Search

คำสอน

เรื่องที่ 9: โรม (ข้อคิดเกี่ยวกับหนังสือของโรม)

[บทที่ 2-1] บทนำสู่โรมบทที่ 2

มีคนสองกลุ่มในโลกนี้ ที่เชื่อในพระเจ้า คือพวกยิวและคริสเตียน และในหมู่ผู้คนเหล่านี้มีผู้ที่เชื่อในพระเยซูและผู้ที่ไม่เชื่อ พระเจ้าทรงถือว่าความเชื่อของผู้ที่ไม่วางใจในพระเยซูนั้นไม่มีประโยชน์ อย่างไรก็ตามปัญหาหนักที่สุดที่คริสเตียนทั้งหลายกำลังเผชิญอยู่ก็คือว่าพวกเขาวางใจในพระเยซูด้วยเหตุผลบางประการ แต่ก็ยังไม่ได้รับการยกความผิดบาปเลย ท่านอัครสาวกเปาโลได้กล่าวถึงหัวข้อนี้ในโรม บทที่ 2 ซึ่งไม่ได้บอกกับพวกยิวหรือกรีกเท่านั้น แต่บอกกับคริสเตียนในปัจจุบันด้วย
 
 

พวกยิวผู้กล่าวโทษผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย

 
ท่านอัครสาวกเปาโลได้ตำหนิทั้งพวกยิวและคริสเตียนที่มีความเชื่อแบบเดียวกัน ในโรม 2:1 ได้กล่าวว่า “โอมนุษย์เอ๋ย ไม่ว่าท่านจะเป็นใครเมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่นนั้น” ตำหนิผู้ที่มึนเมาอยู่กับความรู้สึกที่เหนือ กว่าในความเป็นพวกยิวหรือคริสเตียน แม้ว่าคนเหล่านั้นยังไม่ได้เกิดใหม่หลังจากที่เชื่อในพระเจ้าก็ทราบว่าอะไรผิดโดยพระบัญญัติของการมีจิต สำนึกในหัวใจของพวกเขา นั่นคือเหตุผล ที่พวกเขาบอกกับคนอื่นว่าห้ามลักขโมย อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ทำการล่วงประเวณีด้วยตัวเองและไม่รักษาพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า แล้วก็ยังนำผู้อื่นด้วยพระบัญญัติของพระเจ้าในขณะที่แสดงตัวของพวกเขาเองว่าเป็นผู้ที่เชื่อของพระเจ้า คนเหล่านี้คือผู้ที่อยู่ในหมู่พวกยิวและคริสเตียนที่ยังไม่ได้เกิดใหม่
เหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าได้บอกกับผู้อื่นไม่ให้สักการะรูปบูชาหรือทำการฆ่าผู้อื่น คุยโม้ว่าพวกเขาสามารถรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าได้ ดังนั้น พวกเขาไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าโดยการผิดพระบัญญัติ
ผู้ที่ไม่รู้จักความชอบธรรมของพระเจ้าแต่เชื่อในพระเยซูก็กล่าวเช่นกันว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา แต่ความเชื่อของพวกเขานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชอบธรรมของพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงขัด ขวางความชอบธรรมที่แท้จริงของพระเจ้าที่ได้ลบมลทินบาปทั้งหมดของพวกเขาออกไปแล้ว พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังขัดขวางผู้ที่เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง เราเห็นได้ว่าหลายคนเรียกตัวเองว่าคริสเตียนแต่ปฏิเสธข่าวประเสริฐที่มีความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ โดยไม่รู้จักความรักของพระเยซูหรือการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ พวกเขาอ้างว่าทำตามน้ำพระ ทัยของพระเจ้า แต่ในความจริงพวกเขาไม่ได้ยอมรับพระเยซูและได้ตรึงพระองค์บนไม้กางเขนบนข้อกล่าวหาของการสบดูหมิ่นว่าพระเยซูทรงระบุพระองค์เองว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า
ท่านอัครสาวกเปาโลกล่าวว่าคนที่เป็นยิวภายนอกไม่ใช่พวกยิว แต่คนที่เป็นยิวภายในคือพวก ยิวแท้ พวกเขาอ้างว่าพวกเขาเป็นคนของพระเจ้าและอ้างว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชนชาติของพระเจ้า แต่พวกยิวเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไรเมื่อพวกเขาปฏิเสธว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ช่วยให้รอด?
ท่านอัครสาวกเปาโลกล่าวว่า “การเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจตามจิตวิญญาณ มิใช่ตามตัวบทบัญญัติ” (โรม 2:29) เหล่าผู้ที่เชื่อในการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณนั้นเป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้าที่แท้ จริง พวกเขาชอบธรรมโดยความเชื่อ
ผู้ที่เชื่อของพระเจ้าได้รับการยอมรับและการสรรเสริญจากผู้ใด? พวกเขาควรจะได้รับมันจากพระเจ้า เปาโลกล่าวว่า “คนอย่างนั้นพระเจ้าสรรเสริญ มนุษย์ไม่สรรเสริญ” (โรม 2:29) หากเราเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า เราได้รับการสรรเสริญจากพระองค์และได้รับของราง วัลจากพระองค์ หากท่านเชื่อในพระเยซูแต่เพียงภายนอกก็ยังคงมีบาปอยู่ในหัวใจของท่านอยู่ ท่านไม่ได้เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าอย่างแท้จริง มันก็เป็นการที่ท่านเย้ยหยันพระเจ้าเท่านั้น ดังนั้น ท่านจะได้รับการพิพาก ษาของการเป็นผู้ที่ไม่เชื่อ
ใครคือผู้ที่เพิกเฉยต่อความจริงของพระเจ้า? พวกเขาก็คือผู้ที่เชื่อฟังคำของมนุษย์อย่างจริงจังมากกว่าพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจัด การตัวเองไปสู่กลุ่มทางศาสนาต่างๆมากมายในคริสตจักรและขัดขวางพระเจ้า พวกเขาปฏิเสธและยืนต่อต้านความชอบธรรมของความรอดของพระเจ้าด้วยพลังที่รวมเป็นหนึ่งเดียวของพวกเขา ท่านเดาได้ไหมว่าพวกเขาเหล่านี้จะได้รับการลงโทษเช่นใด?
 
 

