วยใจร้อนรนอย่างเอาจริงเอาจังของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังมากทำให้เกิดผล “ ( ยา กอบ 5: 16 ) 
การอธิษฐานที่เต็มไปด้วยความเชื่อของผู้ที่เกิดใหม่ที่มีสิทธิ์อธิษฐานต่อพระเจ้านั้นเกิดผลอย่างยิ่ง การอธิษฐานของผู้ที่มีความเชื่อในพระเจ้านั้นเป็นคำตอบที่แท้จริงจากพระองค์ เมื่อผู้คนอธิษฐานต่อพระเจ้า พวกเขาจะต้องเชื่อก่อนว่าพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพวกเขา และเชื่อว่าพระ องค์ทรงตอบการอธิษฐานของพวกเขาอย่างถูกต้องตามความเชื่อของพวกเขา เพราะการอธิษฐานให้ได้รับคำตอบจากพระบิดาดังนั้นเมื่อบรรพบุรุษของความเชื่อรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันและอธิษฐานสำหรับผู้ที่เชื่อตามรอยเท้าของพวกเขาและสำหรับงานอันชอบธรรมของการเผยแพร่ข่าวประเสริฐ พวกเขาจึงได้มาประสบกับงานอันยิ่งใหญ่ หากท่านยืนถัดจากบรรพบุรุษของความเชื่อของท่านผู้ที่เชื่อในพระเจ้า ท่านก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างใหญ่หลวงในความเชื่อของท่าน เพราะว่าพระเจ้าทรงทราบว่าเราต้องการความช่วยเหลืออย่างยิ่งด้วยพระคุณของความรอดและในมุมมองของชีวิตอื่นด้วย พระองค์ทรงตอบคำอธิษฐานของเรา นี่คือเหตุผลที่เราทั้งหมดต้องการความเชื่อที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับคริสตจักรของพระเจ้า
ความเชื่อของเรานั้นได้ทำให้เรากล้าหาญอย่างใหญ่ยิ่งนัก เมื่อเราอธิษฐานสำหรับสิ่งต่างๆที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ตามที่บุตรทางจิตวิญญาณได้อธิษฐานเพื่อเอาอย่างคนอธิษฐานของพวกเขาหรือผู้ที่โตกว่าเขา เราก็มาอธิษฐานต่อพระเจ้าพระบิดาได้เช่นกันสำหรับปัญหาต่อมาของเราเอง ผู้ที่ทำเช่นนั้นได้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วก็ดำเนินออกมาด้วยความเชื่อในทางเดินที่ไปตามความจริง ตามที่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราว่าคนชอบธรรมจะดำรงอยู่โดยความเชื่อเท่านั้น พวกเขาจึงไม่ ได้มีชีวิตอยู่เพื่อพวกเขาอย่างเดียว แต่เพื่อความรอดของจิตวิญญาณอื่นด้วย 
เราจะมีคุณสมบัติในการอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างไร? เราได้รับมันด้วยการเกิดใหม่โดยความเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่พระเจ้าประทานให้มา มีเพียงผู้ที่ได้รับการยกความผิดบาปโดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่นั้นที่มีความกล้าหาญของความเชื่อที่ให้ผู้นั้นได้สามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าพระบิดาได้ ความเชื่อคือของประทานจากพระเจ้า ในการได้รับคุณสมบัติในการอธิษฐานคือการได้รับพระพรอันยิ่งใหญ่ของความเชื่อจากพระเจ้า 