การลงโทษแก่ผู้ที่ขัดขวางพระเจ้า

 
ในวรรคที่ 8 และ 9 กล่าวว่า “แต่พระองค์จะทรงพระพิโรธ และลงพระอาชญาแก่คนที่มักยกตนข่มท่านและไม่เชื่อฟังความจริงแต่เชื่อฟังความอธรรม-ความทุกขเวทนาจะเกิดแก่จิตใจทุกคนที่ประพฤติชั่ว แก่พวกยิวก่อน และแก่พวกชนต่างชาติด้วย”
ความทุกขเวทนาจะเกิดแก่จิตใจของมนุษยชาติแต่ละคนที่ประ พฤติชั่ว คำว่า “ทุกขเวทนา” ที่แสดงเอาไว้ก็คือการลงโทษที่จะได้รับในนรก แก่ผู้ที่ประพฤติชั่ว มันเป็นความยากลำบากและความทุกข์ทรมานของนรก
ผู้ที่ปฏิเสธพระเจ้าจะได้รับการสาปแช่งชนิดใด? พระเจ้าทรงนำการพิพากษาที่น่ากลัวมาสู่ผู้ที่ปฏิเสธความรักของพระองค์ ท่านคาดหวังว่าผู้ที่ขัดขวางความรักของพระเจ้าที่มาจากการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ ให้มีชีวิตอย่างสงบสุขทางกายและทางใจได้อย่างไร? บางคนจะมีชีวิตดำรงอยู่ด้วยชีวิตที่ถูกทำลายทั้งตอนนี้และหลังจากที่ตายไปแล้ว เพราะว่าพวกเขาสมควรแล้วที่จะได้รับพระพิโรธของพระเจ้า พวกเขาขัดขวางความชอบธรรมของพระเจ้าและไม่สามารถรักษาความพอใจที่แท้จริงในหัวใจของพวกเขาเอาไว้ได้ พวกเขาไม่รู้จักความจริงที่มาจากการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ แม้ว่าเมื่อพวกเขาไปโบสถ์แล้วสารภาพว่าพวกเขาเชื่อในพระเยซู แต่พวกเขาก็ยังคงทุกขทรมานอยู่จากการที่ยังไม่ได้รับการยกความผิดบาปของพวกเขาเลย
ท่านไม่สามารถรู้ความลับนี้ได้เพียงเพราะว่าท่านเชื่อในพระเยซู มีเพียงผู้ที่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ ขอเตือนท่านที่เป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้าที่ผิดว่า ท่านควรจะเข้าใจและเชื่อในข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณที่เป็นความชอบธรรมของพระเจ้า แล้วตัวของท่านเองจะหลุดพ้นจากการสาปแช่งที่ทุกข์ทรมาน
ถ้ามีใครกล่าวว่าเขามีบาปในหัวใจของเขา แม้ว่าเมื่อเขาเชื่อในพระเยซู มันก็หมายความว่าเขาเชื่อในทางที่ผิดและจะต้องเชื่อในข่าวประ เสริฐที่แท้จริงที่ได้มอบความชอบธรรมของพระเจ้าให้ ไม่ต้องสงสัยว่าผู้คนในกลุ่มศาสนาใดที่เชื่อในพระเยซู หากพวกเขาอ้างว่าพวกเขาเชื่อในพระองค์ด้วยเหตุ ผลบางประการ แต่ยังคงมีความผิดบาปในหัวใจของพวกเขาอยู่ พวกเขาก็กระทำบาปของความเพิกเฉยความชอบธรรมของพระเจ้า อะไรคือผลที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า? ถ้าท่านเชื่อในพระเยซูว่าทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดโดยแท้จริง ท่านจะไม่มีความผิดบาปอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากท่านมีความผิดบาปในหัวใจของท่านแม้หลังจากที่ท่านเชื่อในพระเยซู ก็หมายความว่าท่านไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริงในความชอบธรรมของพระเจ้า
พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงช่วยผู้มีบาปทั้งหมดจากความผิดบาปของพวกเขาที่ได้มาในเนื้อหนังเรียบ ร้อยแล้ว ทรงช่วยผู้มีบาปให้รอดและเป็นผู้ช่วยให้รอดของผู้ที่เชื่อทุกคน ผู้ที่เชื่อในน้ำและพระวิญ ญาณบริสุทธิ์ที่แท้จริงมีความผิดบาปไหม? แต่ละคนไม่ควรจะมีความผิดบาปถ้าหากเขาหรือเธอเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าอย่างแท้จริงในขณะที่เขาหรือเธอเชื่อในพระเยซูในตอนแรก แต่ก็เป็นเพราะ ว่าเขาหรือเธอเพิกเฉยต่อความชอบธรรมของพระเจ้าในขณะที่เชื่อในพระเยซูด้วยเหตุผลบางประ การที่หัวใจของเขาหรือเธอมีความผิดบาป
ดังนั้น ตอนนี้ท่านจะต้องยอมแพ้ต่อความดื้อรั้นของท่านเอง “ฉันได้เชื่อในพระเยซูอย่างผิดๆ! ฉันควรรู้จักพระเยซูและเชื่อพระองค์ในวิธีใด? ฉันต้องเข้าใจว่าไม้กางเขนมีความสำคัญในการเชื่อพระเยซูมาก แต่พิธีบัพติศมาของพระองค์ก็มีความสำคัญอย่างมากเช่นกัน ตอนนี้ ฉันเข้าใจว่าพระเยซูทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนและได้รับการพิพากษาแทนผู้ อื่น เพราะพระองค์ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดไปผ่านพิธีรับบัพติศมาของพระองค์” ท่านจะต้องตระหนักในความจริงเหล่านี้และเชื่อมัน
คนทั้งหลายที่ยังคงดื้อรั้นต่อต้านพระผู้เป็นเจ้าอยู่จะได้รับกรรมสนองตามที่ตกลงไว้ ผลก็คือการตกไปสู่ไฟในนรก นั่นคือเหตุผลที่ มัทธิว 7:22 กล่าวไว้ “เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า ‘พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้พยากรณ์ในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ?’” พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาอีกครั้งเมื่อใด? ผู้ที่ไม่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าและมีความผิดบาปในหัวใจของเขาในขณะที่เสแสร้งทางภายนอกว่าเชื่อในพระเยซูก็จะได้รับการพิพากษาต่อพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาจะร้องกับพระผู้เป็นเจ้าว่า “ข้าพระองค์ยังเชื่อในพระองค์ไม่ดีพอหรือ? ข้าพระองค์ไม่ได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์และพูดด้วยภาษาแปลกๆหรือ? ข้าพระ องค์ไม่ได้ปรนนิบัติพระองค์หรือ พระองค์เจ้าข้า?”
อย่างไรก็ตาม พระผู้เป็นเจ้าก็จะตรัสว่า “ออกไปจากเราเสีย เจ้าผู้กระทำการไม่เคารพพระบัญ ญัติ (สิ่งนี้ได้แสดงถึงผู้ที่ไม่เชื่อในความ ชอบธรรมของพระเจ้า)! ท่านกล่าวว่าท่านเชื่อในตัวเราได้อย่าง ไรในเมื่อท่านไม่เชื่อว่าเราได้ชำระความผิดบาปทั้งหมดของท่านแล้วโดยการรับบัพติศมาและสิ้นพระ ชนม์บนไม้กางเขน? ท่านผู้โกหก ท่านจะตกไปสู่บึงที่เผาไหม้ด้วยไฟและกำมะถันอย่างเป็นนิรันดร์ บาปของท่านคือการเผยพระวจนะที่ผิดและการนำผู้คนมากมายไปนรก” ผู้คนทั้งหลายที่ไม่เชื่อในความ ชอบธรรมของพระองค์และยอมแพ้ต่อความดื้อรั้นของตัว เองจะได้รับพระพิโรธที่น่ากลัวของพระเจ้า
ตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุดของความเชื่อเช่นนี้คือความเชื่อของพวกยิว และพวกเขาจะยังคงดื้อรั้นต่อพระพักตร์พระเจ้า ในวันนี้พวกเขาก็ไม่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าผ่านพระเยซู คริสต์ แม้แต่ในหมู่โปรแตสแตนต์ มีคริสเตียนดื้อรั้นหลายคนที่กล่าวว่าพวกเขาสามารถยกความผิดบาปแต่ละวันของตัวเองได้ทุกครั้งที่พวกเขาอธิษฐานสารภาพบาป คนเหล่านี้ควรจะยอมแพ้ต่อความดื้อรั้นของการไม่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความขุ่นเคืองของพระองค์
พระเยซูทรงยกโทษบาปให้แก่ผู้ที่สารภาพและอธิษฐานขอยกความผิดบาปในทุกวันหรือไม่? พระองค์ไม่ทรงทำ ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ผู้เป็นมหาปุโรหิตท่านสุดท้ายของพันธสัญญาฉบับเก่าและเป็นผู้แทนของมนุษยชาติทั้งหมด ได้ให้บัพติศมาแก่พระเยซูเมื่อ 2000 ปีก่อน และพระองค์ก็ทรงหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน ดังนั้น พระองค์ก็ทรงทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าสมบูรณ์และลบมลทินบาปทั้งหมดของมนุษยชาติเพียงครั้งเดียว
พระเยซูทรงนำเอาบาปของเราไปที่ใด? พระองค์ทรงแบกรับเอาบาปทั้งหมดของมนุษยชาติไว้กับพระองค์เพียงครั้งเดียว เมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมาจากยอห์น ณ แม่น้ำจอร์แดน พระองค์ทรงช่วยผู้ที่เชื่อให้รอดอย่างเป็นนิรันดร์จากความผิดบาปโดยเสด็จไปยัง กลโกธาเพื่อหลั่งพระโลหิตบนไม้กาง เขน และทรงรับการพิพากษาแทนผู้อื่นเพื่อความผิดบาปทั้งหมด แต่คริสเตียนผู้มีบาปทั้งหมดยังคงดื้อรั้นและไม่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า ถ้าหากหัวใจของพวกเขาได้รับการชำระความผิดบาปทั้ง หมดโดยพระโลหิตบนไม้กางเขนแล้ว แล้วทำไมพวกเขาต้องร้องขอยกความผิดบาปของตัวเองจนตายไป? พวกเขาดื้อรั้น พระโลหิตของพระเยซูบนไม้กางเขนนั้นมีความสำคัญมาก แต่การรับบัพติศมาของพระเยซูจากยอห์นก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้คนควรจะเชื่อและได้รับการยกความผิดบาปของพวกเขาเพียงครั้งเดียวเพื่อที่จะได้รับความชอบธรรมของพระเจ้า
ทุกๆคนนั้นดื้อรั้น แต่ต่อพระพักตร์พระเจ้าท่านควรจะยอมแพ้ความดื้อรั้นของการปฏิเสธความ ชอบธรรมของพระองค์ เหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรจะเชื่อฟังและเชื่อในพระวจนะของพระองค์ ผู้เขียนก็เป็นคนดื้อคนหนึ่ง แต่ผู้เขียนก็ได้ยอมแพ้ต่อความดื้อรั้นของตัวเองต่อพระพักตร์พระเจ้าและเป็นคนชอบธรรมโดยพระกรุณาของพระองค์
การสำนึกผิดที่แท้จริงก็คือการยอมแพ้ต่อความดื้อรั้นของคนคนนั้นและได้รับการยกความผิดบาปโดยยอมรับความชอบธรรมของพระเจ้าด้วยหัวใจ หลังจากได้รับการยกความผิดบาป เราจะต้องเปลี่ยนทางที่ผิดของเราและทราบความผิดพลาดของตัวเอง พยายามที่จะดำรงชีวิตทางจิตวิญญาณที่ดี กว่าเก่าต่อพระพักตร์พระเจ้า ต่อมาก็คือการสำนึกผิดในชีวิตตามความเป็นจริงของธรรมิกชนที่เกิดใหม่
เหล่าผู้ที่เชื่อในพระเยซู แต่ยังไม่รู้จักความชอบธรรมของพระเจ้าก็จะถูกทำลาย คนเหล่านี้ควรจะยอมแพ้ต่อหนทางที่ดื้อรั้นของตัวเอง กลับใจใหม่ และเชื่อในพิธีบัพติศมาและไม้กางเขนของพระเยซูเพื่อการยกความผิดบาปของพวกเขา (กิจการ 3:19) พระผู้เป็นเจ้าประทานพระบัญญัตินี้มาให้เราก็เพื่อ ให้เราได้รับการยกความผิดบาปเพียงครั้งเดียว โดยการเชื่อในความชอบธรรมของพระองค์ เราต้องฟังพระเจ้า และฟังพระวจนะของพระองค์เพื่อที่เราจะได้เป็นผู้ชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ และได้รับการยกความผิดบาปทั้งหมดของเราเพียงครั้งเดียวโดยการเชื่อในความจริงที่ว่าพระเยซูทรงไถ่บาปทั้งหมด โดยการรับบัพติศมาและการถูกตรึงบนไม้กางเขนของพระองค์ เมื่อคนผู้หนึ่งเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า เขาหรือเธอก็จะได้รับการยกความผิดบาปทั้งหมด และได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นของประ ทาน ท่านอัครสาวกและเหล่าสาวกทั้งหมดของพระเยซูเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าและได้รับการยกความผิดบาปเพียงครั้งเดียว ท่านก็เช่นกัน ไม่ควรที่จะดื้อรั้นต่อความจริง ท่านควรจะดื้อรั้นในเวลาที่ถูกต้อง หากท่านไม่เข้าใจการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณอย่างดี ท่านจะต้องศึกษาและเชื่อมัน มันคือการไม่ดื้อรั้น ท่านจะต้องกลับใจใหม่และเชื่อ
ผู้คนปฏิเสธความจริงและเยอะเย้ยมันโดยไม่รู้จักความจริงของการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ “มันไม่ถูกต้อง! คนๆหนึ่งจะเป็นผู้ชอบธรรมได้อย่างไรเมื่อเขาทำบาปอยู่ทุกๆวัน? ท่านทราบ พระเจ้าทรงเรียกผู้ที่เชื่อในพระเยซูว่าคนชอบธรรม แม้ว่าพวกเขายังคงเต็มไปด้วยบาป มันเป็นลัทธิของการพิ พากษา ท่านไม่ได้เป็นคนชอบธรรมเพราะว่าท่านไม่มีความผิดบาปใดๆในหัวใจของท่าน” อย่างไรก็ตามท่านควรจะทราบว่ามันเป็นการสอนที่ไม่ถูกต้อง
ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พระเจ้าตรัสว่าเราได้รับการยกความผิดบาปโดยข่าวประเสริฐของการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ “เราได้ชำระความ ผิดบาปทั้งหมดของท่านแล้ว ตอนนี้ท่านไม่มีบาป เพราะเราได้แบกรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของท่านไว้ ท่านเป็นคนชอบธรรม” “ท่านเชื่อในความชอบธรรมของเราไหม? หากท่านเชื่อในพระวจนะของการเข้าสุ หนัตทางจิตวิญญาณ แล้วท่านก็จะเป็นหนึ่งในคนของเราและก็เป็นผู้ไม่มีบาป” พระเจ้าทรงตรัสถึงการนำที่สมบูรณ์ของพระองค์ แต่คริสเตียนแต่เพียงในนาม หมิ่นประมาทและเย้ยหยันคริสเตียนที่เกิดใหม่ผู้ที่เชื่อในการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ พวกเขากล่าวว่า “คนๆนั้นจะเป็นคนชอบธรรมได้อย่างไรเมื่อเขาหรือเธอทำบาปอย่างไม่รู้จักจบ? ท่านเรียกคนๆนั้นว่าเป็น ‘คนไม่มีบาป’ ผ่านลัทธิการพิพากษาได้เพียงเท่านั้น เราคิดได้อย่างไรว่าคนๆนั้นไม่มีความผิดบาปอย่างแท้จริง? แต่ละคนทำบาปทุกๆวันอย่างไม่มีทางเลือก” พวกเขาหมิ่นประมาทและยังคงดื้อรั้นเพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า
แต่พระเจ้าประทานการมีชีวิตนิรันดร์ให้กับผู้อดทนทำความดี ผู้ที่ค้นหาความยินดี, เกียรติยศและความเป็นอมตะ โดยอดทนทำความดีอย่างต่อเนื่องจะได้เป็นบุตรของพระเจ้า แต่ผู้ที่ไม่ทำเช่นนั้นก็จะได้รับการลงโทษ ทุกๆคนต้องการเป็นบุตรของพระเจ้าและได้มีชีวิตนิรันดร์ พระเยซูประทานชีวิตนิรันดร์ให้แก่ผู้ที่ต้องการอย่างจริงจังในการมีชีวิตอย่างเป็นนิรันดร์และมีชีวิตอยู่อย่างไม่มีความผิดบาป
“พระองค์เจ้าข้า สิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการอย่างแท้จริงก็คือการเชื่อในการยกความผิดบาปโดยการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ เพื่อว่าข้าพระ องค์จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความละอายใดๆในความรู้สึกผิดชอบของข้าพระองค์ ข้าพระองค์อยากจะเป็นบุตรของพระองค์ ข้าพระองค์อยากจะเชื่อในความชอบธรรมของพระองค์และทำให้พระองค์มีความสุข ข้าพระ องค์อยากเป็นผู้ไม่มีบาป ได้โปรดช่วยข้าพระ องค์ให้รอดจากความผิดบาปทั้งหมดด้วย” พระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานทั้งหมดและยกความผิดบาปให้พวกเขาโดยการประทานข่าวประเสริฐของความชอบธรรมของพระเจ้าให้แก่เขาทั้งหลายที่ค้นหาความรอดของความชอบธรรมของพระเจ้าและอธิษฐานให้พวกเขาได้รับการยกความผิดบาป พระเจ้าประ ทานชีวิตนิรันดร์ให้กับเขาทั้งหลายที่ต้องการที่จะดำรงชีวิตอย่างเป็นนิรันดร์
 
 

การเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณคืออะไร?

 
มันหมายถึงการยกความผิดบาปนั้นเสร็จสมบูรณ์ผ่านพิธีบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระองค์ พระโลหิตของพระเมษโปดกคือการรับการพิพากษาแทนผู้อื่นและการรับบัพติศมาของพระเยซูจากยอห์น หมายความว่าความผิดบาปของโลกนี้ได้ผ่านไปสู่พระเยซู แม้แต่ทุกวัน นี้คริสตจักรก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อพันธสัญญาฉบับเก่าได้ เพราะว่ามันไม่สามารถเชื่อในพันธสัญญาฉบับใหม่ได้ ในพระคัมภีร์เราพบได้ว่าการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณและเลือดของแกะในพิธีปัสกานั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกัน
ในบท 1 ยอห์น 5:6 ได้กล่าวว่าพระเยซูคือผู้ที่ได้เสด็จมา “ไม่ใช่ด้วยน้ำอย่างเดียว แต่ด้วยน้ำและพระโลหิต” พระเยซูไม่ได้เสด็จมาด้วยน้ำหรือด้วยพระโลหิตแต่ด้วยทั้งสองอย่าง ท่านจะต้องเชื่อในการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณที่บรรจุในพระวจนะของน้ำ พระโลหิต และพระวิญญาณเพื่อที่จะได้นำความ ผิดบาปทั้งหมดของท่านออกไป
เมื่ออ่านบทอพยพบทที่ 12 ผู้เขียนก็มีคำถามบางอย่างเกี่ยวกับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ บทอพยพบทที่ 12 หมายความว่าอย่างไร? ผู้เขียนดูอย่างละเอียดทั้งบทและดูในข้อความที่เกี่ยวข้องในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลครั้งแล้วครั้งเล่า และผู้เขียนก็ได้ตระหนักว่าชาวอิสราเอลนั้นสามารถเข้าร่วมในงานฉลองพิธีปัสกาได้เพราะว่าพวกเขาได้รับการเข้าสุหนัตแล้ว และในพันธสัญญาฉบับใหม่ก็ได้เขียนเอาไว้ว่าพระเยซูไม่ทรงหลั่งพระโลหิตลงบนไม้กางเขนอย่างชัดเจน แต่ทรงหลั่งพระโลหิตเพราะว่าพระ องค์ทรงรับบัพติศมาจากยอห์น
พระเจ้าทรงมีคำสั่งสองข้อแก่ชาวอิสราเอลในการเข้าร่วมในงานฉลองพิธีปัสกา: ให้เข้าสุหนัตเสียก่อนและจากนั้นให้กินเนื้อแกะของพิธีปัสกาได้ นี่เป็นการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณของพันธสัญญาฉบับเก่า! ในพันธสัญญาฉบับใหม่ ได้กล่าวว่าความผิดบาปของเราได้ผ่านไปสู่พระเยซูโดยการรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา และพระองค์ทรงหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน ผมพบว่า การยอมรับความจริงอันนี้เป็นผลในความจริงของการได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ พระเยซู คริสต์ทรงรับบัพติศมาจากยอห์น ณ แม่น้ำจอร์แดน นั่นเป็นวิธีที่พระองค์ทรงแบกรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไว้ และเหตุผลที่พระองค์ทรงสิ้น พระชนม์บนไม้กางเขนก็เพื่อรับการพิพากษาในสถานที่ของเรา
ท่านสามารถพบกับความรอดจากความผิดบาปและความชั่วทั้ง หมดได้โดยยอมรับความจริงนี้ในหัวใจท่าน สำหรับผู้ที่ได้รับความรอดจากความผิดบาปทั้งหมด เขาหรือเธอจะต้องเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า ที่สามารถประทานการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณให้แก่พวกเราได้ ผู้คนจะต้องตระ หนักในความจริงนี้ ท่านผู้อ่านต้องได้รับในความจริงที่ ว่าการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณในพันธสัญญาฉบับเก่าและพิธีบัพติศมาของพระเยซูในพันธสัญญาฉบับใหม่เป็นรูปแบบคู่กันเมื่อเรามาตระหนักเรื่องการยกความผิดบาป พระเยซูไม่ทรงรับการพิพากษาเพราะพระองค์ทรงมีบาป แต่พระองค์ทรงสิ้นพระ ชนม์บนไม้กางเขนเพื่อมนุษยชาติ เพราะว่าพระองค์ทรงรับบัพติศมาและทรงค้ำความผิดบาปของโลกนี้เอา ไว้ด้วยร่างกายของพระองค์ นี่เป็นความเชื่อของคนทั้งหลายที่ได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ
เหล่าผู้ที่เชื่อในความชอบธรรมของพระเยซูผ่านการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณไม่มีความผิดบาปเพราะว่าพวกเขาเชื่อในพระเยซูอย่างแท้จริง ผู้เขียนรู้สึกสงสารผู้ที่เชื่อในพระเยซูด้วยบางเหตุผลแล้วยังไม่ได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณจากพระเจ้าเลย พวกเขาจะต้องเชื่อในความจริงที่ว่า พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ไปเมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมาจากยอห์น
โชคร้ายที่คริสเตียนส่วนใหญ่เชื่อในไม้กางเขนของพระเยซูเพียงอย่างเดียวโดยไม่เชื่อในการรับบัพติศมาของพระเยซู ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความศรัทธาของการเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า เราจะต้องทราบว่าเราจะต้องเชื่อในสิ่งที่พระเยซูทรงบอกกับเราในพระคัมภีร์
เราจะต้องหยุดโดยไม่ต้องสงสัยว่าอะไรคือลัทธิและการสอนของนักทฤษฎี และเชื่อเพียงพระวจนะของพระเจ้าที่จะนำเราไปสู่ความ ชอบธรรมของพระองค์ก็พอ นี่ก็เป็นเพราะว่าพระวจนะโดยปราศ จากความชอบธรรมของพระองค์นั้นไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้าที่แท้จริง ข่าวประเสริฐที่ไม่มีการเข้าสุ หนัตทางจิตวิญญาณนั้นไม่สมบูรณ์ นั่นจึงเป็นเหตุผลในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่พระเจ้าทรงตรัสอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับการเข้าสุหนัตในพันธสัญญาฉบับเก่า และการรับบัพติศมาของพระเยซูในพันธสัญญาฉบับใหม่ อักนัยหนึ่ง ก็ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับการเข้าสุหนัตและโลหิตของแกะในพิธีปัสกาในพันธสัญญาฉบับเก่าที่คู่ขนานกับการรับบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิตของพระองค์ในพันธสัญญาฉบับใหม่ เราจะต้องเชื่อในความจริงอันนี้เพื่อได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตามหากเราไม่เชื่อในความจริงนี้เราก็จะถูกกันออกไปจากอาณาจักรพระเจ้า
ความชอบธรรมของพระเจ้านั้นสมบูรณ์โดยพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระเยซูเพียงเท่านั้นหรือ? ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก ความชอบธรรมของพระเจ้านั้นสมบูรณ์ทั้งโดยการรับบัพติศมาของพระเย ซูและพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน ดังนั้นเราได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณในหัวใจของเราไม่เพียงแต่โดยการหลั่งพระโลหิตบนไม้กาง เขนเพียงอย่างเดียว แต่โดยการรับบัพติศมาที่พระองค์ทรงรับจากยอห์นด้วย การเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณเป็นไปได้สำหรับเราเมื่อพระเยซูทรงลบมลทินบาปทั้งหมดของเราโดยการรับบัพติศมาและการสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปบนไม้กางเขนแล้ว
 