ในหมู่คริสเตียมมากมายที่เชื่อในโลกนี้ จะมีพวกเขาสักกี่คนที่สามารถอธิษฐานด้วยความเชื่อเช่นนั้นได้ ?ไม่มีหรอก! หนึ่งในของประทานจากพระเจ้าก็คือ อันดับแรกที่เราได้มาเชื่อในความเชื่อที่ได้ช่วยเราให้รอดจากบาปของเราด้วยความจริงที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และอันดับที่สองคือที่เราได้รับพลังและคุณสมบัติในการอธิษฐานต่อพระเจ้าเหมือนเป็นเป็นบุตรของพระองค์ และอันดับที่สามที่เราได้มีความเชื่อที่ยอมให้เราได้มีชีวิตในการเป็นคนทำงานของพระเจ้า
 

พระเจ้าไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของผู้มีบาป 
 
ผู้มีบาปบางคนแม้ว่าได้สารภาพว่าเชื่อในพระเยซู ได้อธิษฐานขอให้พระเจ้าลบความผิดบาปของพวกเขาด้วยการปีนขึ้นภูเขาและตะโกนพระนามของพระผู้เป็นเจ้าออกมาดังๆ แม้ในคืนที่เหน็บหนาวและลมแรง พวกเขาก็ยังปีนเขาและปกปิดตัวเองด้วยแผ่นพลาสติก และแม้ว่าพวกเขาจะมักจะมีความกลัวพวกเขาก็ยังอธิษฐานอย่างแรงกล้าด้วยความทุ่มเทตัวเองทั้งหมด แต่การอธิษฐานของพวกเขาไปได้ไปสั่นหลุมที่ว่างเปล่าเท่านั้น 
แม้ว่าพวกเขาอธิษฐานตลอดคือ พวกเขาก็ยังไม่มีความเชื่อว่าอะไรก็ตามที่พระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานของพวกเขา เหตุผลที่พวกเขาอธิษฐานเช่นนั้นอย่างทุ่มเทโดยไม่มีความเชื่อนั้นก็เพราะว่าพวกเขาอธิษฐานเพื่อแสดงให้คนอื่นเห็น เหมือนกับเป็นการแสดง คำอธิษฐานของพวกเขานั้นจึงไม่มีคำตอบได้ ในความเป็นจริงพวกเขาทราบในความสำนึกของตนว่าคำอธิษฐานของพวกเขานั้นไม่ได้เข้าถึงพระเจ้า เพราะพวกเขายังคงมีบาปในหัวใจอยู่ เพราะว่าพวกเขายังไม่ได้รับการยกความผิดบาปในหัวใจ จึงไม่มีคำตอบในการอธิษฐานของพวกเขาอยู่โดยไม่ต้องสนใจว่าพวกเขาอธิษฐานมากเพียงใดร้องให้ คร่ำครวญ หรือกรีดร้องด้วยเสียงอันดังเพียงใด และทำทุกสิ่งเพื่อขอต่อ พระเจ้าในสิ่งที่พวกเขาต้องการ
สิ่งที่พวกเขาต้องการที่จะตระหนักก็คือสิ่งที่ต้องมีก่อนการอธิษฐานต่อพระเจ้าคือต้องได้ รับการยกความผิดบาปก่อน แต่เพราะว่าผู้มีบาปมากมายไม่มีทางเลือกจนพวกเขาได้มารู้จักข่าวประ เสริฐของน้ำและพระวิญญาณ พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากมีชีวิตของความเชื่อเป็นผู้มีบาปต่อ ไป เมื่อผู้คนไม่สะอาดเพียงครั้งเดียวเพื่อทั้งหมดด้วยการเชื่อในหัวใจของพวกเขาในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้แล้ว ในความจริงการอธิษฐานของพวกเขาก็จะไร้ประโยชน์ เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีบาปพยายามที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้า สติของพวกเขาก็ตะโกนออกมาว่า “ ท่านคิดว่าคำอธิษฐานของท่านจะเข้าถึงพระเจ้าหรือ? ฝันไปสิ! มันไร้ประโยชน์ทั้ง หมด! “ ดังนั้นแม้ว่าพวกเขาพยายามอธิษฐานต่อพระเจ้า ว่า “ ประทานสิ่งนี้ ประทานสิ่งนั้น “ การอธิษฐานของพวกเขาจึงไร้ประโยชน์อย่างแท้จริง 
นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า “ ก่อนที่เจ้าจะอธิษฐานกับเรา ก่อนอื่นเจ้าต้องได้รับการยกความผิดบาปก่อน “ เมื่อผู้ไม่ได้รับการยกความผิดบาปได้อธิษฐานต่อพระเจ้า พวกเขาก็จะตระหนักจากประสบการณ์ของตนว่าความสำนึกของพวกเขานั้นไม่ได้เข้ากับเหตุผล เมื่อผู้มีบาปอธิษฐาน พวกเขาก็มักจะกล่าวว่า “ พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดประทานสิ่งนี้ให้ และประทานสิ่งนั้นด้วย “ แต่ไม่มีคำตอบในคำอธิษฐานของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นความสำนึกของพวกเขาก็ได้เพียงบอกพวกเขาว่า “ ไม่มีทาง! คำอธิษฐานของท่านจะไม่มีคำตอบ เพราะท่านนั้นเต็มไปด้วยบาป !” แม้แต่ในความสำนึกของพวกเขาเองผู้มีบาปก็ไม่สามารถยอมกับความเชื่อของพวกเขาได้ พวกเขาจะหลอกพระเจ้าได้อย่างไร พวกเขาจะได้รับการยกมรับจากพระองค์ได้อย่างไร และคำอธิษฐานของพวกเขาจะได้ รับคำตอบได้อย่างไร? ผู้มีบาปทุกคนไม่ได้รับการยินยอมให้อธิษฐานต่อพระเจ้า แม้ว่าหัวใจของพวกเขาก็ยังไม่ไว้ใจคำอธิษฐานของตนเอง
 

คำอธิษฐานของเราเริ่มมีคำตอบเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมด้วยความเชื่อ 
 
แต่คำอธิษฐานของหลายคนที่ได้เป็นผู้มีบาปมาก่อนจะได้รับคำตอบครั้งหนึ่งในตอนที่พวกเขาได้รับการยกความผิดบาปด้วยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มของพลับพลา ผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณในกลางใจของพวกเขาอาจจะมีความขาดแคลนในตัวเอง แต่พวกเขาก็ไปหาพระเจ้าได้ด้วยความเชื่อ และด้วยความเชื่อพวกเขาก็สามารถอธิษฐานต่อพระองค์ได้อย่างกล้าหาญ ร้องขอสิ่งที่พวกเขาต้องการจากพระองค์ได้ เมื่อผู้ที่ได้รับการยกความผิดบาปด้วยความเชื่อ อธิษฐานต่อพระเจ้าตามพระประสงค์ของพระองค์แล้ว พวกเขาก็สามารถอธิษฐานได้อย่างกล้าหาญ 
แต่เมื่อพวกเขาอธิษฐานสำหรับเนื้อหนังของพวกเขาเองแล้ว ในตอนนั้นพวกเขาก็คิดว่ามันไม่เหมาะสมเราผู้ชอบธรรมเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุดเมื่อเราอธิษฐานสำหรับการเผยแพร่ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ สำหรับจิตวิญญาณของผู้อื่น เมื่อเราอธิษฐานสำหรับการเผยแพร่ข่าวประ เสริฐ แล้วเราก็สามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งหลายของข้อจำกัดในคำอธิษฐานของความเชื่อของเรา แต่ในเวลานั้น เรารู้สึกสับสนเมื่อเราไม่สามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นด้วยความเชื่อได้ ในเวลาเช่นนี้ ทั้งหมดที่เราสามารถทำได้คืออธิษฐาน และเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงตอบในท้ายที่สุด และให้มันพอใจในเวลาที่เราเป็นพยานว่าการอธิษฐานนี้เป็นคำตอบของพระเจ้าอย่างแท้จริง 
สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือการอธิษฐานและจากนั้นก็รอคอย โดยไม่ต้องสงสัยอย่างไม่มีความอดทนว่าทำไมคำอธิษฐานของเราจึงไม่ได้คำตอบในตอนนั้น พระเจ้าทรงต้องการให้เราอธิษฐานด้วยความเชื่อ และเราเชื่อว่าหากคำอธิษฐานาของพระเจ้านั้นเข้ากันกับพระประสงค์ของพระเจ้าแล้ว พระองค์จะทรงตอบพวกเขาเมื่อเวลามาถึง และเมื่อเราได้รับการยกความผิดบาปด้วยความเชื่อ และเมื่อเราอธิษฐานด้วยความเชื่อของเรา แล้วเราก็จะเห็นประสบการณ์แรกที่ผู้อธิษฐานหลายคนของเรานั้นได้รับคำตอบอย่างแท้จริง