 
การเข้าสุหนัตหมายความถึงการตัดออก
 
อิสยาห์ได้พยากรณ์ว่าพระเมสสิอาห์ พระเยซู คริสต์จะทรงรับการพิพากษาแทนผู้อื่นเพื่อความผิดบาปของพวกเราโดยการได้รับบาด เจ็บและเป็นแผล ดังนั้นจึงมีบางสิ่งที่เราควรจะทราบเสียก่อน ทำไมพระคริสต์จึงต้องถูกตรึงบนไม้กางเขน?
ในพันธสัญญาฉบับเก่านั้น ผู้มีบาปจะต้องวางมือของเขาหรือเธอลงบนแพะบูชาไถ่บาปเพื่อผ่านเอาความผิดบาปไปและจากนั้นก็ต้องฆ่าแพะนั้นเสีย แล้วต่อจากนั้นปุโรหิตเอานิ้วจุ่มเลือดแพะนั้นไปเจิมที่เชิงงอนของแท่นเครื่องเผาบูชา และเทเลือดส่วนที่เหลือลงบนฐานของแท่นนั้น (เลวีนีติ 4:27-30) ผู้มีบาปในยุคของพันธสัญญาฉบับเก่าก็สามารถไถ่บาปให้แก่เขาหรือเธอด้วยวิธีนี้ จากนั้น พระเยซู ผู้เสด็จมาเป็นพระเมฆโปดกของพระเจ้า (ยอห์น 1:29) เพื่อช่วยเราให้รอดจากความผิดบาปของเรา แล้วจำเป็นต้องวางมือลงบนพระเศียรของพระองค์เหมือนกับในพันธสัญญาฉบับเก่าเพื่อรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของมนุษยชาติไหม?
จากนั้นพระผู้เป็นเจ้าทรงรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไปเมื่อใดและอย่างไร? การที่ยอห์นให้บัพติศมาแก่พระเยซู ณ แม่น้ำจอร์แดนนั้นไม่ได้แสดงไว้ในบท มัทธิว 3:13-17 หรือ? นี่ก็เหมือนกับบท เลวีนีติในพันธสัญญาฉบับเก่าที่กล่าวอย่างต่อเนื่องว่าผู้มีบาป “เอามือวางบนหัวสัตว์ซึ่งเป็นเครื่องเผาบูชานั้น” (เลวีนิติ 1:4, 3:8, 4:29) เพื่อลบมลทินบาป มหาปุโรหิตในพันธสัญญาฉบับเก่าจำต้องวางมือลงบนหัวของแพะและกล่าวคำสารภาพบรรดาความชั่วช้าของคนอิสราเอล (เลวีนิติ 16:21) จาก นั้น เขาก็เอานิ้วจุ่มเลือดแพะนั้นไปเจิมที่เชิงงอนของแท่นเครื่องเผาบูชา และเทเลือดส่วนที่เหลือลงบนฐานของแท่นนั้น พวกเขาได้รับการยกความผิดบาปในวิธีนี้
ในวิธีการเช่นนี้ การยกความผิดบาปของเรานั้นถูกทำให้เป็นไปได้โดยการรับบัพติศมาของพระเยซูจากยอห์นและพระโลหิตบนไม้กาง เขนของพระองค์ นี่จึงเป็นความชอบธรรมของพระเจ้าและการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณที่พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะประทานให้กับเราภายในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ดังนั้น เราผู้ที่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าได้ลบมลทินบาปออกไปโดยการรับบัพติศมาของพระเยซูจากยอห์นและพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขน เมื่อเราเข้าใจความหมายของการรับบัพติศมาของพระเยซูในพันธสัญญาฉบับใหม่ว่ามีความสัมพันธ์กับการเข้าสุหนัตในพันธสัญญาฉบับเก่า เราก็จะเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าและได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณในหัวใจของเราอย่างแท้จริง
 
 
การเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณในพันธสัญญาฉบับใหม่
 
เราลองมาดูมัทธิว 3:13-15 “แล้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลีมาหายอห์นที่แม่น้ำจอร์แดน เพื่อจะรับบัพติศมาจากท่าน แต่ยอห์นทูลห้ามพระองค์ว่า ‘ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์ ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์’ และพระเยซูตรัสตอบยอห์นว่า ‘บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสม ควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ’ แล้วท่านก็ยอมทำตามพระองค์”
ยอมห์นผู้ให้รับบัพติศมาได้ให้บัพติศมาแก่พระเยซู ณ แม่น้ำจอร์แดน เขาวางมือลงบนพระเศียรของพระเยซูและให้บัพติศมาแก่พระ องค์ (บัพติศมา คือคำว่า ‘baptizo’ ในภาษากรีกหมายความว่าการจุ่มหรือการแช่ลงใต้น้ำ)
เพื่อที่จะให้พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อความผิดบาปของเรา สิ่งแรกพระองค์จะต้องลบเอาความผิดบาปของเราออกก่อนโดยการรับบัพติศมา ดังนั้นพระองค์ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นก่อน แล้วก็จุ่มพระองค์ลงใต้น้ำ พระองค์ทรงรับบัพติศมาทำไม? มันก็เพราะว่าเมื่อพระ องค์ทรงรับบัพติศมา ความชอบธรรมของพระเจ้าทั้งหมดก็จะสมบูรณ์ มันยุติธรรมและเหมาะสมแล้วที่พระองค์ทรงรับเอาความผิดบาปของมนุษยชาติไปผ่านพิธีบัพติศมาและที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าและผู้ช่วยให้รอดของเรา มันช่างเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสำหรับพระเยซูที่จะทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อแบกรับเอาความผิดบาปของเราไว้บนพระวรกายของพระองค์ผ่านพิธีบัพติศมา
สิ่งแรกที่พระเยซูทรงเคยกระทำชีวิตทางสาธารณะของพระองค์ก็คือการรับบัพติศมา บัพติศมาในภาษากรีกคือ ‘baptiama’ ที่มีความ หมายว่า “การชำระ, การฝัง, การโอนย้าย และการผ่าน” ในพันธสัญญาฉบับเก่า วันที่สิบ ของเดือนเจ็ดซึ่งเป็นวันลบมลทินบาปของชาวอิสราเอล อาโรนก็วางมือของเขาลงบนแพะบูชาไถ่บาปเพื่อผ่านบาปของชาวอิสรา เอลไป แพะสองตัวนี้ตัวหนึ่งถวายให้แก่พระเจ้า และอีกตัวหนึ่งได้ทำเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปต่อหน้าชาวอิสราเอล (เลวีนิติ 16) ในพันธสัญญาฉบับใหม่นั้น พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราโดยการรับบัพติศมาจากยอห์น
วันรุ่งขึ้นหลังจากวันรับบัพติศมาของพระองค์ ยอห์นได้ชี้นิ้วของเขาไปที่พระองค์และกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ทรงรับเอาความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยอห์น 1:29)
ท่านจะต้องยอมรับว่าการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณนั้นเป็นไปไม่ได้เพียงแค่ความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์เพียงอย่างเดียว
เราลองมาเริ่มต้นดูจาก 1 ยอห์น 5:4 “ด้วยว่าผู้ใดที่บังเกิดจากพระเจ้า ก็มีชัยชนะต่อโลก และนี่แหละเป็นชัยชนะซึ่งได้มีชัยต่อโลก คือความเชื่อของเราทั้งหลายนี่เอง ใครเล่าชนะโลก เว้นไว้แต่ผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า นี่แหละ คือผู้ที่ได้เสด็จมาด้วยน้ำและพระโลหิต คือพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ด้วยน้ำอย่างเดียว แต่ด้วยน้ำและพระโลหิต และพระวิญญาณทรงเป็นพยานเพราะพระวิญ ญาณทรงเป็นความจริง เพราะมีพยานอยู่สามพยานในสวรรค์ คือพระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยานทั้งสามนี้เป็นองค์เดียวกัน มีพยานอยู่สามพยานในแผ่นดินโลก คือพระวิญญาณ น้ำ และพระโลหิต และพยานทั้งสามนี้สอดคล้องกัน ถ้าเรายังรับพยานหลักฐานของมนุษย์ พยานหลักฐานของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่กว่า เพราะนี่คือพยานหลักฐานของพระเจ้าซึ่งพระ องค์ได้ทรงเป็นพยานถึงพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระบุตรของพระเจ้าก็มีพยานอยู่ในตัวเอง ผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าก็ได้กระทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา เพราะเขามิได้เชื่อพยานหลักฐานที่พระเจ้าได้ทรงเป็นพยานถึงพระบุตรของพระองค์ และพยานหลักฐานนั้นก็คือว่า พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์แก่เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่มีชีวิต” (1 ยอห์น 5:4-12)
อะไรคือข้อพิสูจน์ของการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ? มันคือความศรัทธาของการเชื่อทั้งในบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิตของพระองค์ว่าเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา ชัยชนะที่เอาชนะเหนือโลกได้ก็คือน้ำและพระโลหิต “นี่แหละ คือผู้ที่ได้เสด็จมาด้วยน้ำและพระโลหิต คือพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ด้วยน้ำอย่างเดียวแต่ด้วยน้ำและพระโลหิต และพระวิญญาณทรงเป็นพยานเพราะพระวิญญาณทรงเป็นความจริง มีพยานอยู่สามพยานในแผ่นดินโลก คือพระวิญญาณ น้ำ และพระโลหิต” พยานเหล่านี้ที่แสดงว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเราและผู้ช่วยให้รอดของเรา ได้ยืนยันว่าพระเจ้าเสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์ แล้วรับเอาความผิดบาปของเราไปสู่ร่างกายของพระองค์โดยการรับบัพติศมา, การหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขนแทนเรา และจึงนำเราออกจากความผิดบาปทั้งหมดของเรา
ในพันธสัญญาฉบับใหม่ ข่าวประเสริฐของการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณประกอบไปด้วย น้ำและพระโลหิต ในพันธสัญญาฉบับใหม่ น้ำก็คือพิธีบัพติศมาที่พระเยซูทรงรับจากยอห์น และพระโล หิตก็หมายถึงความตายของพระองค์บนไม้กางเขน บัพติศมาของพระเยซูนั้นเป็นสิ่งที่คู่กันกับการเข้าสุหนัตในพันธสัญญาฉบับเก่า พิธีบัพติศมาของพระเยซูจากยอห์นคือข้อพิสูจน์ว่าความผิดบาปของเราได้ผ่านไปสู่พระองค์ด้วยพิธีบัพติศมา เหล่าผู้ที่เชื่อในความจริงก็จะสามารถยืนต่อพระพักตร์พระเจ้าได้และทูลพระองค์ว่า “พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของข้าพระ องค์ ข้าพระองค์เชื่อในความชอบธรรมของพระองค์ ดังนั้นข้าพระองค์ก็ไม่มีบาป ข้าพระองค์เป็นบุตรที่ไม่มีจุดอ่อนของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์” อะไรคือหลักสำคัญในพระคัมภีร์ที่ให้เราตะโกนออกมาได้อย่างมั่นใจแบบนี้? มันคือความเชื่อในบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิตของพระองค์บนไม้กางเขนที่ประกอบขึ้นเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า การยอมรับความชอบธรรมของพระเจ้าให้เป็นความ ชอบธรรมของเรามันเป็นไปไม่ได้หากเพียงแค่พระโลหิตของพระคริสต์เพียงอย่างเดียว แต่ทั้งบัพติศมาของพระองค์และพระโลหิตบนไม้กางเขนด้วยที่สร้างความชอบธรรมขึ้นมา
เราลองมาดูข้อความที่สำคัญอย่างยิ่งของการรับัพติศมาของพระเยซูเพื่อความรอดของเรา 1 เปโตร 3:21 คือข้อพิสูจน์ของความจริงนี้ “เช่นเดียวกัน บัดนี้พิธีบัพติศมาก็เป็นภาพที่รอดแก่เราทั้งหลาย (ไม่ใช่ด้วยชำระราคีแห่งเนื้อหนัง แต่โดยให้มีใจวินิจฉัยผิดและชอบอันดีจำเพาะพระเจ้า) โดยซึ่งพระเยซูคริสต์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากตาย”
ในตอนนี้ท่านเปโตรได้กล่าวถึงหลักฐานที่ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความรอดของเรา พิธีบัพติศมาของพระเยซูก็คือการเข้าสุหนัตในพันธสัญ ญาฉบับเก่า ท่านเข้าใจหรือไม่? เหมือนกับที่ชาวอิสราเอลได้ตัดหนังหุ้มปลายองคชาติของพวกเขาออกเพื่อเข้าสุหนัตในพันธสัญญาฉบับเก่า ซึ่งในพันธสัญญาฉบับใหม่นั้นพระเยซูก็ทรงรับบัพติศมาจากยอห์นและทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ออกไป ทำให้เราสามารถได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณได้ พิธีบัพติศมาและพระโลหิตบนไม้กางเขนได้สร้างความ ชอบธรรมของพระเจ้าขึ้นมา การเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณและการรับบัพติศมามีความหมายเช่นเดียว กัน ท่านจะต้องเข้าใจว่าพิธีรับบัพติศมาของพระเยซูนั้นมีความหมายโดยนัยถึงการเข้าสุหนัตทางจิตวิญ ญาณของเราทั้งหมด
“บัดนี้พิธีบัพติศมาก็เป็นภาพที่รอดแก่เราทั้งหลาย” เราได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าได้อย่างไร? โดยการเชื่อว่าพระเยซูทรงรับบัพติศมาและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อความผิดบาปของเรา มัทธิว 3:15 กล่าวว่า “บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ” เนื่องจากความผิดบาปทั้งหมดของมนุษยชาติได้ถูกผ่านไปสู่พระเศียรของพระเยซู บาปของผู้มีบาปจึงลบออกไปอย่างแน่นอน ผู้มีบาปทุกคนเป็นคนชอบธรรมโดยการเชื่อในบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิตของพระองค์ พระเยซู คริสต์ทรงหลั่งพระโลหิตของการพิพากษาลงบนไม้กางเขนหลัง จากทรงแบกรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ไว้ มนุษยชาติจึงได้รับการไถ่บาปทั้งหมดด้วยวิธีนี้เอง การเชื่อว่าพระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไว้โดยการรับบัพติศมาและการที่พระองค์ทรงได้รับการพิพากษาแทนพวกเราคือการมีความเชื่อในความจริงที่จะนำความชอบธรรมของพระเจ้ามาให้ผู้ที่เชื่อ เชื่อในความจริงนี้
ยอห์น 1:29 กล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ทรงรับเอาความผิดบาปของโลกไปเสีย” พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าและทรงเป็นดุจผู้สร้างสรรพสิ่งของเรา พระองค์ทรงทำตามคำสัญ ญาของการเข้าสุหนัตของพระองค์โดยการรับเอาความความผิดบาปทั้งหมดของผู้มีบาป นี่เป็นความเชื่อที่แท้จริงที่นำการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณที่เป็นความชอบธรรมของพระเจ้าเข้ามาในหัวใจของเรา พระเยซูทรงเป็นผู้ชอบธรรมที่แท้จริงของเรา เราจะต้องขอบพระคุณพระเยซู เราจะต้องขอบ พระคุณพระ องค์สำหรับพิธีบัพติศมาและพระโลหิต ที่ทำให้เราสามารถได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณได้
1 เปโตร 3:21 ยังคงกล่าวว่า “ไม่ใช่ด้วยชำระราคีแห่งเนื้อหนัง แต่โดยให้มีใจวินิจฉัยผิดและชอบอันดีจำเพาะพระเจ้า” ราคีแห่งเนื้อหนังของแต่ละคนไม่ได้รับการชำระออกเพียงแค่เขาหรือเธอนั้นเชื่อในพระเยซูว่าทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดอย่างแท้จริงเท่านั้น ท่านสามารถรับการยกความผิดบาปได้โดยการเชื่อว่าความผิดบาปทั้งหมดของท่านได้ผ่านไปสู่พระเยซูโดยบัพติศมาของพระองค์และพระโลหิตที่ทรงหลั่งบนไม้กาง เขน การได้รับการยกความผิดบาปโดยการสารภาพว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดนั้นเกิดขึ้นในหัวใจของท่าน มันใช้ที่ในหัวใจของผู้ที่เชื่อ หากท่านเชื่อในพระผู้ช่วยให้รอดในหัวใจของท่าน ท่านก็จะได้รับการยกความผิดบาป ในขณะที่เนื้อหนังยังคงมีราคีและกระทำความชั่วร้ายอยู่ทุกวัน แต่ก็ยังคงไม่มีบาป ท่านได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าโดยการเชื่อว่าในขณะที่พระเยซูทรงรับบัพติศมา บาปทั้งหมดได้ผ่านไปสู่พระเยซูและไม่มีความผิดบาปในหัวใจของท่านอีกต่อไป
 
 
ท่านจะต้องเชื่อในความจริงเพื่อทำให้ความจริงเป็นของท่าน
 
ในยอห์น 1:12 กล่าวว่า “แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ พระ องค์ทรงประทานอำนาจให้เป็นบุตรของพระเจ้า คือคนทั้งหลายที่เชื่อในพระนามของพระองค์”
ท่านได้รับและยอมรับสิ่งใด? ท่านจะต้องยอมรับสิ่งต่างๆที่ได้กระทำโดยพระบุตรของพระเจ้า ภารกิจของพระเจ้าคืออะไร? พระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาโลกนี้ในสภาพเนื้อหนังที่มีบาป และเมื่อพระ องค์มีพระชนม์ได้สามสิบ ก็ทรงรับบัพติศมาเพื่อรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของมนุษยชาติ และประ ทานการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณมาให้เราเพื่อให้เราได้รับการลบมลทินบาปออกไป จากนั้นพระองค์ทรงสิ้นพระ ชนม์บนไม้กางเขนเหมือนเป็นพระเมษโปดกของพระเจ้าและทรงทำการไถ่บาปเพื่อพวกเรา พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นเครื่องบูชาชาไถ่บาปอันเป็นนิรันดร์ให้แก่ผู้มีบาปทั้งหมด และทรงช่วยเราให้รอดอย่างเป็นนิรันดร์ด้วย นี่เป็นความศรัทธาที่แท้จริง เราเป็นผู้ชอบธรรมโดยการเชื่อในความจริงนี้
เราสามารถได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณโดยพระโลหิตของพระคริสต์เพียงอย่างเดียวได้ไหม? ไม่ได้ เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ พิธีบัพติศมาของพระเยซูได้ลบความผิดบาปออกไปจากเรา และการพิพากษาที่พระองค์ทรงได้รับบนไม้กางเขนโดยการหลั่งพระโลหิตเพื่อผู้มีบาปนั้นเป็นการรับการพิพากษาแทนท่านและผู้เขียน เรารอดจากความ ผิดบาปและได้รับการยกเว้นจากการพิพากษา เพราะเราเชื่อในข่าวประ เสริฐของความชอบธรรมของพระเจ้า นั่นก็คือข่าวประเสริฐของบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิตบนไม้กางเขน การรับพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอดนั้นสามารถลบมลทินบาปทั้งหมดในหัวใจของผู้มีบาปได้ รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณเข้าในหัวใจของท่าน แล้วความชอบธรรมของพระเจ้าก็จะเป็นของท่าน
 