แต่ท่านอยู่โดยความเชื่อเช่นนี้ไหม? หากอยู่แล้วท่านก็สามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เมื่อเราตรวจสอบตัวเราเองอีกครั้งหนึ่ง เราตระหนักว่าเราต้องตกนรก และเราก็มาตระหนักอีกครั้งว่าเราสามารถอธิษฐานได้เพียงเมื่อเราได้รับการยกความผิดบาปผ่านความเชื่อของเราในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ ดังนั้นเราต้องจำให้มั่นว่าผู้ที่สามารถอธิษฐานนั้นคือผู้ที่ได้รับการชำระบาปของตนออกไปแล้วโดยความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงลบบาปทั้งหมดของพวกเขาตลอดทั้งชีวิตไปด้วยข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ 
ในหมู่ผู้ที่ยังไม่ได้เกิดใหม่ ยังมีคนมากมายที่มีความภูมิใจในตัวเอง แล้วท่านล่ะ? ท่านมีความภูมิใจมากๆไหม? แขนของท่านแข็งแรงไหม? ขาของท่านแข็งแรงไหม? ไม่ต้องสงสัยว่าร่างกายท่านจะแข็งแรงเพียงใดมันก็ไม่สามารถทดต่อไวรัสหวัดได้ หรือมันก็ไม่สามารถยืนอยู่ยาว นานด้วยกำลังบีบคั้นทางกายได้ มันเป็นความอ่อนแอของพวกเขา ท่านตระหนักไหมว่ามนุษย์เรานั้นเป็นเช่นใด? เราตายได้ด้วยยุงตัวเดียวกัดและเอาความตายมาให้เราด้วยไข้เลือดออก เราไม่มีอะไรเลย หากใครสักคนกล่าวคำออกมาสักประโยคเดียวที่จะรักษาความภูมิใจของเราได้ หัวใจของเราก็สามารถเจ็บปวดอย่างหนักที่เราต้องตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว ไม่ใช่กรณีนี้หรือ? ไม่อย่างแน่นอน
มีคนกี่คนที่ตายก่อนจะอายุ 60 ปี? มีผู้คนมากมายที่ตายก่อนอายุ 30 ความอ่อนแอเช่นนั้นเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากมนุษย์เรา เราไม่สามารถพบความแข็งแรงอันเป็นนิรันดร์ของมนุษย์เราได้ แล้วคนที่อ่อนแอเช่นนั้นความจะมีความแข็งแกร่งในจิตใจและไม่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้าในกลางใจของพวกเขาอย่างนั้นหรือ? มนุษย์เรานั้นไม่มีอะไรที่จะภาคภูมิใจได้เลย 
ดังนั้นเราจะต้องตระหนักถึงความอ่อนแอของเรา ตระหนักถึงความบกพร่องและบาปของเรา โดยการเชื่อในหัวใจของเราในข่าวประเสริฐของความจริงที่สมบูรณ์ผ่านด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้ม และเราจึงจะมีคุณสมบัติในการอธิษฐานต่อพระเจ้า เราต้องมีความเชื่อในพระเจ้า ในการมีความเชื่อนี้ที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัยในศูนย์กลางของหัวใจของเรา ผู้คนจะต้องเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ แต่ก็ยังมีคนมากมายที่ไม่เชื่อมัน ท่านสามารถได้รับสิทธิในการอธิษฐานต่อพระเจ้าจากข่าวประเสริฐอื่นที่ไม่ใช่ข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณได้ไหม? หากพระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ แล้วไม่ได้รับบัพติศมาเพื่อประโยชน์ของท่าน บาปของท่านได้ถูกลบออกไปหรือ ไม่? ท่านสามารถผ่านบาปในหัวใจของท่านไปสู่พระเยซูและชำระมันออกไปโดยไม่มีการเชื่อในบัพติศมาที่พระเยซูทรงได้รับหรือ? 