 
ควรจะให้การเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณที่แท้จริง เข้ามาอยู่ในจิตใจ
 
ในโรมบทที่ 2 ท่านอัครสาวกปาโลกล่าวว่า “การเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ” ท่านเข้าสุหนัตตัวของท่านเองในจิตใจของท่านได้อย่างไร? นี่เป็นไปได้เพียงเชื่อว่าพระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ในเนื้อหนังของมนุษย์, เชื่อว่าพระองค์ทรงรับบัพติศมาเพื่อรับเอา “ความผิดบาปของโลกนี้”ไป, เชื่อว่าพระ องค์ทรงสิ้นพระชนม์โดยการหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน และเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้งเพื่อเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา เปาโลกล่าวว่าการเข้าสุหนัตควรจะทำในจิตใจ และท่านจะได้ รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณในหัวใจของท่านได้ โดยการเชื่อในพิธีบัพติศมาของพระเยซู หากท่านต้องการที่จะได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณในหัวใจของท่าน ให้เชื่อในพิธีบัพติศมาของพระเยซู จากนั้นท่านจะได้เป็นหนึ่งในบุตรของพระเจ้าอย่างแท้จริง คนชอบธรรมคือผู้ที่เชื่อว่าพิธีบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิต ได้นำเข้าหรือเธอออกไปจากบาปทั้งหมดของตัวเอง อาเมน
จนกระทั่งพระเยซูมีพระชนม์ได้ 29 พรรษา ก็ทรงมีชีวิตส่วนพระองค์ที่ดูแลครอบครัวของพระ องค์ แต่เมื่อพระชนม์ได้ 30 พระองค์ก็ทรงมีชีวิตเพื่อสาธารณะชน ในช่วงเวลานั้นพระองค์ทรงลบมล ทินบาปทั้งหมดของมนุษยชาติ และทรงนำผู้มีบาปทั้งหมดออกไปจากความผิดบาปของตัวเอง สิ่งแรกที่พระองค์ได้ทำก็คือทรงรับบัพติศมาเพื่อที่จะนำผู้มีบาปออกไปจากความผิดบาปของพวกเขาและทำให้พวกเขาเป็นคนชอบธรรม “แล้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลี มาหายอห์นที่แท่น้ำจอร์แดน เพื่อจะรับบัพติศมาจากท่าน” (มัทธิว 3:13) ทำไมพระเยซูพยายามที่จะรับบัพติศมา? เราจะต้องทราบว่าการที่พระ องค์ทรงทำเช่นนี้ก็เพื่อที่จะรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของผู้มีบาป เราจะต้องไม่เข้าใจผิดในความหมายของการเข้าบัพติศมาของพระองค์ การรับบัพติศมาคือการชำระความผิดบาปโดยการย้ายมันออกไป นั่นก็คือเหตุผลที่พระเยซูทรงขอให้ยอห์นให้ บัติศมาแก่พระองค์เพื่อที่จะรับเอาความผิดบาปของผู้มีบาป
ใครคือยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาแก่พระเยซู? ยอห์นคือผู้แทนของมนุษยชาติทั้งหมด ซึ่งได้มีการอธิบายไว้อย่างดีใน มัทธิว 11:11-14 “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในบรรดาคนซึ่งเกิดจากผู้ หญิงมานั้น ไม่มีผู้ใดใหญ่กว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมา แต่ว่าผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดในอาณา จักรแห่งสวรรค์ก็ยังใหญ่กว่ายอห์นเสียอีก และตั้งแต่สมัยยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาถึงทุกวันนี้ อาณาจักรแห่งสวรรค์ก็เป็นสิ่งที่คนได้แสวงหาด้วยใจร้อนรน และผู้ที่ใจร้อนรนก็เป็นผู้ที่ชิงเอาได้ เพราะคำของศาสดาพยา กรณ์ทั้งหลายและพระราชบัญญัติได้พยากรณ์มาจนถึงยอห์นนี้ ถ้าท่านทั้งหลายจะยอมรับในเรื่องนี้ ก็ยอห์นนี้แหละเป็นเอลียาห์ซึ่งจะมานั้น”
เริ่มต้นจากวันที่ยอห์นให้บัพติศมา ซึ่งเป็นยุคที่พันธสัญญาของพระเจ้าสิ้นสุดลง นี่ก็เป็นเพราะ ว่าพระเยซูที่ทรงเป็นผู้ที่จะมาทำให้คำสัญญาของพระองค์สมบูรณ์ได้เสด็จมา จากนั้นใครเป็นผู้ที่ทำให้สัญญาในพันธสัญญาฉบับเก่าสมบูรณ์ พวกท่านก็คือพระเยซูและยอห์นผู้ให้รับบัพติศมานั่นเอง ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาได้ผ่านความผิดบาปไปสู่พระเยซู ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาได้เป็นศาสดาพยากรณ์ท่านสุดท้ายในพันธสัญญาฉบับเก่า ผู้ที่ได้ผ่านความผิดบาปทั้งหมดไปสู่พระเมษโปดกของพระเจ้าที่เสด็จมาในพันธสัญญาฉบับใหม่ ยอห์นได้กระทำภารกิจนี้โดยการวางมือของเขาลงบนพระเศียรของพระเยซูตามหนทางของพระบัญญัติที่ได้สร้างไว้ในระบบการบูชาไถ่บาป บาปทั้งหมดของโลกนี้ได้ลบออกไปและย้ายไปสู่พระเยซูเมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมา “ดังนั้น” พระเจ้าก็ประทานการเข้าสุหนัตทางจิตวิญ ญาณในหัวใจของมนุษยชาติทั้งหมด
รักษาบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิตของพระองค์เพื่อการไถ่บาปของท่าน พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้เอาไว้แล้ว และพระองค์ทรงรับเอาการพิพากษาทั้งหมดไว้ ข่าวประเสริฐของความชอบธรรมของพระเจ้าคือความจริงที่พระเยซูทรงรับบัพติศมาและหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปทั้งหมดให้เรา ตอนนี้เราสามารถได้รับการยกความผิดบาปเพียงการยอมรับความ ชอบธรรมของพระเจ้าในหัวใจของเรา หากท่านได้รับแล้วท่านก็จะได้เข้าไปสู่ “วงตระกูลของพระเยซู คริสต์, บุตรของดาวิด, บุตรของอับราฮัม” ซึ่งก็คือเหล่าผู้ที่รู้จักความชอบธรรมของพระเจ้าแล้ว ผู้ที่ยังไม่รู้จักความชอบธรรมและยังคงไม่เชื่อในพระเยซู คริสต์ พระอาทิตย์ยังคงตกดิน เชื่อในบัพติศมาของพระเยซูและเข้าไปสู่พระองค์ ความศรัทธาของการเชื่อในบัพติศมาจะเป็นน้ำมันที่จัดเตรียมไว้สำหรับพิธีแต่งงาน ผู้เขียนหวังว่าท่านจะรู้ถึงความ ลับเพื่อว่าท่านจะสามารถจัดเตรียมน้ำมันสำหรับตะเกียงที่จะพบกับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระผู้เป็นเจ้า พระเยซูโดยการเชื่อในการรับบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิตบนไม้กางเขนของพระองค์
พระเยซูทรงรับบัพติศมาเพื่อว่าพระองค์จะทรงลบมลทินบาปของทุกคนออกไปได้ พระเยซูคือพระบุตรของพระเจ้าและทรงเป็นพระเจ้า พระองค์คือผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งของเรา พระองค์เสด็จมา ยังโลกนี้ด้วยพระประสงค์ของพระบิดาเพื่อที่จะปรับเราให้เป็นบุตรของพระเจ้า ศาสดาพยากรณ์ทั้งหมดในพันธสัญญาฉบับเก่าได้ทำนายเกี่ยวกับผู้ใด? พวกเขาได้ทำนายเอาไว้เกี่ยวกับพระเยซู พวกเขาได้ทำนายถึงวิธีที่พระ องค์เสด็จมายังโลกนี้และรับเอาความผิดบาปของเราไว้และกำจัดมันออก ไป ตามที่ศาสดาพยากรณ์ในพันธสัญญาฉบับเก่ากล่าวเอาไว้ พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ประมาณ 2000 มีมาแล้ว และทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดไว้โดยการรับบัพติศมา พระองค์ทรงค้ำความผิดบาปทั้งหมดของโลกที่เริ่มตั้งแต่อาดัมและอีวา ไปจนถึงมนุษย์คนสุดท้ายในโลก
รับเอา การเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณไว้ในจิตใจของท่าน “การเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ” (โรม 2:29) เมื่อท่านเชื่อในบัพติศมาของพระเยซู ท่านจะได้รับการเข้าสุหนัตของจิตใจของท่านโดยอัตโนมัติ การเข้าสุหนัตของจิตใจหมายถึงการกำจัดความผิดบาปในหัวใจเมื่อเราทราบว่าความผิดบาปทั้งหมดได้ผ่านไปสู่พระเยซูโดยพิธีบัพติศมาของพระองค์ ท่านได้รับการเข้าสุหนัตของหัวใจหรือยัง? โดยการเชื่อในการเข้าสุหนัตในจิตใจ “บาปทั้งหมดได้รับการชำระโดยความเชื่อ”
 
 
ท่านยอมรับความจริงของการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ เข้าในจิตใจของท่านอย่างแท้จริงไหม?
 