คำตอบก็คือไม่ ไม่ และไม่อย่างแน่นอน! เพราะว่าพระเยซูทรงแบกรับเอาบาปของโลกนี้ไว้โดยบัพติศมาที่ทรงรับจากยอห์น ที่พระองค์ทรงถูกตรึงไม้กางเขนและแบกรับการปรับโทษบาปทั้งหมดด้วยพระโลหิตของพระองค์ แล้วท่านรอดได้ไหมโดยไม่มีบัพติศมาของพระเยซูและไม้กาง เขน? ไม่อย่างแน่นอน! การที่พระเยซูทรงรับบัพติศมาเพื่อรับเอาบาปของเราไว้ทั้งหมดและชำระมันออกไป ก็เพื่อชำระบาปของเรา และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนก็เพื่อรับการถูกลง โทษบาปของเรา ด้วยการเชื่อในความจริงของข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณนี้ที่เราได้พ้นจากบาปทั้งหมดของเรา 
ดังนั้นเราจึงสามารถไปสู่พระเจ้าได้ทุกเวลาและสารภาพอย่างกล้าหาญว่า “ พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์นั้นช่างบกพร่อง แต่เพราะพระองค์ที่ช่วยข้าพระองค์ให้รอดโดยน้ำและพระโลหิตของพระองค์ ตอนนี้ข้าพระองค์ไม่มีบาปแล้ว พระองค์เสด็จมายังโลกนี้ และทรงรับเราบาปทั้งหมดไว้เพียงครั้งเดียวโดยการรับบัพติศมา, ทรงแบกรับเอาบาปเหล่านี้ของโลกไว้บนไม้กางเขน, ทรงถูกลงโทษเพื่อพวกเขา และทรงเป็นขั้นมาจากความตายอีกครั้งหนึ่ง และด้วยการทำเช่นนี้ พระองค์เจ้าข้าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของความรอดของข้าพระองค์อย่างแท้จริง ด้วยความเชื่อของข้าพระองค์ในความจริงนี้ที่ข้าพระองค์เชื่อในพระองค์ “ อีกนัยหนึ่ง เมื่อเรารักษาความเชื่อของเรา เราสามารถไปหาพระเจ้าได้เสมอและอธิษฐานต่อพระองค์โดยไม่คำนึกถึงความบกพร่องของตน เราสามารถอธิษฐานสำหรับอาณาจักรของพระองค์ได้ เราสามารถอธิษฐานให้พี่น้องของเรา และเราสามารถอธิษฐานให้กับจิตวิญญาณของผู้อื่นที่ยังไม่ได้รับการยกความผิดบาป
เพียงเมื่อผู้คนเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่พวกเขาจะไม่มีความละอายเสมอภายใต้สวรรค์ แต่การไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณ บางคนอาจจะพยายามที่จะเติมความว่างเปล่าด้วยสิ่งอื่น ท่านควรจะตระหนักว่าความพยายามเช่นนั้นช่างไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง นี่คือเหตุผลที่หัวใจของพวกเขาเศร้าโศกและทุกข์ทรมาน จนพวกเขาไม่สามารถแบกรับได้ ทุกคนต้องการที่จะเชื่อในบางสิ่งไม่ว่าเป็นความจริงหรือการโกหก ให้พิจารณาตัวท่านเอง 
ตรวจสอบตัวของท่านเองว่าท่านเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าด้วยความเชื่อที่เชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณหรือไม่ พระผู้เป็นเจ้าทรงลบบาปของท่านโดยน้ำและพระวิญญาณ หากท่านเชื่อในสิ่งนี้แล้ว ท่านยังมีบาปในหัวใจของท่านอยู่หรือไม่? หากท่านเชื่ออย่างแท้จริงในก้นบึ้งของหัวใจและจิตวิญญาณของท่าน ในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณแล้ว ก็จะไม่มีบาปเลยอย่างแน่นอน ได้รับการยกความผิดบาปของท่านอย่างแท้จริงในตอนนี้ด้วยความเชื่ออย่างหมดใจของท่านในความจริงนี้