เป็นเวลากว่า 2000 ปีมาแล้วที่พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ แล้วทรงรับบัพติศมาและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เราควรจะยอมรับความจริงนี้และได้รับมันไว้ในจิตใจเราเพียงเท่านั้นหรือ? “การเข้าสุ หนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ” เราสามารถรับการเข้าสุหนัตในจิตใจและในหัวใจของเราได้โดยการเชื่อในความจริงนี้ เราทั้งหมดได้รับการส่งต่อโดยการเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า แม้ว่าหากการพิพากษาของพระเจ้าบนโลกนี้ได้มาถึง เราก็จะไม่กลัว คนทั้งหลายที่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าไม่ได้รับการพิพากษาของพระเจ้า การพิพากษาของพระเจ้าจะตกไปสู่ผู้ที่ไม่ยอมรับความชอบธรรมของพระเข้าเข้าในหัวใจของพวกเขา
ทำไมคริสเตียนในทุกวันนี้ที่เชื่อในพระเยซู ยังหลงผิดอยู่? ทำไมพวกเขามีชีวิตตกอยู่ในความทุกข์ทรมานอยู่? มันเป็นเพราะว่าพวกเขาเชื่อในพระโลหิตของพระเยซูว่าเป็นความรอดของพวกเขาเพียงอย่างเดียว ตอนนี้ท่านควรจะยอมรับว่าท่านได้รับการลงโทษของพระเจ้าจากความดื้อรั้นของท่าน และกลับไปสู่ความจริงที่ว่า พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดของเราไปโดยการรับบัพติศมา ณ แม่น้ำจอร์แดน จากนั้นการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณก็จะเข้ามาอยู่ในหัวใจของท่าน หากท่านเชื่อในทั้งบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิตของ พระองค์ การเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณก็จะเข้ามาอยู่ในจิตใจของท่านและท่านจะไม่ได้รับการพิพากษาของพระเจ้าแต่ได้เป็นหนึ่งในบุตรของพระ งค์ พระเจ้าจะทรงเป็นพระเจ้าของท่านและท่านจะได้เป็นหนึ่งในคนของพระองค์ หากมีใครในหมู่พวกท่านที่เชื่อในพระเยซู แต่ขึ้นอยู่กับพระโลหิตของพระเยซูเพียงอย่างเดียว ซึ่งผู้เขียนอยากจะถามคำถามท่านว่า การเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณของเราและความชอบธรรมของพระเจ้านั้นได้รับโดยการพระโลหิตบนไม้กางเขนเพียงอย่างเดียวหรือ? ความรอดของเรานั้นไม่ได้สมบูรณ์โดยพระโลหิตเพียงอย่างเดียว แต่โดยบัพติศมาของพระเยซู พระโลหิตของพระองค์ และพระวิญญาณ
 
 
ได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าได้ โดยการเข้าสนิทกับพระคริสต์
 
เราลองมาศึกษา โรม 6:3-8 กัน “ท่านไม่รู้หรือว่า เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์ เหตุฉะนั้นเราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้วโดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในความตายนั้น เหมือนกับที่พระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย โดยเดชพระรัศมีของพระบิดาอย่างไร เราก็จะได้ดำ นินตามชีวิตใหม่ด้วยอย่างนั้น เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย เราทั้งหลายรู้แล้วว่า มนุษย์เก่าของเรานั้นได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป เพื่อเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป เพราะว่าผู้ที่ตายแล้วก็พ้นจากบาป แต่ถ้าเราตายแล้วกับพระคริสต์ เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ด้วย”
ในวรรคที่5 กล่าวว่า “เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย” พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าค่าจ้างของบาปคือความตายนั่นก็คือ ใครก็ตามที่มีบาปก็จะต้องตายและตกนรก ท่านทั้งหมดมีความ ดบาปก่อนจะเชื่อในความจริงของพระเยซู คริสต์อย่างสมบูรณ์ไม่ใช่หรือ? ใช่ แม้ว่าท่านมีแม้แต่เสี้ยวของบาปท่านก็จะตกนรกและได้รับการพิ ากษาของ “บึงที่เผาไหม้ด้วยไฟและกำมะถัน” (วิวรณ์ 21:8) หากเราได้จ่ายค่า จ้างของบาปของเราที่เป็นความตาย เราก็จะไม่สามารถรอดจากความผิดบาปทั้งหมดได้เลย พระเจ้าจึงทรงส่งพระเยซูมาโลกนี้และผ่านความผิดบาปทั้งหมดไปสู่พระองค์และพิพากษาพระองค์แทนพวกเรา
พระเจ้าทรงช่วยเราทั้งหมดเพราะว่าพระองค์ทรงรักเรามาก พระเจ้าพระบิดาทรงส่งพระบุตรพระองค์เดียวของพระองค์มายังโลกนี้เพื่อผ่านความผิดบาปทั้งหมดไปสู่พระบุตรของพระองค์ผ่านพิธีบัพติศมา และตรึงพระองค์บนไม้กางเขนด้วยตะปูเพื่อให้พระองค์หลั่งพระโลหิตเพื่อไถ่บาปทั้งหมด การเชื่อในสิ่งนี้คือการเข้าสนิทกับพระเยซู ค่าจ้างของบาปคือความตาย เราทั้งหมดมีความผิดบาปในหัว ใจของเราและคาดได้ว่าเราจะต้องตกนรกเพราะความผิดบาปเหล่านั้น แต่พระเยซูทรงรับเอาความผิดบาปในแม่น้ำจอร์แดนโดยการรับบัพติศมาและได้รับการลงโทษบนไม้กางเขนแทนพวกเราผู้ที่ถูกกำ หนดให้ต้องตกนรก ดังนั้น ความตายของพระองค์จึงเป็นความตายของเราด้วยเพราะว่าบัพติศมาของพระองค์ได้รับเอาความผิดบาปของเราออกไปด้วย นี่เป็นความเชื่อที่เข้าสนิทกับพระคริสต์
หลายคนยังคงเชื่อในพระเยซูแต่ใน “ทางศาสนา” เท่านั้น พวกเขาไปโบสถ์และหลั่งน้ำตาในขณะที่ทำการสารภาพบาป ร้องขอการยกความผิดบาป ให้หยุดทำเช่นนั้นเสียและเชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าและท่านจะได้รับสันติในหัวใจจากพระเจ้า พระเยซูทรงรับบัพติศมาและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อที่จะช่วยเราให้รอดและผู้เขียนจึงหวังว่าท่านจะเชื่อในข่าวประเสริฐนี้
พระเจ้าทรงสอนเราผ่านโมเสสเกี่ยวกับยกความผิดบาป โมเสสยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าที่ให้เขาไปอียิปต์เพื่อไปนำพาชาวอิสราเอล คนของพระองค์ ดังนั้นเขาจึงขี่ลาไปแผ่นดินอียิปต์พร้อมกับภรรยาและบุตรของเขา คืนนั้นเอง พระเยโฮวาห์เสด็จมาพบเขาพยายามที่จะฆ่าโม เสส จากนั้นภรรยาของเขาศิปโปราห์จึงเอาหินคมตัดหนังที่ปลายองคชาติบุตรชายของตนออกแล้วทิ้งไปที่เท้าของโมเสส กล่าวว่า “จริงนะ ท่านเป็นสามีผู้ทำให้โลหิตตก!” (อพยพ 4:25)
ความจริงในข้อความนี้ก็เหมือนกับสิ่งนี้คือ แม้ว่าบุตรของโมเสสไม่ได้รับการพิจารณาว่าให้เป็นหนึ่งในคนของพระเจ้าเพราะเขายังไม่ได้รับการเข้าสุหนัต ดังนั้นพระเจ้าจึงมีพระประสงค์ที่จะฆ่าเขา พระเจ้าตรัสว่าชาวอิสราเอลไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็นคนของพระองค์ถ้าไม่ได้รับการเข้าสุหนัต การเข้าสุหนัตในพันธสัญญาฉบับเก่าจึงเป็นสัญญาณของการเป็นหนึ่งในคนของพระเจ้า พระเจ้าทรงทำให้โมเสสตระหนักได้ในสิ่งนี้ ดังนั้นภรรยาของโมเสสจึงรีบตัดหนังปลายองคชาติของบุตรชายตนและขว้างมันออกไปในทันที โดยกล่าวว่า “จริงนะ ท่านเป็นสามีผู้ทำให้โลหิตตก!” พระเจ้าพยายามที่จะประหารโมเสสก็เพราะการไม่ได้เข้าสุหนัตของบุตรชายของเขา
แม้แต่ทายาทของอับราฮัมก็ถูกตัดออกจากการเป็นคนอิสราเอลหากไม่ได้เข้าสุหนัต มีเพียงผู้ที่เข้าสุหนัตเท่านั้นที่สามารถทานเนื้อสัตว์ของพิธีปัสกาได้และและสามารถเอาเลือดแกะทาที่วงกบประตูทั้งสองข้างได้ เหมือนกับสิ่งนี้มีเพียงผู้ที่เข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมกับพิธีศิลมหาสนิทอันศักดิ์สิทธิ์ได้ เหล่าผู้ที่ไม่มีความเชื่ออันนี้ไม่สามารถเข้าไปสู่ความชอบธรรมของพระเจ้าได้เลยและดัง นั้นก็จะไม่สามารถเข้าร่วมกับเดชพระรัศมีของพระเจ้าได้
อัครสาวกเปาโลนั้นเป็นชาวยิวมาก่อน เขาได้เข้าสุหนัตหลังจากเกิดได้แปดวัน และถูกโตในดินแดนกามาเรียล เขาเป็นนักปราชญ์ในพันธสัญญาฉบับเก่า ดังนั้นเปาโลจึงเข้าในเป็นอย่างดีว่าทำไมพระเยซู คริสต์ ทรงรับบัพติศมา ณ แม่น้ำจอร์แดน และทำไมพระองค์ต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ดังนั้นเขาจึงสามารถประกาศข่าวประเสริฐของน้ำและพระวิญญาณไปได้มากมาย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขากล่าวว่า “การเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ” (โรม 2:29)
แน่นอนว่า เปาโลกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขนอยู่บ่อยครั้ง ทำไม? ก็เพราะว่าถึงแม้พระเยซูทรงกระทำพิธีเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณโดยรับเอาความผิดบาปของเราไป; แต่หากพระ องค์ไม่ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนหรืออีกนัยหนึ่งไม่ทรงได้รับการพิ พากษา เราก็จะไม่ได้รับการช่วยให้รอด จึงเป็นเหตุผลที่เปาโลกล่าวถึงไม้กางเขนอยู่บ่อยครั้ง ท่านต้องนึกอยู่ตลอดว่าไว้กาง เขนเป็นบทสรุปและการสิ้นสุดของการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณของเรา อย่างไรก็ตาม คริสเตียนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ ไม่มีความคิดของความสัมพันธ์ระหว่างบัพติศมาของพระเยซูและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนเลยแม้แต่น้อย และพวกเขาก็ถูกกำหนดให้ตกนรก หากพลังของความเชื่อในการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณได้ผ่านไปสู่คนรุ่นต่างๆด้วยดี คริสศาสนาในปัจจุบันนี้ก็จะไม่เป็น อยู่เช่นนี้
บางคนรู้สึกปลื้มปิติเมื่อพบพระเยซูเป็นครั้งแรก แต่พวกเขาก็ผิดหวังจากความอ่อนแอที่เปลี่ยน แปลงไม่ได้ของตน และก็เป็นคนบาปที่เลวร้ายลงเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป อาจจะผ่านไปเป็นสิบปีหลัง จากเชื่อในพระเยซูในครั้งแรก แต่พวกเขาอาจจะเป็นคนบาปที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ พวกเขาเป็นคนบาปหลัง จากที่เชื่อในพระเยซูได้ไหม? พวกเขาร้องเพลงสวดสรรเสริญแต่เพียงคำพูดเท่านั้น
“การร่ำให้จะไม่ช่วยฉัน! น้ำตาไหลอาบแก้มฉัน มันไม่ได้ช่วยบรรเทาความกลัวของฉันเลย มันไม่สามารถล้างบาปในหลายๆปีได้ การร่ำให้จะไม่ช่วยฉัน! ... ศรัทธาในพระคริสต์จะช่วยฉัน! ให้ฉันได้วางใจในพระบุตรของท่านเถอะ วางใจในงานที่พระองค์ทรงทำ พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดช่วยข้าพระองค์วิ่งด้วยพระกรของพระองค์ด้วย ศรัทธาในพระคริสต์จะช่วยฉัน
พวกเขาร้องเพลงว่า “การร่ำให้จะไม่ช่วยฉัน ศรัทธาในพระคริสต์จะช่วยฉัน” แต่นั่นแต่เพียงคำพูดเท่านั้น พวกเขาหลั่งน้ำตาอธิษฐานทุกครั้งที่ทำบาป “พระเจ้า ได้โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ด้วย หากพระ องค์ประทานอภัยให้ข้าพระองค์ตอนนี้ จากนี้ไปข้าพระองค์จะเป็นคนดี” เมื่อคริสเตียนทำบาป เขาหรือเธอก็สารภาพบาป ร้องให้และร้องขอการยกความผิดบาป แล้วพวกเขาก็รู้สึกดีขึ้น แต่ผู้ที่ทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายปี ก็มีความผิดบาปในหัวใจของตนมากกว่าเมื่อเขาหรือเธอเชื่อในพระเยซูเมื่อสิบปีก่อน คนเช่นนั้นถามคำถามด้วยความเสียใจว่า “ทำไมฉันเชื่อในพระเยซูเร็วนัก? ฉันควรจะเชื่อในพระองค์เมื่ออายุสัก 80 ปี หรือเพียงก่อนลมหายใจสุดท้าย ฉันเชื่อเร็วเกินไป” นี่ก็เป็นเพราะว่าเขาหรือเธอเคยคาดหวังที่จะมีชีวิตอยู่ตามน้ำพระทัยของพระเจ้าแต่ไม่ได้ทำ
จะต้องมีการพิพากษาสำหรับทุกๆคนที่ทำบาป นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พระเยซูทรงรับบัพติศมาและรับการพิพากษาบนไม้กางเขน ทรงหลั่งพระโลหิตอันล้ำค่าของพระองค์เพื่อว่าพระองค์จะทรงช่วยเราให้รอดจากความผิดบาป พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายหลังจากนั้นสามวัน พระเจ้าพระบิดาทรงชุบให้พระเยซูได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่เชื่อในการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณสามารถและจะมีชีวิตอยู่ในชีวิตของการเผยแพร่ข่าวประเสริฐ การเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณก็คือหลักฐานที่เราได้เป็นบุตรของพระเจ้า และมันเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า บัพติศมาของพระเยซูก็คือหลักฐานที่ความผิดบาปของเราได้ผ่านไปสู่พระองค์ และพระโลหิตอันล้ำค่าก็คือหลักฐานที่พระองค์ทรงจ่ายค่าจ้างทั้งหมดของความผิดบาปของเราโดยการได้รับการพิพากษาแทนเรา
ท่านเชื่อในพระเยซูโดยยังคงมีความผิดบาปอยู่ในหัวใจของท่านไหม? นั่นเป็นความเชื่อของพวกนอกรีต ทิตัส 3:10 กล่าวว่า “คนใดๆที่ยุให้แตกนิกายกัน เมื่อได้ตักเตือนเขาหนหนึ่งและสองหนแล้ว ก็จงปฏิเสธ ด้วยรู้แล้วว่าคนเช่นนั้นเป็นคนนอกลู่นอกทาง เขาปรับโทษตัวเขาเอง” คนเหล่านี้ที่มีความเชื่อเช่นคนนอกรีตนั้นได้ปรับโทษตัวเขาเองให้เป็นคนบาป พวกเขายืนยันว่าพวกเขาเป็นคนบาปแม้ว่าพวกเขาถูกคุกคามด้วยความตาย พวกเขาดื้อรั้นเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงความเข้าใจผิดของตัว เอง พระเจ้าทรงบอกกับผู้มีบาปเหล่านี้ว่า “ท่านเป็นคนนอกรีต ท่านเป็นคนบาป ท่านไม่ใช่บุตรของเรา และท่านจะเข้าไปสู่ไฟของนรกชั่วกับป์ชั่วกัลป์”
เหล่าผู้ที่เชื่อในพระเยซู ที่ยังไม่ได้รับความชอบธรรมของพระเจ้า หรือการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณของบัพติศมาของพระเยซูและพระโลหิต เป็นคริสเตียนนอกรีตและคนบาปหนาที่สารภาพความผิดบาปของพวกเขาต่อพระพักตร์พระเจ้าโดยไม่มีทางเลือก ผู้มีบาปที่ไม่เชื่อในความ ชอบธรรมของพระเยซูไม่สามารถเข้าไปสู่อาณาจักรสวรรค์ได้
คนทั้งหลายที่เป็นผู้ชอบธรรมหลังจากเชื่อในพระเยซูได้มีหลัก ฐานของการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณในหัวใจของพวกเขา สิ่งต่างๆต่อ ไปนี้คือหลักฐานทั้งหลาย: พระเยซูคือพระเจ้าผู้เสด็จมาในสภาพเนื้อหนังของมนุษย์ และพระองค์ทรงรับบัพติศมาและหลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้และทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาเพื่อที่จะรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไป; พระองค์ทรงรับการพิพากษาบนไม้กางเขนเพื่อสร้างความศรัทธาที่สมบูรณ์ให้แก่ผู้ที่เชื่อในการเข้าสุ หนัตทางจิตวิญญาณ พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในสามวันและทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา นี่คือความรอดที่ถูกต้องของความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งไม่ใช่เพียงโดยพระโลหิตอย่างเดียว แต่โดยน้ำ พระโลหิต และพระวิญญาณ สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานที่เป็นข้อสรุปของการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณที่เป็นพยานแก่ความรอดของเราอย่างสมบูรณ์
คริสเตียนที่รัก ยอมรับในหัวใจของท่านว่าความรอดของเราไม่ได้เป็นไปได้เพียงพระโลหิตของพระเยซูเพียงอย่างเดียว แต่โดยน้ำ พระโลหิต และพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าทรงลบความผิดบาปของโลกนี้ออกไปและกำจัดการปรับโทษบาปของเราอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่เพียงแต่พระองค์ทรงลบความผิดบาปของผู้เขียนเท่านั้น แต่พระองค์ทรงลบความผิดบาปทั้งหมดของโลกด้วย เริ่มต้นจากบาปของอาดัมไปจนถึงบาปของคนสุดท้ายในโลกนี้ พระองค์ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งหมดไปพร้อมกับบัพติศมาและพระโลหิตของพระองค์ การได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณจะช่วยใครก็ตามที่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า ที่สมบูรณ์โดยพระเยซูผู้เสด็จมาโดยน้ำและพระโลหิต
ความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้ได้ลบออกไปโดยบัพติศมาที่พระเยซูทรงรับจากยอห์น ตอนนี้เหล่าผู้ที่เชื่อในการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณไม่สามารถมีความผิดบาปในของพวกเขาได้ พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายอีกครั้งและทรงยกจิตวิญญาณของเราที่ได้สูญเสียไปพร้อมกับความผิดบาปด้วยความชอบธรรมของพระองค์ พระเจ้าทรงรอคอยพวกเราด้วยข่าวประเสริฐของบัพติศมาของพระเยซู พระโลหิต และพระวิญญาณ และตอนนี้เรารอดได้โดยการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณ การเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณนั้นเป็นแผนของพระเจ้าในพระเยซูให้แก่ผู้ที่เชื่อแม้แต่ก่อนการสร้างสรรพสิ่งแล้ว ตอนนี้ท่านผู้ที่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้าได้รับการเข้าสุหนัตทางจิตวิญญาณด้วยเช่นเดียวกัน