เพราะพระเจ้าประทานการยกความผิดบาปมาให้เราผ่านความจริงที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วง และสีแดงเข้มและผ้าป่านเนื้อดี ตอนนี้เราจึงได้รับการยกความผิดบาปอันเป็นนิรันดร์ และเพราะว่าสิ่งนี้คนที่เชื่อในความจริงนี้ได้เป็นบุตรของพระเจ้า ได้สวมในพระคุณที่ทำให้พวกเขาได้ มาสู่พระองค์ ดังนั้น เราจะต้องรักผู้อื่น เข้าใจความบกพร่องของกันและกัน รับใช้การทำงานของพระเจ้าจนสุดท้าย และจากนั้นก็ไปเฝ้าพระองค์และยืนอยู่ต่อพระพักตร์ของพระองค์ 
คนทั้งหลายที่ได้รับการยกความผิดบาปรักผู้มีบาปทั้งหมด หัวใจของคนชอบธรรมต้องการให้ผู้มีบาปทุกคนได้รู้จักความจริงที่แสดงในด้ายสีฟ้า, สีม่วงและสีแดงเข้ม และได้เกิดใหม่ แต่ยังมีคนบางประเภทที่ไม่สามารถรักผู้คนได้ย่างแท้จริง คนเหล่านี้คือผู้มีบาปที่ดื้อรั้น เป็นคริสเตียนที่หลอกสำนึกของความเชื่อของตัวเอง และหลอกตัวเองไปสู่ความคิดที่ว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้าแม้ว่าพวกเขายังเต็มไปด้วยบาปก็ตาม 
เราต้องปกป้องสำนึกของความเชื่อของเราทั้งหมดด้วยการเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณและได้รับการยกความผิดบาปเข้าสู่หัวใจของเรา เราลองวิ่งในลู่วิ่งดีจนถึงสุดท้าย รักษาสำนึกของความเชื่อของเราและไม่สูญเสียความเชื่อของเรา และเมื่อใครบางคนเหมือนจะพบกับเวลาแห่งความยากลำบากทางจิตวิญญาณแล้วก็ช่วยเหลือกันและกันและยึดมันไว้ให้แน่น ไม่ต้องสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนชอบธรรมจะต้องไม่ทิ้งคริสตจักร หากคนชอบธรรมละทิ้งคริสตจักรของพระเจ้า พวกเขาก็จะตายทันที การทิ้งคริสตจักรของพระเจ้าก็เหมือนกับการเสียบ้านของท่านเอง การสูญเสียบ้านของท่านเองท่านก็จะเป็นคนเร่ร่อน ดังนั้นหัวใจของท่านก็จะไม่พบกับความสงบและความสบายได้เลยและท้ายที่สุดท่านจะตาย 
คริสตจักรของพระเจ้าเป็นที่ที่แกะของพระองค์อยู่และดูแลและให้การพักผ่อนหลบภัย ดังนั้นเมื่อแกะเสียกำลังของตนเองและมาเป็นเหนื่อยล้า คริสตจักรของพระเจ้าก็จะช่วยหัวใจของพวกเขาให้เข้มแข็งขึ้นด้วยการได้ฟังพระวจนะ เมื่อท่านยอมรับพระวจนะโดยการเชื่อในหัวใจของท่านแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์จะอยู่ในท่านพร้อมกับความรื่นเริงยินดี หัวใจของท่านจะเข้มแข็งเช่นกัน และด้วยเหตุนี้ท่านจะได้รับชีวิตนิรันดร์ 
เราผู้ที่ชอบธรรมทั้งหมดขอบพระคุณพระเจ้า เราขอขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าสำหรับการให้เราได้มีคุณสมบัติพอที่จะอธิษฐานได้ พระองค์ประทานข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณมาให้เรา ฮาเลลูยา! ผู้เขียนขออธิษฐานต่อพระเจ้าที่พระองค์ทรงทำให้เราได้วางใจในพระองค์และมีชีวิตอยู่โดยความเชื่อ